สโมสรหนอนหนังสือ แหล่งรวมความรู้หลากสาขา

(โดย พ. ญ. นภาพร ลิมป์ปิยากร) 

            เสาร์ที่สองของเดือนมกราคมเป็นวันเด็ก หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเด็กรวมทั้งสถานที่ราชการต่าง ๆ มักจัดงานวันเด็กเพื่อเปิดโอกาสให้เด็กเข้าเยี่ยมชมและเรียนรู้เกี่ยวกับงานที่หน่วยงานนั้น ๆ ทำ  แม้แต่ทำเนียบรัฐบาลซึ่งปกติไม่ยอมให้ใครเข้ายังอนุญาตให้เด็กได้มีโอกาสนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี  นั่นหมายความว่า ผู้ใหญ่ต่างตระหนักดีถึงความสำคัญของเด็ก  อย่างไรก็ตามการตระหนักในความสำคัญของเด็กอย่างกว้างขวางทั่วทั้งสังคมมักจะสิ้นสุดลงในวันนั้นเพราะวันอื่น ๆ ที่เหลือของปีคนส่วนใหญ่มักคิดว่าพ่อแม่เท่านั้นที่รับผิดชอบต่อการเลี้ยงดูเด็ก  เมื่อเห็นสิ่งที่เด็กแสดงออกอย่างไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสมก็แค่พูดกันว่า “เด็กสมัยนี้สู้สมัยก่อนไม่ได้” โดยไม่ได้คิดว่าทุกคนในสังคมล้วนมีส่วนร่วมในการหล่อหลอมให้เด็กเป็นอย่างที่เราเห็น  แต่ Hillary Rodham Clinton อดีตสตรีหมายเลขหนึ่งและวุฒิสมาชิกของสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นหนึ่งในบรรดาตัวเก็งของผู้ที่จะเข้าช่วงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในสมัยหน้าคิดอีกอย่างหนึ่ง จึงได้เขียนหนังสือออกมาและตั้งชื่อว่า It Takes A Village: And Other Lessons Children Teach Us  

                ผู้เขียนเล่าเรื่องราวของสังคมอเมริกันว่าเคยเป็นสังคมเกษตร  ลักษณะของครอบครัวจึงเป็นครอบครัวใหญ่  ปู่ย่าตายาย ลุงป้าน้าอา และเพื่อนบ้านต่างให้ความช่วยเหลือพ่อแม่ในการดูแลและสอดส่องพฤติกรรมของเด็ก  แต่นับจากปี 2493 อันเป็นปีที่สหรัฐเริ่มตัดถนนและสร้างสนามบินจำนวนมากส่งผลให้เกิดการโยกย้ายที่อยู่และที่ทำงานขนานใหญ่ ลักษณะของครอบครัวค่อย ๆ กลายเป็นครอบครัวเดี่ยวที่มีเฉพาะพ่อ แม่และลูก  พร้อม ๆ กันนั้นที่ทำงานและสิ่งแวดล้อมก็เปลี่ยนแปลงไปจนกลายเป็นสังคมเมืองที่ผู้คนต่างคนต่างอยู่  พ่อแม่จึงจำเป็นต้องรับภาระหนักขึ้น  ถึงกระนั้นก็ตามผู้เขียนยังคงมีความเห็นว่า ผู้ใหญ่ทั้งหลายที่ไม่ว่าจะอยู่ใกล้ชิดเด็กหรือไม่ก็ตามต่างยังคงมีส่วนร่วมในการเลี้ยงดูเด็กอยู่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคธุรกิจ และภาครัฐกลับยิ่งมีส่วนสำคัญในการกำหนดอนาคตของเด็กเพราะเป็นผู้ออกกฎหมายในอันที่จะเอื้ออำนวยให้เกิดการสร้างเด็กที่มีคุณภาพต่อไปในอนาคต

