สโมสรหนอนหนังสือ แหล่งรวมความรู้หลากสาขา

(โดย พญ. นภาพร ลิมป์ปิยากร)

               เมื่อวันที่ 18 มีนาคม ธนาคารกลางสหรัฐฯ ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยนอกรอบก่อนการประชุมประจำหนึ่งสัปดาห์ 0.75% ซึ่งถือเป็นการลดดอกเบี้ยมากที่สุดในรอบ 24 ปีด้วยความหวังที่จะบรรเทาอาการพิษไข้จากหนี้ด้อยคุณภาพที่กำลังสร้างความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจให้กับสหรัฐและโลกอยู่ในขณะนี้  ความรุนแรงของปัญหาหนี้ด้อยคุณภาพมีจุดเริ่มต้นมาจากฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐฯ แตกเช่นเดียวกับปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจในไทยเมื่อปี 2540  แต่วิธีแก้ปัญหาที่ไทยต้องกระทำตามคำบัญชาของกองทุนการเงินระหว่างประเทศที่มีสหรัฐฯ เป็นหัวหอกแตกต่างกันอย่างลิบลับกับวิธีแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในสหรัฐฯ ในขณะนี้  ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น  Ha-Joon Chang อาจารย์เศรษฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยแคมบริดจ์และที่ปรึกษาขององค์การสหประชาชาติและธนาคารโลก ผู้เขียนเรื่อง Bad Samaritans: The Myth of Free Trade and the Secret History of Capitalism มีคำตอบในหนังสือขนาด 276 หน้าที่ตีพิมพ์เมื่อต้นปี 2551  นอกจากนั้นหนังสือพูดถึงประวัติศาสตร์ตามตำราและประวัติศาสตร์ที่แท้จริงของโลกาภิวัตน์ การคาดการณ์อนาคตและข้อแนะนำเพื่อให้ประเทศกำลังพัฒนามีเศรษฐานะดีขึ้น

            ผู้เขียนเริ่มเรื่องด้วยการเล่าถึงจิตนาการของเขาเกี่ยวกับประเทศโมแซมบิกในปี พ.ศ. 2606 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เทคโนโลยีทางด้านพลังงานของโมแซมบิกสามารถเข้าแทนที่เทคโนโลยีที่ผลิตจากญี่ปุ่นและสหรัฐฯ ได้  เขาไม่แน่ใจว่าโมแซมบิกจะสามารถเป็นดังเช่นที่เขาจินตนาการได้หรือไม่ แต่ก็มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้ ทั้งนี้เพราะโมแซมบิก ณ เวลานี้ก็เป็นเช่นเดียวกับเกาหลีใต้ ประเทศบ้านเกิดของเขาเมื่อ 40 ปีก่อน ซึ่งในปัจจุบันได้กลายเป็นประเทศผู้ส่งออกโทรศัพท์มือถือชั้นนำของโลกแล้ว

                ในปี 2504 ซึ่งเป็นปีที่ชาวเกาหลีใต้มีรายได้ต่อคนเพียงแค่ปีละ 82 ดอลลาร์และได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่ยากจนที่สุดแห่งหนึ่งในโลก นายพลปาร์ค ประธานาธิบดีคนใหม่ได้ขับเคลื่อนประเทศเข้าสู่การอุตสาหกรรมหนักและเคมีภัณฑ์ด้วยการสร้างอู่ต่อเรือ อุตสาหกรรมเหล็กกล้า ยานยนต์และอุปกรณ์อีเล็กทรอนิกส์ส่งผลให้การส่งออกเพิ่มขึ้นถึง 9 เท่าภายในเวลาเพียงแค่ 7 ปีและรายได้ประชาชาติเพิ่มขึ้นถึง 5 เท่า  ในปัจจุบันเกาหลีใต้กลายเป็นประเทศที่มีผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ มากเป็นอันดับหนึ่งของโลกและมีสินค้าจดลิขสิทธิ์ติดอันดับหนึ่งในห้าของโลกด้วย  นั่นหมายความว่า เกาหลีใต้ได้เดินทางมาไกลจากการเป็นประเทศที่ยากจนที่สุดแห่งหนึ่งในโลกแล้ว

                จากมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์ ความสำเร็จอย่างน่ามหัศจรรย์ของเกาหลีเป็นผลมาจากการที่ประเทศนี้พัฒนาตามแนวทางการค้าเสรีหรือนโยบายเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมของอะดัม สมิธ ทั้งนี้เพราะพวกเขาใช้นโยบายเงินเฟ้อต่ำและเปิดเสรีต่อการลงทุนจากต่างประเทศ  นักเศรษฐศาสตร์กลุ่มนี้เชื่อว่าการแข่งขันอย่างไม่มีขีดจำกัดในตลาดเสรีจะทำให้ทุกคนทำงานด้วยประสิทธิภาพสูงสุด จึงเป็นหนทางที่ดีที่สุด  การที่รัฐยื่นมือเข้าไปเกี่ยวข้องรังแต่จะทำอันตรายต่อการแข่งขันเพราะเท่ากับเป็นการปิดกั้นมิให้เกิดคู่แข่งขันใหม่ ๆ ขึ้น  รัฐบาลของประเทศร่ำรวยจึงพยายามผลักดันประเทศกำลังพัฒนาให้เปิดประเทศผ่านองค์กร 3 สหายคือ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ ธนาคารโลกและองค์การค้าโลก  ผู้เขียนแย้งว่าความจริงที่เกิดขึ้นหาเป็นดังที่นักเศรษฐศาสตร์กลุ่มเสรีนิยมกล่าวอ้างไม่  ความสำเร็จของเกาหลีใต้เป็นผลมาจากความเฉลียวฉลาดในการบริหารจากทั้งภาครัฐและเอกชนต่างหาก  อย่างไรก็ดีนักเศรษฐศาสตร์ในประเทศร่ำรวยยังคงพร่ำสอนให้ประเทศยากจนดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจตามแนวทางเสรีนิยมต่อไป  กลุ่มนักบุญใจบาปเหล่านี้ไม่เคยคิดว่านโยบายของพวกเขาทำร้ายประเทศกำลังพัฒนามากเพียงใด 

                โตโยต้าซึ่งเป็นบริษัทผลิตรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นในปัจจุบันเริ่มต้นจากการเป็นบริษัทผลิตเครื่องจักรที่ใช้ในอุตสาหกรรมเสื้อผ้าเท่านั้น  พวกเขาเริ่มเคลื่อนเข้าสู่อุตสาหกรรมรถยนต์ในปี 2476 เพราะรัฐบาลญี่ปุ่นเชื่อว่าไม่มีชาติใดในโลกที่จะพัฒนาได้ หากไม่พัฒนาอุตสาหกรรมใหญ่ เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์  รัฐบาลจึงขับไล่บริษัทเจนเนอรัลมอเตอร์และฟอร์ดออกจากประเทศในปี 2482 และให้ความช่วยเหลือทางการเงินกับโตโยต้า  ในปัจจุบันโตโยต้าได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของญี่ปุ่นไปแล้ว

                ตามประวัติศาสตร์ในตำรา โลกาภิวัตน์เริ่มต้นมากว่า 3 ศตวรรษแล้วโดยอังกฤษเป็นชาติแรกที่ใช้นโยบายการค้าเสรีตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 18  หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งสหรัฐฯ ได้ยกเลิกนโยบายการค้าเสรีและหันมาเพิ่มกำแพงภาษี  เยอรมันและญี่ปุ่นจึงปฏิบัติตามซึ่งเท่ากับเป็นการสิ้นสุดของการค้าเสรีครั้งแรกในปี 2475  หลังสงครามโลกครั้งที่สองประเทศต่าง ๆ เริ่มเปิดเสรีใหม่อีกครั้งหนึ่งภายใต้การนำของสหรัฐฯ  ส่วนประเทศกำลังพัฒนาและประเทศภายใต้ระบอบคอมมิวนิสต์เพิ่งหันมาดำเนินนโยบายการค้าเสรีหลังการล่มสลายของลัทธิคอมมิวนิสต์

                ส่วนประวัติศาสตร์ที่แท้จริงของโลกาภิวัตน์ก็คือ ในช่วงระหว่างปี 2403-2422 ประเทศในกลุ่มยุโรปดำเนินนโยบายเสรีทางการค้าแล้วก็จริง  แต่พวกเขาเริ่มหันมาสร้างกำแพงขึ้นอีกครั้งเพื่อปกป้องชาวนาหลังปี 2423 อันเป็นผลมาจากการที่มีอาหารราคาถูกหลั่งไหลมาจากโลกใหม่และความต้องการที่จะส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่ เช่น เหล็กกล้า เคมีภัณฑ์และเครื่องจักร  อังกฤษจึงยกเลิกนโยบายการค้าเสรีในปี 2475  นั่นหมายความว่า ประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการค้าเสรีในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19-20 ถูกเขียนขึ้นใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับแนวคิดของเศรษฐกิจเสรีนิยม

                ตามหนังสือประวัติศาสตร์โลกาภิวัตน์ในช่วงต้นหลังสงครามโลกครั้งที่สองได้ถูกสร้างภาพราวกับว่า การที่โลกาภิวัตน์เกิดขึ้นอย่างไม่สมบูรณ์เป็นผลมาจากประเทศกำลังพัฒนาปฏิเสธที่จะเข้าร่วมสังฆกรรมในระบบเศรษฐกิจโลกจนหลังปี 2523 จึงทำให้ประเทศกำลังพัฒนามีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำ  ผู้เขียนแย้งว่า จริงอยู่ประเทศร่ำรวยได้ลดภาษีศุลกากรแล้วตั้งแต่หลังปี 2493 แต่พวกเขายังคงสนับสนุนเงินด้านการวิจัย ยังคงมีรัฐวิสาหกิจและควบคุมการลงทุน  ในช่วงเวลาที่ประเทศเหล่านี้ใช้นโยบายเสรีนิยมอย่างจริงจัง อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของพวกเขาก็เริ่มลดลงจากปีละ 3.2% ในช่วงระหว่างปี 2503-22 เหลือเพียงปีละ 2.1% ในอีกสองทศวรรษต่อมา  ผู้เขียนเห็นว่าการที่ช่วงเวลาหลังสงครามโลกกลายเป็นช่วงเวลาของวิกฤตเศรษฐกิจเป็นเพราะนักเศรษฐศาสตร์แนวเสรีนิยมเชื่อในทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ที่ผิดนั่นเอง 

                การที่ประเทศกำลังพัฒนาซึ่งใช้นโยบายปกป้องอุตสาหกรรมภายในถูกวาดภาพให้เหมือนกับการแขวนคอตายนั้น แท้ที่จริงแล้วพวกเขามีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจถึงปีละ 3% ซึ่งมากกว่าอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วงปฏิวัติอุตสาหกรรมของกลุ่มยุโรปซึ่งมีเพียง 1.5% ด้วยซ้ำไป  แต่หลังจากที่ประเทศกำลังพัฒนาหันมาดำเนินนโยบายการค้าเสรีจากการถูกบีบบังคับของกลุ่มประเทศร่ำรวย อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาก็ลดลงเหลือเพียงปีละ 1.7% เท่านั้น  ซ้ำร้ายระบบเศรษฐกิจยังขาดเสถียรภาพ จำนวนวิกฤตเศรษฐกิจและความรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดซึ่งเท่ากับว่าเศรษฐกิจแนวเสรีนิยมไม่สามารถที่จะสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและเสถียรภาพได้อย่างที่กล่าวอ้าง

                การที่ระบบเศรษฐกิจโลกอยู่ภายใต้การควบคุมของประเทศร่ำรวยเป็นเพราะผลผลิตของพวกเขาสูงถึง 80% ของผลผลิตโลก  พวกเขาจึงสามารถบีบบังคับให้ประเทศกำลังพัฒนาดำเนินนโยบายตามที่พวกเขาต้องการผ่านเงินช่วยเหลือ ข้อตกลงพิเศษในการเข้าถึงตลาดและนโยบายจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารโลก เช่น นโยบายการคลังแบบสมดุล การลดค่าเงิน การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ การกำกับระดับการเป็นหนี้ของบริษัทเอกชนและการวางแผนครอบครัว  นโยบายเหล่านี้มิได้ช่วยแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนา หากเป็นเพียงนโยบายที่จะทำให้ประเทศยากจนสามารถใช้หนี้เงินกู้ให้กับประเทศร่ำรวยเท่านั้น  การที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารโลกสามารถดำเนินนโยบายผิด ๆ อยู่เป็นเวลานานเป็นผลมาจากการที่องค์กรทั้งสองถูกบริหารงานภายใต้ผู้บริหารที่เห็นแก่ประโยชน์ของประเทศร่ำรวยเท่านั้น

                 แท้ที่จริงแล้วประวัติศาสตร์ของการค้าเสรีเป็นเช่นใดกันแน่  Daniel Defoe นักเศรษฐศาสตร์ผู้เขียน Robinson Crusoe และ A Plan of the English Commerce อธิบายวิธีการที่ราชวงศ์ธูดอร์ใช้นโยบายปกป้องอุตสาหกรรมและการสนับสนุนอุตสาหกรรมสิ่งทอไว้ในปี 2271 ว่า ในสมัยนั้นอังกฤษยังคงเป็นเพียงประเทศผู้ส่งออกขนสัตว์  กษัตริย์เฮนรี่ที่แปดเห็นว่าประเทศที่สามารถทอผ้าได้สามารถทำเงินได้มากกว่า  เขาจึงเพิ่มภาษีขนสัตว์ส่งออกเพื่อให้วัตถุดิบเหล่านี้เหลืออยู่ในประเทศและห้ามส่งออกเสื้อผ้าที่ยังตัดไม่เสร็จเพื่อเป็นการส่งเสริมอุตสาหกรรมภายใน  การเพิ่มภาษีวัตถุดิบจะเกิดขึ้นเฉพาะในช่วงที่อุตสาหกรรมภายในประเทศสามารถที่จะรองรับจำนวนวัตถุดิบได้ และลดภาษีเมื่อจำนวนวัตถุดิบมีมากเกินความสามารถในการผลิตภายในประเทศซึ่งเท่ากับเป็นการส่งเสริมการผลิตภายในประเทศ  นอกจากนี้การเพิ่มภาษีวัตถุดิบส่งออกยังทำให้อุตสาหกรรมของประเทศคู่แข่งล้มเหลวเพราะขาดแคลนวัตถุดิบ  ผู้เขียนเห็นว่าหากมิใช่นโยบายอันแยบยลของกษัตริย์เฮนรี่ที่แปด อังกฤษคงไม่สามารถที่จะเป็นประเทศอุตสาหกรรมและเป็นศูนย์กลางของเทคโนโลยีได้ รวมทั้งคงไม่เป็นประเทศต้นกำเนิดของการปฏิวัติอุตสาหกรรมในเวลาต่อมา  นั่นหมายความว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมจำเป็นต้องมีผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ที่ต้องการสร้างอนาคตให้กับประเทศเช่นเดียวกับกษัตริย์เฮนรี่ที่แปด

              นโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมภายในของอังกฤษเข้มข้นยิ่งขึ้นไปอีกในสมัยนายกรัฐมนตรี Robert Walpole เช่น เพิ่มภาษีสินค้าสำเร็จรูปนำเข้าและลดภาษีสินค้าวัตถุดิบ  นโยบายปกป้องอุตสาหกรรมเหล่านี้ทำให้อุตสาหกรรมของอังกฤษตามทันและล้ำหน้าประเทศอื่น ๆ ในเวลาต่อมา  อังกฤษใช้นโยบายปกป้องต่อมาจนถึงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19  เช่น ในปี 2363 ภาษีศุลกากรสินค้านำเข้าของอังกฤษสูงถึง 45-55% ในขณะที่ประเทศเยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์และฝรั่งเศสเก็บภาษีสินค้านำเข้าเพียงแค่ 8% และ 20% ตามลำดับ  นอกจากนี้อังกฤษยังห้ามนำเข้าสินค้าจากประเทศอาณานิคมที่แข่งขันกับอุตสาหกรรมของอังกฤษอีกด้วย เช่น ห้ามนำเข้าสิ่งทอจากอินเดียซึ่งมีคุณภาพดีกว่าสินค้าของอังกฤษ และยังห้ามการส่งออกของประเทศอาณานิคมเข้าไปในประเทศอื่น ๆ ด้วย ทั้งนี้เพราะ Walpole ต้องการความมั่นใจว่าประเทศอาณานิคมจะไม่สามารถแข่งขันกับอังกฤษได้ในระยะยาวและอังกฤษเท่านั้นจะเป็นประเทศที่ได้ประโยชน์สูงสุดจากอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสูงและมีกำไรมาก  นโยบายเหล่านี้ได้กลายเป็นต้นแบบให้กับประเทศเอเชียตะวันออกหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีและไต้หวัน  นั่นหมายความว่า การใช้กำแพงภาษีและการตั้งมาตรฐานสินค้าส่งออกมีจุดเริ่มต้นจากอังกฤษนั่นเอง 

           แม้ว่าหนังสือของอะดัม สมิธ เรื่อง The Wealth of Nations ซึ่งตีพิมพ์ในปี 2319 จะเกิดขึ้นในช่วงที่อังกฤษกำลังดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจที่มุ่งส่งเสริมการส่งออกและลดการนำเข้าจะแย้งว่านโยบายนี้ไม่น่าที่จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจอังกฤษในระยะยาว แต่อะดัม สมิธ ก็ทราบดีว่าหากอังกฤษปราศจากนโยบายอุดหนุนเช่นนี้อุตสาหกรรมของอังกฤษก็คงไม่สามารถที่จะเกิดขึ้นได้เช่นกัน  อย่างไรก็ดีอังกฤษต้องรออีกถึงสี่ทศวรรษหลังจากที่ The Wealth of Nations ได้ถูกตีพิมพ์ขึ้นจึงสามารถเข้าสู่ตลาดเสรีได้เมื่ออุตสาหกรรมของพวกเขาแข็งแกร่งที่สุดในโลกยกเว้นในกรณีของเบลเยียมและสวิตเซอร์แลนด์เท่านั้น

                นักเศรษฐศาสตร์แนวเสรีนิยมมักให้ปี 2389 ซึ่งเป็นช่วงที่อังกฤษประกาศ Corn Laws กฎหมายที่ยกเลิกภาษีสินค้าสำเร็จรูปหลายชนิดเป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จของทฤษฎีของ อะดัม สมิธ  แต่แท้ที่จริงแล้วกฎหมายนี้มิได้มีเป้าหมายเพียงแค่เพื่อให้อังกฤษสามารถซื้ออาหารได้ในราคาถูกเท่านั้น หากยังมีจุดมุ่งหมายเพื่อล่อลวงให้ประเทศคู่แข่งหยุดพัฒนาอุตสาหกรรมด้วยการเพิ่มขนาดของตลาดการเกษตรเพื่อให้พวกเขาหันกลับไปยังการเกษตรอีกด้วย  นอกจากนั้นการลดภาษีศุลกากรที่เกิดขึ้นภายหลังยังเป็นช่วงที่อังกฤษสามารถเป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยีได้แล้ว  นโยบายนี้ของอังกฤษจึงทำเหมือนกับที่ Friedrich List กล่าวไว้ นั่นคือ ผลักบันไดให้ล้มเพื่อมิให้คนอื่น ๆ สามารถไต่ขึ้นไปได้นั่นเอง

                สหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นอาณานิคมของอังกฤษในสมัยนั้นก็ต้องตกอยู่ภายใต้อาณัติของนโยบายสกัดดาวรุ่งอย่างแท้จริงของอังกฤษตลอดมา  อะดัม สมิธ เองก็ยังแนะนำให้สหรัฐฯ ไม่ต้องพัฒนาอุตสาหกรรม  เขาเห็นว่านโยบายที่สหรัฐฯ ยกเลิกการนำเข้าสินค้าที่มีคุณภาพดีกว่าจากยุโรปเท่ากับเป็นการขัดขวางความก้าวหน้ามากกว่าเป็นการพัฒนาประเทศ  อย่างไรก็ดี Alexander Hamilton หนึ่งในผู้นำของสหรัฐฯ กลับไม่เห็นด้วย  เขาแย้งว่าในช่วงที่ประเทศต้องการพัฒนาอุตสาหกรรม รัฐบาลต้องปกป้องและสนับสนุนอุตสาหกรรมเกิดใหม่จากการแข่งขันกับคู่แข่งและต้องสนับสนุนพวกเขาจนกว่าจะสามารถยืนหยัดได้ด้วยตนเอง  ข้อเสนอของ Hamilton ประกอบด้วยนโยบายมากมาย เช่น การเพิ่มภาษีศุลกากร การห้ามนำเข้า การสนับสนุนทางการเงิน การห้ามส่งออกวัตถุดิบ การเปิดเสรีนำเข้าวัตถุดิบอุตสาหกรรม พัฒนาสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน  แต่ข้อเสนอของเขากลับมิได้ถูกนำไปปฏิบัติเพราะในช่วงเวลานั้นสมาชิกรัฐสภาส่วนใหญ่ต้องการปกป้องผลประโยชน์ของชาวใต้ซึ่งเป็นเกษตรกรที่มิได้ให้ความสนใจกับภาคอุตสาหกรรม

                เมื่อเกิดสงครามขึ้นในปี 2355 รัฐสภาของสหรัฐฯ จำเป็นต้องเพิ่มภาษีศุลกากรสองเท่าทันทีทันใดจาก 12.5% เป็น 25% และรัฐบาลยังจำเป็นต้องส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ด้วย ทั้งนี้เพราะสหรัฐฯ ไม่สามารถนำเข้าสินค้าจากอังกฤษและประเทศอื่น ๆ ในยุโรปได้ รัฐบาลสหรัฐฯ จึงนำข้อเสนอของ Hamilton ไปปฏิบัติเต็มรูปแบบจนทำให้ภาษีศุลกากรเพิ่มขึ้นเป็น 40%  นั่นหมายความว่า สหรัฐฯ เป็นประเทศที่ปกป้องอุตสาหกรรมสูงสุดในโลกตลอดช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19  แม้ว่านักเศรษฐศาสตร์แนวการค้าเสรีจะเห็นว่าการที่สหรัฐฯ มีอัตราการเจริญเติบโตสูงเป็นผลมาจากการที่สหรัฐฯ มีทรัพยากรธรรมชาติมากและมีตลาดภายในขนาดใหญ่  แต่ความจริงแล้วผู้เขียนกลับเห็นว่าความสำเร็จของสหรัฐฯ เป็นผลมาจากการที่พวกเขาไม่เคยใช้นโยบายการค้าเสรีเลย ทั้งนี้เพราะภาษีศุลกากรของพวกเขาไม่เคยต่ำจนถึงศูนย์ และสหรัฐฯ ยังใช้นโยบายการปกป้องที่ไม่เกี่ยวข้องกับภาษีอื่น ๆ ด้วย เช่น ให้เงินสนับสนุนงานวิจัย  หาไม่แล้วพวกเขาคงไม่สามารถที่จะเป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยีได้จวบจนถึงปัจจุบัน

                หลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา ประเทศร่ำรวยส่วนใหญ่ก็เริ่มหันมาเอาจริงเอาจังกับการอุตสาหกรรม เช่น รัฐบาลฝรั่งเศสจะเข้าครอบครองอุตสาหกรรมสำคัญ ๆ ด้วยการให้เงินลงทุนผ่านธนาคารของรัฐเพื่อให้โอกาสอุตสาหกรรมเหล่านี้มีโอกาสเติบโต  กลยุทธ์นี้ประสบความสำเร็จอย่างงดงามส่งผลให้ฝรั่งเศสกลายเป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยีในเวลาต่อมา  ญี่ปุ่นก็เป็นอีกประเทศหนึ่งที่ดำเนินนโยบายปกป้องอุตสาหกรรมอย่างเข้มข้นด้วยการควบคุมการนำเข้าและส่งเสริมการส่งออก  นอกจากนั้นรัฐบาลยังให้เงินสนับสนุนอุตสาหกรรมหลักผ่านธนาคารของรัฐและยังห้ามการเข้าถือครองหุ้นของต่างประเทศอีกด้วย  หากต่างชาติต้องการเข้าลงทุนโดยตรงก็ต้องถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับญี่ปุ่นและซื้อชิ้นส่วนท้องถิ่นด้วย  ส่วนรัฐบาลของฟินแลนด์ นอรเวย์และออสเตรียก็ให้การสนับสนุนอุตสาหกรรมผ่านการสนับสนุนการลงทุน 

                ผู้เขียนเชื่อว่าการที่ประเทศร่ำรวยพยายามบีบบังคับให้ประเทศกำลังพัฒนาใช้นโยบายการค้าเสรีน่าจะเป็นผลมาจากการที่ประชาชนของประเทศร่ำรวยเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่า นโยบายเหล่านี้สร้างความสำเร็จให้กับประเทศของตนทั้ง ๆ ที่มันเป็นข้อมูลที่ผิดอันเป็นผลมาจากประวัติศาสตร์ที่ถูกเขียนขึ้นใหม่มากกว่า

             นโยบายการค้าเสรีสำหรับประเทศกำลังพัฒนาก็เหมือนกับการพยายามให้เด็กทำงานตั้งแต่ยังเล็กซึ่งผู้เขียนเห็นว่าเป็นนโยบายที่ไม่เหมาะสม  เขาอธิบายว่าหากพ่อแม่ผลักดันลูกให้ไปหาเลี้ยงตนเองด้วยวัยเพียงแค่ 6 ขวบ พวกเขาคงเป็นได้เพียงแค่คนขัดรองเท้าแต่เป็นศัลยแพทย์ประสาทไม่ได้ ทั้งนี้เพราะเด็กต้องการการประคบประหงมและลงทุนอีกนานนับสิบปีกว่าที่จะเป็นศัลยแพทย์ประสาทได้  การที่กลุ่มนักบุญใจบาปพยายามผลักดันให้ประเทศกำลังพัฒนาเปิดเสรีทางการค้าโดยอ้างว่าการเข้าแข่งขันเดี๋ยวนี้จะเป็นแรงจูงใจในการเพิ่มผลผลิตเป็นเพียงครึ่งเดียวของเรื่องราวเท่านั้น  อุตสาหกรรมของประเทศกำลังพัฒนาต้องการเวลาในการเพิ่มความสามารถให้ตนเอง ไม่เช่นนั้นอุตสาหกรรมของประเทศเหล่านี้ย่อมไม่สามารถที่จะอยู่รอดได้ 

                ผู้เขียนเห็นว่าหากการเปิดเสรีทางการค้าทำให้ประเทศกำลังพัฒนาประสบความสำเร็จดังว่า ประเทศที่ควรประสบความสำเร็จมากที่สุดควรเป็นเม็กซิโก ทั้งนี้เพราะเม็กซิโกเป็นสมาชิกเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (NAFTA) มาเป็นเวลานานแล้ว พวกเขาจึงน่าจะมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูง  แต่เม็กซิโกกลับสามารถเพิ่มรายได้ประชาชาติได้เพียงปีละ 1.8% หลังเข้าเป็นสมาชิก NAFTA หรือเพิ่มขึ้นกว่าก่อนหน้านี้เพียง 0.1% เท่านั้น  ซ้ำร้ายอุตสาหกรรมที่เคยพัฒนามาก่อนหน้านี้ก็ล่มสลายไปหมดด้วยส่งผลให้อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจลดน้อยลงอีก  ยิ่งไปกว่านั้นการเปิดเสรีทางการค้ายังสร้างแรงกดดันต่องบประมาณของรัฐ ทั้งนี้เป็นผลมาจากการลดลงของภาษีศุลกากรซึ่งเป็นภาษีที่สำคัญของประเทศยากจน  เมื่อเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้ไม่สามารถเติบโตได้ การเพิ่มขึ้นของภาษีอื่น ๆ ก็ลดลงตามไปด้วย และเมื่อประเทศเหล่านี้เข้าสู่ภาวะวิกฤตและถูกกดดันจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศให้ลดงบประมาณหรือใช้งบประมาณแบบสมดุล รัฐบาลต้องลดค่าใช้จ่ายในด้านการศึกษา สาธารณสุขและโครงสร้างพื้นฐาน จึงเท่ากับเป็นการบั่นทอนความสามารถในการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคตไปในตัวด้วย

                อย่างไรก็ดีนักเศรษฐศาสตร์แนวเสรีนิยมยังเชื่อว่าแต่ละประเทศจะมีความได้เปรียบทางการค้าไม่ทางใดก็ทางหนึ่งเสมอ  แต่ฐานความคิดนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ผิดเกี่ยวกับการเคลื่อนตัวของทรัพยากร  พวกเขาเชื่อว่าทรัพยากรทั้งทางด้านเงินทุนและแรงงานสามารถเคลื่อนย้ายโดยเสรี  ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ ทั้งนี้เพราะเครื่องมือและแรงงานไม่สามารถเคลื่อนย้ายเข้าสู่อีกอุตสาหกรรมหนึ่งได้ง่ายเหมือนดังกล่าวอ้าง  นอกจากนั้นพวกเขายังเชื่อว่าการค้าเสรีจะทำให้ทุกคนได้ประโยชน์ ทั้งนี้เพราะผู้ชนะจะได้รับประโยชน์มากกว่าที่ผู้แพ้สูญเสียและยังจะเหลือบางสิ่งบางอย่างไว้ให้กับผู้แพ้ด้วย  แต่แท้ที่จริงแล้วการได้รับของกลุ่มที่ได้รับประโยชน์อาจไม่มากเท่ากับสิ่งที่กลุ่มผู้แพ้ต้องสูญเสีย  และกลุ่มที่ได้ประโยชน์ก็ไม่สามารถชดเชยผ่านตลาดได้ทันที  ในประเทศร่ำรวยกลุ่มคนงานที่สูญเสียมักได้รับการชดเชยจากรัฐ เช่น ประกันการจ้างงานและได้รับการศึกษาใหม่  แต่ในประเทศกำลังพัฒนารัฐมักไม่มีสวัสดิการให้กับผู้เสียหายและกลุ่มที่ได้รับประโยชน์ก็มิได้กระจายส่วนเพิ่มที่ตนเองได้รับเพื่อชดเชยให้กับกลุ่มผู้เสียหายด้วย  การเปิดเสรีอย่างทันทีทันใดจึงเท่ากับเป็นการบีบบังคับให้ประเทศกำลังพัฒนาต้องมีความเชี่ยวชาญเฉพาะในอุตสาหกรรมที่สร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำจึงทำให้มาตรฐานการครองชีพต่ำตามไปด้วย  นี่คือเหตุผลที่ประเทศที่เปิดเสรีทางการค้าเสรีเร็วเกินไปมักไม่ประสบความสำเร็จ  

                นโยบายการเปิดเสรีอย่างเข้มข้นจากกลุ่มนักบุญใจบาปเริ่มต้นครั้งแรกโดยสหรัฐฯ ในสมัยของประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกนซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีการประชุมของ GATT รอบอุรุกวัย  สหรัฐฯ บีบบังคับให้เกิดข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างประเทศส่งผลให้อัตราภาษีศุลกากรของแต่ละประเทศต้องลดลงอย่างรวดเร็ว เช่น อินเดีย เดิมมีอัตราภาษีศุลกากร 71% ต้องลดลงเหลือเพียง 32% จึงทำให้สินค้านำเข้าในอินเดียลดลงจาก 171 ดอลลาร์เหลือเพียง 132 ดอลลาร์ซึ่งเท่ากับจูงใจให้ชาวอินเดียหันมาซื้อสินค้านำเข้า  ในขณะที่สหรัฐฯ มีอัตราภาษีศุลกากรเพียงแค่ 7% อยู่แล้วและลดลงเหลือ 3% จึงเท่ากับว่าสินค้านำเข้าของสหรัฐลดลงจาก 107 ดอลลาร์เหลือเพียง 103 ดอลลาร์  ความแตกต่างของราคาสินค้าเท่านี้ไม่มากพอที่จะจูงใจให้ชาวอเมริกันหันมาซื้อสินค้านำเข้า  กลุ่มนักบุญใจบาปอ้างว่าประเทศกำลังพัฒนาจะได้ประโยชน์จากการลดภาษีและการสนับสนุนสินค้าเกษตรที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน  แต่แท้ที่จริงแล้วประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่ได้ประโยชน์น้อยมาก ทั้งนี้เพราะประเทศที่ให้เงินสนับสนุนภาคเกษตรเป็นประเทศร่ำรวยและประเทศกำลังพัฒนาก็เป็นประเทศนำเข้าสินค้าเกษตร  การลดการสนับสนุนจึงมิได้ช่วยให้ชาวนาของประเทศกำลังพัฒนาได้ประโยชน์มากขึ้นอย่างที่กล่าวอ้าง ซ้ำยังทำให้ประเทศกำลังพัฒนาต้องซื้อสินค้าเกษตรในราคาสูงขึ้นด้วย

                ส่วนการเปิดตลาดทุนเพื่อรับเงินทุนจากต่างประเทศนั้นจะทำให้ประเทศกำลังพัฒนามีเงินตราต่างประเทศเพิ่มขึ้นผ่านทางเงินให้เปล่า เงินกู้และเงินลงทุนก็จริง แต่ก็มีข้อเสีย เช่น เมื่อเศรษฐกิจดี เงินลงทุนจากต่างประเทศก็เข้ามามากเกินไปทำให้ทรัพย์สินมีมูลค่าสูงขึ้นชั่วคราวจนมากเกินมูลค่าที่ควรจะเป็น ส่งผลให้เกิดฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์  แต่เมื่อเศรษฐกิจถดถอย เงินลงทุนก็มักถอนตัวออกไปทันทีในเวลาเดียวกันจนทำให้เศรษฐกิจถดถอยลงทันทีเช่นกัน  นั่นหมายความว่า การเปิดเสรีทางการเงินก่อนที่ประเทศกำลังพัฒนาจะพร้อมสามารถทำให้เกิดการไหลของเงินที่ไม่ต้องการเข้าไปในประเทศเป็นจำนวนมากจนทำให้ประเทศตกเป็นเป้าของการโจมตีทางการเงินได้ง่าย 

              จริงอยู่เงินลงทุนโดยตรงมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อประเทศกำลังพัฒนา ทั้งนี้เพราะเงินเหล่านี้มักมาพร้อมกับการถ่ายทอดทางด้านเทคโนโลยีและทักษะทางด้านการบริหาร มันจึงเพิ่มผลผลิต การจ้างงานและศักยภาพให้กับประเทศผู้รับเงินทุน  แต่เงินลงทุนโดยตรงอาจส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของประเทศผู้รับเงินทุนเช่นกัน ทั้งนี้เพราะเงินประเภทนี้มักมาซื้ออุตสาหกรรมที่พวกเขาคิดว่ามีมูลค่าต่ำกว่าที่ควรจะเป็นในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจและขายบริษัทออกไปในราคาที่สูงกว่าเมื่อเศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้น  ซ้ำร้ายยังทำลายบริษัทที่ซื้อมาด้วยการแบ่งบริษัทออกเป็นชิ้น ๆ จึงเท่ากับเป็นการทำลายอุตสาหกรรมของประเทศผู้รับเงินทุนด้วย  ที่ร้ายไปกว่านั้นก็คือบริษัทใหญ่ ๆ ที่เข้ามาลงทุนยังมาหาทางหลบเลี่ยงภาษีในประเทศที่มีการหักภาษีกำไรต่ำหรือเข้ารับการส่งเสริมการลงทุน  นั่นเท่ากับว่าบริษัทของประเทศร่ำรวยเข้ามาใช้บริการสาธารณูปโภคของประเทศผู้รับเงินทุนในราคาถูกซึ่งเท่ากับเป็นการเอาเปรียบประเทศกำลังพัฒนาอีกทางหนึ่ง

                นอกจากนั้นกลุ่มนักบุญใจบาปยังได้สร้างข้อตกลง Trade-related Investment Measures (TRIMS) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการควบคุมการลงทุนจากต่างประเทศและการใช้สินค้าท้องถิ่นเป็นส่วนประกอบ  แม้ว่ากลุ่มนักธุรกิจที่สนับสนุนข้อตกลงนี้จะอ้างว่าปัจจุบันบริษัทไม่มีสัญชาติจึงไม่มีเหตุผลที่ประเทศผู้รับการลงทุนจะต้องควบคุมบริษัทเหล่านี้  ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่   หากบริษัทไม่มีสัญชาติจริงดังกล่าวอ้าง เหตุใดกลุ่มนักบุญใจบาปทั้งหลายจึงต้องพยายามบีบบังคับให้ประเทศกำลังพัฒนาลดข้อจำกัดเกี่ยวกับการลงทุนโดยตรง  ทั้ง ๆ ที่การควบคุมการลงทุนมิใช่เหตุผลที่แท้จริงในการดึงดูดการลงทุน  การลงทุนจากต่างประเทศเป็นผลมาจากการพัฒนาเศรษฐกิจ มิได้เป็นต้นเหตุให้เกิดการพัฒนาทางเศรษฐกิจ  บริษัทข้ามชาติจะไม่เข้าไปลงทุนหากเศรษฐกิจของประเทศนั้น ๆ ไม่ดึงดูดใจและไม่มีทรัพยากรที่มีประโยชน์  นั่นหมายความว่า ประเทศจะต้องเติบโตก่อนที่บริษัทข้ามชาติจะเข้าไปลงทุนเหมือนอย่างที่ผู้คนไปงานเลี้ยงเพราะงานเลี้ยงมีสิ่งน่าสนใจ มิใช่พวกเขาไปงานเลี้ยงเพื่อสร้างสิ่งน่าสนใจให้กับตนเอง

                เงินลงทุนจากต่างประเทศจะมีประโยชน์หรือไม่จึงขึ้นอยู่กับชนิดของการลงทุนรวมทั้งวิธีที่ประเทศที่รับการลงทุนควบคุมเงินนั้น ๆ  มันอาจสร้างประโยชน์ให้กับผู้รับการลงทุนในระยะสั้น แต่อาจทำให้การพัฒนาเศรษฐกิจเสียหายในระยะยาว  ประเทศที่จะได้ประโยชน์สูงสุดจากเงินเหล่านี้จึงต้องมีกลยุทธ์ที่ดีในการควบคุมและสร้างข้อกำหนดต่าง ๆ  แต่โชคร้ายที่ประเทศกำลังพัฒนาไม่สามารถสร้างข้อกำหนดเองได้เพราะมันผิดกฎที่กลุ่มนักบุญใจบาปสร้างขึ้นไว้ในข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศ 

            กลุ่มประเทศร่ำรวยได้สร้างข้อตกลง Trade-related Intellectual Property Rights (TRIPS) ขึ้นเพื่อใช้ปกป้องสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับทรัพย์สินทางปัญญาต่าง ๆ  ในขณะที่ชาวแอฟริกันหลายล้านคนกำลังได้รับความทุกข์ทรมานจากเชื้อเอชไอวีหรือเอดส์เต็มขั้น ราคายารักษาโรคนี้กลับสูงถึง 10,000-12,000 ดอลลาร์ซึ่งมากกว่ารายได้ประชาชาติต่อคนของชาวแอฟริกันบางประเทศถึง 30-40 เท่าอันเป็นผลมาจากสิทธิบัตรยา  บริษัทยาส่วนใหญ่อ้างว่าหากพวกเขาไม่ได้รับการปกป้องสิทธิบัตรยา ยาใหม่ ๆ ย่อมไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ทั้งนี้เพราะหากบริษัทถูกขโมยนวัตกรรมใหม่ ๆ ตลอดเวลา พวกเขาย่อมไม่อยากลงทุนเพื่อให้ได้ยาใหม่อีกต่อไป  ข้ออ้างนี้อาจฟังดูมีเหตุผล แต่มันเป็นความจริงเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น ทั้งนี้เพราะในโลกแห่งความจริง มิใช่ว่ามนุษย์ที่ฉลาดทุกคนจะต้องมีสิ่งล่อใจที่เป็นสิ่งของจึงยินดีที่จะสร้างสิ่งใหม่ ๆ  สิทธิบัตรเป็นเพียงหนทางหนึ่งในการส่งเสริมการค้นคว้าและผลิตสิ่งต่าง ๆ เท่านั้น  นอกจากนั้นข้อมูลยังบ่งว่างานวิจัยจำนวนมากเกิดขึ้นจากสถาบันทางการศึกษาและองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร  แม้แต่ข้อมูลของสหรัฐฯ ก็พบว่าเพียง 43% ของยาเท่านั้นที่ผลิตจากอุตสาหกรรมยา อีก 29% มาจากรัฐและ 28% มาจากองค์กรการกุศลและมหาวิทยาลัย 

                เอกสิทธิ์ (patent) มีความสำคัญสำหรับนวัตกรรมที่ไม่ต้องการเวลาในการซึมซับความรู้และสามารถลอกเลียนแบบได้ง่ายเท่านั้น เช่น เคมีภัณฑ์ ยา ซอฟแวร์ บันเทิง  แต่เอกสิทธิ์กลับสร้างต้นทุนให้กับสังคมโดยรวม ทั้งนี้เพราะมันทำให้ผู้ผลิตยินดีผลิต ณ จุดที่ตนได้กำไรสูงสุดเท่านั้นมิใช่ ณ จุดที่ผู้บริโภคต้องการซื้อ  ยิ่งไปกว่านั้นการที่เจ้าของเอกสิทธิ์ได้รับผลประโยชน์ไปทั้งหมดทำให้บริษัทอื่น ๆ ต้องลงทุนเพื่อสร้างสินค้าที่มีคุณลักษณะใกล้เคียงกันส่งผลให้เกิดการสูญเสียโดยไม่จำเป็นตามมา  ซ้ำร้ายการปกป้องเอกสิทธิ์ยังต้องอาศัยทรัพยากรจำนวนมากซึ่งควรใช้ไปกับการค้นหานวัตกรรมใหม่ ๆ มากกว่า  ร้ายที่สุดก็คือการจดสิทธิบัตรคือการสกัดกั้นการถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ประเทศกำลังพัฒนา  กลุ่มนักบุญใจบาปเข้าใจดีว่าการถ่ายทอดองค์ความรู้สำคัญยิ่งสำหรับการพัฒนา  พวกเขาจึงใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะป้องกันมิให้มันเกิดขึ้น

                ในอดีตนั้นสิทธิบัตรไม่เคยอยู่ในความคิดของประเทศใดในโลก จนกระทั่งสิ้นคริสต์ศตวรรษที่ 18 เมื่อความรู้ทางวิทยาศาสตร์สามารถถ่ายทอดกันได้ง่ายขึ้นผ่านคู่มือและการฝึกฝน  กฎหมายเกี่ยวกับสิทธิบัตรจึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารการไหลเวียนของความคิด  ข้อมูลจากประวัติศาสตร์บ่งว่าประเทศที่ร่ำรวยต่างเคยขโมยความรู้จากกันและกันทั้งนั้น  นั่นหมายความว่า การไม่ปฏิบัติตามกฎหมายลิขสิทธิ์มิได้มีผลต่อการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ อย่างที่กล่าวอ้าง  นอกจากนี้การเพิ่มขึ้นของอายุสิทธิบัตรยังเพิ่มต้นทุนมหาศาลโดยเฉพาะกับประเทศกำลังพัฒนา  ข้อตกลง TRIPS นอกจากจะทำให้ประเทศกำลังพัฒนาไม่สามารถเข้าถึงยาได้แล้ว ยังทำให้พวกเขาขาดความสามารถในการเข้าถึงเทคโนโลยีที่เชื่อมต่อกันอีกด้วย  ที่ร้ายไปกว่านั้นก็คือประเทศกำลังพัฒนาต้องลงทุนอีกมากเพื่อให้สามารถปฏิบัติตามข้อตกลงนี้ได้ เช่น ต้องฝึกอบรมพนักงานและนักกฎหมายโดยมิได้สิ่งใดกลับคืนมานอกจากทำให้มีเงินเหลือบริหารประเทศลดลง 

                ผู้เขียนจึงเสนอให้การคุ้มครองเอกสิทธิ์ด้วยเวลาที่สั้นลง ลดค่าใช้จ่ายในการใช้และทำให้เกิดการใช้สิทธิ์เหนือสิทธิบัตรซึ่งไม่เพียงจะช่วยพัฒนาประเทศกำลังพัฒนาเท่านั้น มันยังเพิ่มความสามารถในการใช้และพัฒนาเทคโนโลยีมากยิ่งขึ้นไปอีกด้วย  หากการยกเลิกการให้เอกสิทธิ์ทำให้การเกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ ลดลงอย่างที่นักบุญใจบาปกล่าวอ้าง องค์กรสาธารณะก็อาจยื่นมือเข้าแก้ไข  เมื่อการสร้างสมดุลระหว่างเจ้าของเอกสิทธิ์ ผู้ใช้เอกสิทธิ์และสังคมเป็นความท้าทายสำหรับสังคมโลก ข้อตกลงทั้งหลายจึงควรถูกกำหนดขึ้นเพื่อสนองความต้องการของทั้งสองฝ่ายและเพื่อกระตุ้นให้คนรุ่นหลังสร้างความคิดใหม่ ๆ ด้วยต้นทุนสังคมที่ต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นได้

              นโยบายหลักอีกเรื่องหนึ่งของนักเศรษฐศาสตร์แนวเสรีนิยมที่มักต้องการให้ประเทศกำลังพัฒนาดำเนินตามก็คือการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ทั้งนี้เพราะพวกเขาเชื่อว่าองค์กรของรัฐเลวและองค์กรเอกชนเท่านั้นที่ดี  พวกเขาเชื่อว่ามนุษย์จะไม่ใส่ใจมากนัก หากกิจการนั้น ๆ มิใช่ของตัวเอง  นักเศรษฐศาสตร์แนวเสรีนิยมเห็นว่าการรวมศูนย์กิจกรรมทำให้ขาดการแข่งขัน และการบริหารงานที่มีระดับชั้นมากเกินไปจะส่งผลให้เกิดการคอรัปชั่นตามมา  นี่คือที่มาของแนวคิดการแปรรูปกิจการของรัฐ

               โดยทั่วไปการเป็นเจ้าของให้สิทธิสองอย่างคือ สิทธิในการดำเนินการและสิทธิในการได้ประโยชน์จากการใช้   รัฐวิสาหกิจเป็นสินทรัพย์รวมของประชาชนซึ่งจ้างผู้ชำนาญการมาบริหารโดยมีประชาชนเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์  ผู้บริหารจึงไม่ใส่ใจในผลกำไรที่เกิดจากการบริหารมากนักทำให้ยากลำบากแก่การควบคุมพฤติกรรมของผู้บริหารและต้นทุน  นอกจากนี้การควบคุมและสอดส่องดูแลโดยประชาชนต้องใช้ต้นทุนของผู้สอดส่องเองซึ่งมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง แต่ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นกลับตกกับประชาชนทุกคนซึ่งเมื่อถัวเฉลี่ยแล้วเหลือมูลค่าเพียงเล็กน้อยทำให้ไม่มีใครใส่ใจควบคุมผู้บริหาร ส่งผลให้ผลประกอบการของกิจการของรัฐลดต่ำลง  อย่างไรก็ดีปัญหาทั้งหมดนี้มิได้เกิดขึ้นแต่เฉพาะกับกิจการของรัฐเท่านั้น  กิจการใหญ่ ๆ ของเอกชนก็ตกอยู่ในสภาพเดียวกันด้วย ทั้งนี้เพราะกิจการใหญ่ ๆ ต้องจ้างผู้อื่นมาบริหารและมีผู้ถือหุ้นเป็นจำนวนมากเช่นกันโดยแต่ละคนถือหุ้นเพียงจำนวนเล็กน้อย  ผู้บริหารที่ถูกจ้างมาจึงไม่มีแรงจูงใจในการทำงานเพื่อให้ประสบผลสำเร็จมากนัก ในขณะที่ผู้ถือหุ้นแต่ละคนก็ไม่มีแรงจูงใจมากพอที่จะคอยตรวจสอบผู้บริหาร

                ถึงกระนั้นก็ตามกิจการของรัฐใช่ว่าจะไม่ประสบความสำเร็จเสมอไป เช่น สิงค์โปร์แอร์ไลน์ซึ่งเป็นสายการบินแห่งชาติที่รัฐบาลสิงคโปร์ถือหุ้นถึง 57% ก็ประสบความสำเร็จสูงมาก  นอกจากนี้บริษัทเทมาเส็กซึ่งเป็นบริษัทที่มีรัฐบาลสิงค์โปร์เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ก็เป็นเจ้าของกิจการขนาดใหญ่หลายอย่าง เช่น อุตสาหกรรมผลิตสารกึ่งตัวนำไฟฟ้าและอู่ต่อเรือ  กิจการของรัฐบาลไต้หวัน ออสเตรีย ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส นอร์เวย์และอิตาลีล้วนเป็นวิสาหกิจขนาดใหญ่ที่ประสบความสำเร็จทั้งนั้น เช่น อัลคาเทล ทอมสัน  นั่นหมายความว่า รัฐวิสาหกิจก็สามารถเป็นกิจการที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงได้เช่นกัน

                โดยทั่วไปรัฐวิสาหกิจมักถูกตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ที่จะเป็นหัวเรือของเศรษฐกิจแบบทุนนิยมและเพื่อสร้างโครงการสาธารณูปโภคต่าง ๆ เช่น รถไฟ ไฟฟ้า ประปาเพราะการลงทุนในโครงสร้างเหล่านี้มีต้นทุนหลักอยู่ที่การสร้างเครือข่ายและต้นทุนจะลดลงมากหากจำนวนผู้รับบริการมีจำนวนมาก  หากรัฐให้เอกชนดำเนินกิจการประเภทนี้ บริษัทย่อมเลือกให้บริการและวางเครือข่ายเฉพาะส่วนที่จะทำให้พวกเขาได้กำไรจนส่งผลให้ประชาชนที่อยู่ห่างไกลขาดโอกาสในการเข้าถึงบริการ  ดังนั้นรัฐจึงจำเป็นต้องดำเนินกิจการเองเพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคม

                สิ่งที่ท้าทายสำหรับการแปรรูปรัฐวิสาหกิจคือการเลือกรัฐวิสาหกิจที่จะแปรรูป  ความคิดที่จะแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่ไม่มีคู่แข่งโดยธรรมชาติหรือเป็นกิจการที่มีความสำคัญต่อการบริการเป็นสิ่งที่ผิดหลักการ  โดยปกติรัฐมักต้องการขายกิจการที่อยู่ในสภาพอ่อนแอจึงทำให้ไม่มีผู้สนใจจะซื้อ  นอกจากนี้รัฐวิสาหกิจควรถูกขายไปในราคาที่เหมาะสม  การที่กิจการถูกขายไปในราคาที่ถูกเกินไปเท่ากับว่ารัฐได้โอนความมั่งคั่งไปสู่มือเอกชน  ซ้ำร้ายกิจการบางอย่างยังถูกขายไปให้ต่างชาติด้วยซึ่งเท่ากับเป็นการทำลายความมั่งคั่งของประเทศ  ดังนั้นเพื่อให้รัฐวิสาหกิจถูกขายไปในราคาที่เหมาะสม มันจึงควรถูกขายในขนาดและเวลาที่ถูกต้องซึ่งน่าจะเป็นในเวลาที่ตลาดหุ้นกำลังอยู่ในภาวะดี  แต่รัฐมักถูกบีบบังคับจากเจ้าหนี้หรือกองทุนการเงินระหว่างประเทศให้ขายรัฐวิสาหกิจในช่วงเวลาที่ประเทศประสบปัญหาเศรษฐกิจมากกว่าซึ่งไม่เพียงจะทำให้รัฐขายกิจการเหล่านี้ในราคาที่ถูกเกินไปแล้ว ผู้ซื้อยังไม่ประสงค์จะปรับปรุงกิจการอีกด้วยยังผลให้กิจการประสบกับปัญหาในอนาคต  ทั้งหมดนี้คือต้นเหตุที่ทำให้การแปรรูปรัฐวิสาหกิจในประเทศกำลังพัฒนามักสร้างปัญหาตามมาเสมอ

            โดยทั่วไปนักเศรษฐศาสตร์กลุ่มเสรีนิยมมักเห็นอัตราเงินเฟ้อเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่ง ทั้งนี้เพราะนักลงทุนไม่ชอบความไม่แน่นอนซึ่งหมายถึงการคงระดับราคา  เงินเฟ้อทำให้พวกเขาไม่สามารถวางแผนการลงทุนได้  นักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกันส่วนใหญ่จึงตั้งเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อเพียงแค่ 1-3% เท่านั้นโดยผ่านการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดและนโยบายการคลังสมดุลซึ่งเท่ากับว่ารัฐบาลไม่ควรใช้เงินมากกว่าที่หาได้ ทั้งนี้เพราะงบประมาณขาดดุลจะทำให้เกิดเงินเฟ้อจนทำให้เกิดความต้องการมากกว่าความสามารถในการผลิต  

                  อย่างไรก็ดีผู้เขียนเห็นว่า ภาวะเงินเฟ้อก็มิได้มีแต่ข้อเสียเพราะมันทำให้เกิดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและยังเพิ่มการจ้างงานด้วย  แท้ที่จริงแล้วภาวะเงินเฟ้อทำอันตรายต่อเฉพาะกลุ่มที่มีรายได้คงที่เท่านั้น ทั้งนี้เพราะนโยบายการเงินที่เข้มงวดและการคลังสมดุลเพื่อให้เกิดอัตราเงินเฟ้อต่ำจะลดระดับกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ทำให้ความต้องการแรงงานลดลง เพิ่มการว่างงานและลดอัตราค่าจ้าง  การควบคุมอัตราเงินเฟ้อก็เหมือนดาบสองคม  นั่นคือ มันทำให้แรงงานสามารถปกป้องรายได้ในปัจจุบันแต่ก็ทำให้พวกเขาไม่สามารถได้รับค่าจ้างเพิ่มขึ้น  ผู้เขียนได้ยกสถานการณ์ในแอฟริกาใต้ในปี 2537 มาเป็นตัวอย่าง  หลังการสิ้นสุดการแบ่งแยกสีผิว รัฐบาลที่มีชาวผิวดำเป็นผู้นำต้องดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวดตามคำแนะนำของกองทุนการเงินระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัดด้วยการคงอัตราดอกเบี้ยสูงอยู่เป็นเวลานานเพื่อสร้างเสถียรภาพทางด้านราคาและสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน  ผลก็คือกำไรของผู้ประกอบการในช่วงเวลานั้นลดลงมากจนทำให้อัตราการลงทุนลดลงจาก 20-25% เหลือเพียง 15% ยังผลให้รายได้ประชาชาติเพิ่มขึ้นเพียง 1.8% เท่านั้น  แต่เมื่อกลุ่มนักบุญใจบาปต้องเผชิญปัญหาทางเศรษฐกิจแบบเดียวกัน พวกเขากลับใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายด้วยการลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อสร้างรายได้และงานให้กับประชาชน  ผู้เขียนเห็นว่าการควบคุมอัตราเงินเฟ้อควรเป็นนโยบายสุดท้ายที่ประเทศกำลังพัฒนาควรนำมาใช้  

                เพื่อคงอัตราเงินเฟ้อไว้ในระดับต่ำ นักเศรษฐศาสตร์แนวเสรีนิยมมักเน้นนโยบายการคลังแบบสมดุล  พวกเขาไม่ต้องการให้รัฐบาลใช้จ่ายเงินเกินกว่ารายรับ ทั้งนี้เพราะพวกเขาเชื่อว่านโยบายการคลังแบบขาดดุลจะยิ่งทำให้เกิดเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจขาดเสถียรภาพ  ผู้เขียนแย้งว่านโยบายนี้ไม่ถูกต้อง รัฐบาลต้องดำเนินนโยบายตามวงจรเศรษฐกิจผ่านนโยบายการคลังเพื่อรักษาสมดุลให้กับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ  ประเทศกำลังพัฒนาจึงควรดำเนินนโยบายการคลังแบบขาดดุลตลอดเวลาหากสามารถคงสัดส่วนหนี้ได้ในกรอบที่ควรจะเป็น  เขายกเกาหลีหลังเซ็นสัญญากับกองทุนการเงินระหว่างประเทศในปี 2540 มาเป็นตัวอย่าง  รัฐบาลเกาหลีจำเป็นต้องดำเนินนโยบายการคลังแบบเกินดุล 1% ตามคำแนะนำของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ส่งผลให้เศรษฐกิจถดถอยมากยิ่งขึ้นไปอีก  เขาคาดว่าหากเหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นในประเทศร่ำรวย พวกเขาจะลดดอกเบี้ยและเพิ่มการใช้จ่ายของภาครัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ  ตัวอย่างมีให้เห็นเมื่อสหรัฐฯ ประสบปัญหาเศรษฐกิจในปี 2543  พวกเขากลับใช้นโยบายการคลังแบบขาดดุลร่วมกับนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย  อย่างไรก็ดีการดำเนินนโยบายการคลังแบบขาดดุลจำนวนมากก็อาจสร้างปัญหาเช่นกัน ทั้งนี้เพราะการใช้เงินมาก ๆ ในช่วงเศรษฐกิจถดถอยอาจทำให้เงินหลั่งไหลไปในโครงการที่มิได้มีการเตรียมพร้อมดีพอ  สิ่งที่ประเทศกำลังพัฒนาควรทำก็คือการลงทุนเพื่ออนาคต  พวกเขาจึงควรใช้นโยบายเศรษฐศาสตร์มหภาคที่เพิ่มการลงทุนและการเติบโตทางเศรษฐกิจมากกว่าเชื่อตามข้อเสนอของกลุ่มนักบุญใจบาปทั้งหมด

            นอกจากนี้ประเทศกำลังพัฒนายังต้องปฏิบัติตามกฎกติกาทางการเงินที่ประเทศร่ำรวยร่วมกันกำหนดขึ้น เช่น ปริมาณเงินกองทุนตอสินทรัพยเสี่ยง (BIS ratio) ระเบียบนี้บีบบังคับให้ความสามารถในการปล่อยกู้ของธนาคารต้องเป็นไปในแนวทางเดียวกันกับมูลค่าของสินทรัพย์  นั่นหมายความว่า ในช่วงเศรษฐกิจดี บริษัทก็สามารถกู้เงินได้มากเพราะราคาสินทรัพย์สูง  แต่ในช่วงเศรษฐกิจถดถอยและราคาสินทรัพย์ลดลง บริษัทกู้เงินได้น้อยลง อีกทั้งยังต้องหาเงินมาคืนหรือหาสินทรัพย์มาค้ำประกันเงินกู้เพิ่มขึ้นส่งผลให้เศรษฐกิจย่ำแย่มากไปกว่าเดิม  

                โดยทั่วไปนักเศรษฐศาสตร์แนวเสรีนิยมเห็นว่าประเทศร่ำรวยไม่ควรให้ความช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาหรือประเทศยากจนที่มีการคอรัปชั่นและไม่เป็นประชาธิปไตยเพราะมันจะยิ่งเพิ่มเงินในกระเป๋าของผู้บริหารประเทศ  ธนาคารโลกจึงมักยกเลิกเงินกู้ที่เคยให้กับประเทศกำลังพัฒนาที่มีปัญหาคอรัปชั่น ทั้ง ๆ ที่การตัดความช่วยเหลือส่งผลร้ายต่อคนจนมากกว่าตัวผู้นำ  นักเศรษฐศาสตร์แนวเสรีนิยมมักใช้การคอรัปชั่นของผู้นำของประเทศมาเป็นข้ออ้างในการอธิบายความล้มเหลวของนโยบาย  แต่ผู้เขียนแย้งว่าแท้ที่จริงแล้วคอรัปชั่นมีส่วนน้อยมากต่อความล้มเหลวทางเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนา  ทั้งนี้เพราะอิตาลี ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวันและจีนต่างเป็นประเทศที่มีการคอรัปชั่นอย่างกว้างขวางแต่ก็ยังสามารถพัฒนาเศรษฐกิจได้  การติดสินบนเป็นเพียงการเคลื่อนย้ายของเงินจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่งจึงไม่จำเป็นที่จะต้องส่งผลลบต่อระบบเศรษฐกิจทั้งหมด  หากรัฐมนตรีรับสินบนจากบริษัทที่สามารถสร้างผลิตภาพได้มากกว่า ผลเสียต่อเศรษฐกิจในแง่ประสิทธิภาพหรือการเติบโตอาจไม่มีเลยก็เป็นได้  ปัญหาที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นเรื่องการกระจายรายได้มากกว่า

                อย่างไรก็ดีการคอรัปชั่นมักบิดเบือนการตัดสินใจของรัฐบาล เช่น หากรัฐบาลอนุญาตให้บริษัทที่ติดสินบนซึ่งมีความสามารถต่ำกว่าได้งานไป ผลิตภาพโดยรวมย่อมลดลง  แต่ผู้เขียนเห็นว่าบริษัทที่ติดสินบนส่วนใหญ่น่าที่จะมีความสามารถในการผลิตมากกว่า พวกเขาย่อมทราบว่าจะสามารถทำเงินจากใบอนุญาตได้มากกว่าจึงยอมจ่ายเงินมากกว่าเพื่อให้ได้ใบอนุญาต  หากเหตุการณ์เป็นดังนี้ การที่รัฐให้ใบอนุญาตกับบริษัทที่จ่ายสินบนสูงสุดก็เหมือนการประมูลนั่นเองซึ่งน่าจะเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการคัดเลือกบริษัท ยกเว้นในกรณีที่เงินเหล่านี้เข้ากระเป๋าพนักงานแล้วถูกถ่ายโอนออกไปนอกประเทศเลยเท่านั้น  ดังนั้นผลของการคอรัปชั่นจึงขึ้นอยู่กับว่าเงินที่ได้จากคอรัปชั่นถูกใช้ไปทางใดและการตัดสินใจใดที่ได้รับผลจากการคอรัปชั่นนั้น

                ผู้เขียนเห็นว่าการพัฒนาเศรษฐกิจจะทำให้การคอรัปชั่นลดลงได้  ประวัติศาสตร์บ่งว่าในช่วงแรกของการพัฒนาเศรษฐกิจ การคอรัปชั่นมักยากที่จะควบคุม ทั้งนี้เพราะเมื่อประชาชนยากจน พวกเขาจึงถูกซื้อได้อย่างง่ายดาย  การที่รัฐบาลของประเทศกำลังพัฒนาขาดความสามารถในการเก็บภาษีกระตุ้นให้เกิดการคอรัปชั่นในหลาย ๆ ทาง 1) เมื่อรัฐบาลมีรายได้น้อยย่อมยากที่จะจ่ายเงินเดือนข้าราชการในอัตราที่เหมาะสมได้ส่งผลให้พวกเขาอ่อนไหวต่อการคอรัปชั่น 2) การมีรัฐสวัสดิการน้อยส่งผลให้คนจนต้องพึ่งพิงนักการเมืองและพวกเขาจะได้สวัสดิการเป็นการตอบแทนจากการขายเสียง 3) เมื่อนักการเมืองต้องการเงิน พวกเขาจึงต้องรับเงินจากบริษัทต่าง ๆ ส่งผลให้พวกเขาต้องเสนอนโยบายที่ตอบสนองต่อบริษัทเหล่านี้ 4) การที่รัฐบาลมีงบประมาณจำกัดทำให้ขาดความสามารถในการขจัดปัญหาคอรัปชั่น  เมื่อประชาชนมีมาตรฐานการครองชีพดีขึ้น พวกเขาย่อมสามารถที่จะมีพฤติกรรมดีขึ้นด้วย  การเพิ่มเงินเดือนให้กับข้าราชการ เพิ่มสวัสดิการและใช้จ่ายเงินไปกับการสอดส่องดูแลการคอรัปชั่นจะทำให้การคอรัปชั่นลดลงไปได้  นอกจากนี้ข้อมูลยังบ่งว่ารายได้ประชาชาติมิได้เป็นไปในแนวทางเดียวกันกับการคอรัปชั่น เช่น ญี่ปุ่นมีอันดับความโปร่งใสเท่ากับชิลีแต่มีรายได้ประชาชาติสูงกว่าถึง 32,270 ดอลลาร์

                การที่นักเศรษฐศาสตร์แนวเสรีนิยมส่งเสริมการปกครองแบบประชาธิปไตยด้วยเป็นเพราะพวกเขาเชื่อว่าประชาธิปไตยทำให้ประชาชนมีโอกาสที่จะสั่งสมความมั่งคั่งเพิ่มขึ้น และการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจก็จะส่งเสริมประชาธิปไตยเป็นการตอบแทน  แต่ผู้เขียนกลับเห็นว่าหลักการของประชาธิปไตยและตลาดเสรีเป็นคนละเรื่องกัน  ประชาธิปไตยวางอยู่บนรากฐานของหนึ่งคนหนึ่งเสียง แต่หลักการค้าเสรีวางอยู่ฐานของหนึ่งบาทเท่ากับหนึ่งเสียง  หากรัฐยอมให้ทุกสิ่งทุกอย่างตกอยู่ภายใต้การดำเนินการของตลาด คนรวยย่อมทำตามความปรารถนาทุกประการและคนจนคงไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้  อย่างไรก็ตามผู้เขียนเชื่อว่าในระยะยาวการพัฒนาทางเศรษฐกิจจะนำประชาธิปไตยมาสู่สังคมเสมอ  แม้ว่าในปัจจุบันบางสังคมยังไม่สามารถเป็นประชาธิปไตยได้จนกว่าพวกเขาจะร่ำรวยพอ  นั่นหมายความว่า ประชาชนจะต้องต่อสู้เพื่อให้ประเทศเป็นประชาธิปไตย ทั้งนี้เพราะประชาธิปไตยมิได้งอกเงยมาจากความมั่งคั่ง

                 Max Weber นักเศรษฐศาสตร์ชาวเยอรมันเห็นว่าบางวัฒนธรรม เช่น โปรเตสแตนท์ เอื้อให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจมากกว่าวัฒนธรรมอื่น  Sidney Gulick มิชชั่นนารีชาวอเมริกาก็เขียนไว้ในหนังสือของเขาชื่อ Evolution of the Japanese ในปี 2446 ว่าชาวญี่ปุ่นดูเหมือนเป็นคนเกียจคร้านและไม่เห็นคุณค่าของเวลา  ความเห็นเหล่านี้มิใช่อคติที่ชาวตะวันตกมีต่อชาวตะวันออกเท่านั้น ชาวอังกฤษก็เคยวิพากษ์ชาวเยอรมันเช่นกัน  ก่อนที่ระบบเศรษฐกิจของเยอรมันจะเริ่มพัฒนาในกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 นั้น ชาวอังกฤษเห็นว่าชาวเยอรมันเป็นพวกทึ่มและเกียจคร้าน ไม่เคยเร่งรีบและทำงานเฉพาะเวลาที่พวกเขาพอใจเท่านั้น  ในปัจจุบันภาพพจน์ของทั้งชาวญี่ปุ่นและเยอรมันเปลี่ยนไป  ชาวญี่ปุ่นกลายเป็นกลุ่มคนที่มีภาพพจน์เป็นคนทำงานหนัก จงรักภักดี ขยันและเคร่งเครียด  เหตุใดพวกเขาจึงเปลี่ยนนิสัยได้มากขนาดนี้

                การอธิบายการพัฒนาทางเศรษฐกิจโดยอาศัยการอธิบายทางด้านวัฒนธรรมเป็นที่นิยมในช่วงปี 2503-2512  David Landes นักประวัติเศรษฐศาสตร์และผู้นำของนักทฤษฎีทางด้านวัฒนธรรมอ้างว่า วัฒนธรรมทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างแตกต่างกัน  วัฒนธรรมสร้างประชาชนที่มีทัศนคติต่อการทำงาน การออม การศึกษา การร่วมมือ ความไว้วางใจและอำนาจต่างกันซึ่งทั้งหมดนี้มีผลต่อความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและสังคม  ผู้เขียนกลับเห็นว่าการศึกษาถึงผลของวัฒนธรรมต่อการพัฒนาการทางเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่ทำได้ยากโดยเฉพาะกับชาวเกาหลี ทั้งนี้เพราะชาวเกาหลีมีวัฒนธรรมที่แตกต่างกันและตรงข้ามกันในแต่ละพื้นที่  เขาจึงเห็นว่าการตัดสินทางด้านวัฒนธรรมโดยอาศัยเพียงแค่ศาสนาหรือเชื้อชาติเป็นเรื่องหยาบเกินไป

                วัฒนธรรมขงจื้อเน้นในเรื่องการทำงานหนัก มัธยัสถ์ ร่วมมือและเชื่อฟังจึงเป็นวัฒนธรรมที่ส่งเสริมการสะสมทุนมนุษย์และทุนทางกายภาพ  อย่างไรก็ดีวัฒนธรรมนี้กลับไม่เน้นในเรื่องความเป็นมืออาชีพและไม่ส่งเสริมให้นักวิชาการหรือผู้มีความรู้เข้ามาบริหารงานในองค์กร แต่เน้นการปกครองแบบมีลำดับขั้นและการให้ความเคารพผู้ใหญ่  ทั้งหมดนี้เป็นวัฒนธรรมที่ไม่ส่งเสริมการทำธุรกิจ  ส่วนวัฒนธรรมมุสลิมเน้นเรื่องชีวิตหลังความตาย แต่ไม่อดทนต่อความหลากหลาย อีกทั้งยังจำกัดอำนาจของสตรีจึงเท่ากับกีดขวางการพัฒนาทางเศรษฐกิจ  อย่างไรก็ดีวัฒนธรรมนี้กลับไม่ยึดติดกับลำดับชั้นในสังคมและเน้นเรื่องการทำสัญญาและการปฏิบัติตามกฎหมายซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่ส่งเสริมการพัฒนาทางเศรษฐกิจ  นั่นหมายความว่า แท้ที่จริงแล้วไม่มีวัฒนธรรมใดในโลกที่ดีหรือเลวไปเสียทั้งหมด  มันขึ้นอยู่กับประชาชน สถานการณ์และเวลา  นอกจากนั้นพฤติกรรมของมนุษย์ก็มิได้ตัดสินกันได้ด้วยวัฒนธรรม  ดังนั้นการกำหนดให้วัฒนธรรมเป็นเสมือนชะตากรรมจึงไม่น่าจะถูกต้อง

                ประชาชนของประเทศร่ำรวยมักคิดว่า ความเกียจคร้านเป็นวัฒนธรรมของคนยากจน  แต่ความจริงแล้วคนจนในบางประเทศทำงานยาวนานกว่าประชาชนในประเทศอุตสาหกรรมเสียอีก  การที่ประชาชนของประเทศยากจนไม่มีงานทำเป็นเหตุผลทางด้านเศรษฐกิจ มิใช่ทางด้านวัฒนธรรม  เกาหลีเป็นตัวอย่างในเรื่องของความเปลี่ยนแปลงในด้านวัฒนธรรมเป็นอย่างดี  ในช่วงต้นของการเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงเป็นประเทศอุตสาหกรรมในช่วงระหว่างปี 2503-2512 นั้น รัฐบาลพยายามที่จะชักจูงให้ประชาชนละทิ้งวัฒนธรรมเก่าแก่ของขงจื้อเพื่อสร้างผู้เชี่ยวชาญในสาขาที่จำเป็นต่อการพัฒนาอุตสาหกรรม  แต่เนื่องจากวิศวกรในสมัยนั้นไม่มีงานทำ รัฐบาลจึงจำเป็นต้องเพิ่มเงินทุนและเพิ่มจำนวนที่นั่งนักศึกษาในมหาวิทยาลัยในสาขาที่ต้องการส่งเสริมจนทำให้จำนวนนักศึกษาที่จบในสาขาวิศวกรรมและวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้นจาก 0.6 : 1 เป็น 1 : 1 ในอีก 20 ปีต่อมา  นั่นหมายความว่า การชักชวนอาจมีความสำคัญ แต่ยังคงไม่เพียงพอต่อการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรม  การดำเนินนโยบายที่ถูกต้องควบคู่ไปกับการเปลี่ยนแปลงสถาบันจะสนับสนุนการสร้างพฤติกรรมใหม่เพื่อให้มันกลายเป็นวัฒนธรรมต่อไปในอนาคต  

                อย่างไรก็ดีการปฏิวัติทางวัฒนธรรมไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสถาบัน  ดังนั้นเพื่อส่งเสริมการสร้างคุณลักษณะที่เอื้อต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจ  ประชาชนจึงต้องการทั้งคำแนะนำที่ถูกต้อง นโยบายที่ส่งเสริมการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสถาบันที่เอื้อให้เกิดวัฒนธรรมที่ต้องการ  จากตัวอย่างจะเห็นว่าวัฒนธรรมสามารถเปลี่ยนแปลงได้ในเวลาอันรวดเร็วเพียงแค่ไม่กี่ทศวรรษเท่านั้นหากมีการเปลี่ยนแปลงที่สนับสนุนอย่างเพียงพอ  นั่นหมายความว่า ไม่มีประเทศใดในโลกที่ต้องตกอยู่ในสภาพไม่พัฒนาเพราะวัฒนธรรมของพวกเขาและวัฒนธรรมมิใช่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ อีกทั้งยังเป็นผลมาจากการพัฒนาทางเศรษฐกิจมิใช่สาเหตุของการพัฒนาทางเศรษฐกิจ 

                ผู้เขียนสรุปว่าธรรมชาติของตลาดนั้นต้องการให้ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในสภาพการณ์เดิม ๆ  นโยบายการค้าเสรีก็พยายามที่จะบีบบังคับให้แต่ละคนทำสิ่งที่พวกเขาทำได้ดีเท่านั้น  นั่นหมายความว่า ประเทศยากจนย่อมถูกคาดหวังที่จะทำเฉพาะสิ่งที่พวกเขาถนัดซึ่งเป็นกิจกรรมที่ให้ผลิตภาพต่ำ  ดังนั้น หากพวกเขาต้องการหลุดพ้นจากความยากจน พวกเขาจำเป็นต้องท้าทายหรือต่อต้านตลาดด้วยการทำสิ่งที่ยากกว่าเดิมเพื่อให้พวกเขาสามารถมีรายได้เพิ่มด้วยการเคลื่อนตัวเข้าสู่อุตสาหกรรมที่ยากและก้าวหน้ามากกว่า  นโยบายที่ถูกต้องจึงต้องมาจากความสามารถในการตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวและการลงทุนที่ถูกต้องทั้งในระดับบริษัทและระดับประเทศเพื่อสั่งสมความสามารถที่จำเป็นต่อการแข่งขัน  การลงทุนเพื่อสร้างความสามารถต้องอาศัยการเสียสละจากผลประโยชน์ในระยะสั้น อีกทั้งยังต้องอาศัยเวลายาวนานเหมือนอย่างที่บริษัทโนเกียของฟินแลนด์ต้องใช้เวลานานถึง 17 ปีกว่าจะมีกำไร โชคร้ายที่เวลายาวนานขนาดนี้ไม่สอดคล้องกับความต้องการของนักเศรษฐศาสตร์แนวเสรีนิยม

                ระดับของสนามแข่งขันอาจทำให้การแข่งขันที่เกิดขึ้นไม่ยุติธรรมได้ หากผู้เข้าแข่งขันมีความสามารถไม่เท่าเทียมกัน  นี่คือเหตุผลที่ต้องกำหนดน้ำหนักนักมวย  หากน้ำหนักนักมวยแต่ละรุ่นต้องกำหนดให้ต่างกันเพียงแค่ 2-3 กิโลกรัมเพื่อให้การแข่งขันยุติธรรม  การที่สหรัฐฯ และฮอนดูรัสแข่งกันในสนามเดียวกันย่อมเป็นการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมเช่นกัน  ดังนั้นเพื่อให้การแข่งขันเป็นธรรมมากขึ้น ผู้เขียนจึงเห็นว่าควรมีการเอียงสนามแข่งขันไปทางด้านคู่แข่งที่แข็งแรงน้อยซึ่งหมายถึงการอนุญาตให้ประเทศกำลังพัฒนาใช้นโยบายการปกป้อง สนับสนุนผู้ผลิต เพิ่มข้อจำกัดสำหรับเงินลงทุนจากต่างประเทศและยกเลิกเอกสิทธิ์เพื่อให้พวกเขามีสิทธิยืมความคิดเหล่านี้จากประเทศที่ก้าวหน้ามากกว่า  นอกจากนี้ประเทศที่ร่ำรวยก็ควรถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับประเทศกำลังพัฒนาด้วย  เมื่อคนทั่วไปไม่เรียกอักษรเบลล์สำหรับคนตาบอดว่าเป็นการให้สิทธิพิเศษ ประเทศร่ำรวยก็ไม่ควรเรียกกำแพงภาษีหรือการปกป้องด้วยวิธีการต่าง ๆ ของประเทศยากจนว่าเป็นสิทธิพิเศษเช่นกัน  มันแค่เป็นการปฏิบัติที่แตกต่างกันแต่ยุติธรรม  การทำเช่นนี้จะทำให้ประเทศกำลังพัฒนาสามารถสร้างความสามารถที่จำเป็นต่อความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ และกลุ่มนักบุญใจบาปก็จะดีขึ้นในระยะยาวด้วย ทั้งนี้เพราะประเทศกำลังพัฒนาจะมีโอกาสเจริญเติบโตได้เร็วขึ้น

                ข้อคิดเห็น – ข้อมูลจากหนังสือคงทำให้ผู้อ่านทราบเหตุผลแล้วว่าเหตุใดสหรัฐอเมริกาซึ่งกำลังประสบปัญหาทางด้านเศรษฐกิจเช่นเดียวกับประเทศไทยเมื่อปี 2540 จึงดำเนินนโยบายทั้งด้านการเงินและการคลังแตกต่างจากคำแนะนำที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศซึ่งมีสหรัฐฯ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่เคยให้กับประเทศเรามากนัก  นั่นหมายความว่า ในอนาคตผู้กำหนดนโยบายของประเทศกำลังพัฒนาอาจจำเป็นที่จะต้องทำอย่างที่ประเทศร่ำรวยทำ แต่อย่าทำอย่างที่พวกเขาบอก  อย่างไรก็ตามประเทศกำลังพัฒนาคงไม่สามารถที่จะดำเนินนโยบายอย่างเป็นอิสระได้มากนักเพราะพวกเขามักต้องตกอยู่ภายใต้การดูแลของสามทหารเสือ (กองทุนการเงินระหว่างประเทศ องค์การการค้าโลกและธนาคารโลก) ซึ่งมักออกคำสั่งหรือกฎระเบียบที่ทำให้เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม  นี่คือเหตุผลที่ประเทศพัฒนาแล้วถูกผู้เขียนขนานนามว่า นักบุญใจบาป

               (ลงพิมพ์ในประชาชาติธุรกิจฉบับวันที่ 3-20 พฤศจิกายน 2551

Rating: 5 stars

Comments are closed