            ผู้เขียนเสนอว่าภาครัฐและเอกชนสามารถให้ความช่วยเหลือพ่อแม่ได้ตั้งแต่เด็กยังอยู่ในครรภ์ ด้วยการออกมาตรการจูงใจต่าง ๆ เพื่อให้แม่เข้าฝากครรภ์ครบถ้วนตามเวลา เช่น การแจกคูปองอาหาร การให้ส่วนลดผ้าอ้อมหรือเครื่องใช้สำหรับเด็ก นอกจากนี้การที่ครอบครัวปัจจุบันกลายเป็นครอบครัวเดี่ยวและพ่อแม่ต่างต้องทำงานเต็มเวลาทั้งคู่ทำให้ไม่สามารถดูแลทารกเมื่อหมดวันลาคลอดได้ สถานรับเลี้ยงเด็กจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวด  แต่ผลการสำรวจกลับพบว่า การค้นหาสถานรับเลี้ยงเด็กที่สะอาดและปลอดภัยเป็นเสมือนฝันร้ายเลยทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งครอบครัวที่มีรายได้ค่อนข้างต่ำเพราะนอกจากค่าใช้บริการจะสูงมากเมื่อเทียบกับรายได้แล้วคุณภาพของการบริการยังต่ำมาก  ผู้เขียนจึงมีความเห็นว่า รัฐบาลอเมริกันสามารถจะพิสูจน์ให้คนอเมริกันเห็นว่ารัฐบาลไม่ได้ให้ความสนใจในความเป็นอยู่ที่ดีของเด็กเล็กน้อยกว่าประเทศอื่นโดยการออกมาตรการให้ความช่วยเหลือเกี่ยวกับสถานเลี้ยงเด็กให้ดีกว่าในสภาพปัจจุบัน รวมทั้งการออกกฎหมายเพื่อเพิ่มจำนวนวันลาคลอดให้มากกว่าที่เป็นอยู่ซึ่งอนุญาตให้ลาได้เพียง 3 เดือนโดยได้รับเงินเดือนเต็มเพราะกฎหมายฉบับนี้ยังคงล้าหลังกว่าของหลายประเทศในยุโรป เช่น กฎหมายการลาคลอดของเยอรมนีอนุญาตให้ลา 6 สัปดาห์ก่อนและหลังคลอดบุตรรวมทั้งรับประกันการรับกลับเข้าทำงานหลังจากลาไปเลี้ยงลูกถึง 3 ปี และอนุญาตให้ผู้ปกครองนำค่าใช้จ่ายในการจ้างเลี้ยงดูบุตรไปหักภาษีได้  ส่วนภาคเอกชนอาจให้ความช่วยเหลือด้วยการปรับเวลางานให้เหมาะสมกับแม่ลูกอ่อน

            ส่วนการเตรียมความพร้อมทางด้านสติปัญญาให้กับเด็กนั้น ผู้เขียนเสนอว่าชุมชนและรัฐอาจให้ความช่วยเหลือได้หลายรูปแบบ เช่น โครงการ PAT (Parents as Teachers) ซึ่งสอนพ่อแม่ให้มีความสามารถที่จะเป็นครูให้กับลูกก่อนวัยเรียน และโครงการ HIPPY (Home Instruction Program for Preschool Youngsters) ซึ่งส่งอาสาสมัครในชุมชนไปให้ความรู้กับพ่อแม่เด็กเล็กเพื่อช่วยพัฒนาความจำ  การที่พ่อแม่เตรียมตัวเด็กด้วยการฝึกให้เด็กเรียนรู้ศัพท์และทักษะต่าง ๆ ไว้ก่อนเข้าเรียนจะทำให้เด็กมีความสามารถในการเรียนรู้ได้รวดเร็วขึ้นเมื่อเข้าโรงเรียนส่งผลให้เด็กมีโอกาสประสบความสำเร็จมากขึ้นในอนาคต  นอกจากนั้นชุมชนอาจช่วยสร้างความมีระเบียบวินัย และควบคุมความประพฤติของเด็กได้ เช่น จัดให้มีโครงการเคอร์ฟิวเด็ก นั่นคือ พ่อแม่จะถูกปรับเงิน 200 ดอลลาร์ หากถูกจับได้ว่าลูกออกไปเพ่นพ่านอยู่นอกโรงเรียนในเวลาที่เขาควรจะอยู่ในโรงเรียน

            เมื่อเด็กเติบโตขึ้นชุมชนต้องให้ความช่วยเหลือเด็กแก้ปัญหาที่เด็กเองไม่ได้ก่อขึ้น เช่น ปัญหาการหย่าร้างและปัญหาความรุนแรงทางเพศ  ผู้ปกครองที่เกี่ยวข้องและชุมชนควรช่วยกันสอดส่องดูแล ป้องกันและยื่นมือเข้าช่วยเหลือในยามจำเป็นและปฏิบัติต่อเด็กด้วยความเห็นอกเห็นใจ  นอกจากนั้นพ่อแม่และครูจำเป็นต้องสอนเรื่องเพศศึกษาเพื่อให้เด็กวัยรุ่นหญิงสามารถที่จะปฏิบัติตัวและป้องกันตัวเองจากการตั้งครรภ์  รัฐอาจบรรจุหลักสูตรเกี่ยวกับการวางแผนครอบครัวไว้ในบทเรียนรวมทั้งอาจต้องออกกฎหมายให้คู่สมรสที่ยังไม่พร้อมที่จะมีบุตรสามารถทำแท้งได้อย่างถูกกฎหมาย  ส่วนปัญหาอุบัติเหตุและการใช้ความรุนแรงที่มักเกิดกับเด็กวัยรุ่นชายนั้น รัฐอาจต้องมีมาตรการป้องกันการใช้ความรุนแรงในชุมชนด้วยการออกกฎหมายลดการพกพาอาวุธปืนในที่สาธารณะ

            สำหรับสื่อทีวีซึ่งถือเป็นสิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็กที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง ผู้เขียนเสนอว่ามีความจำเป็นที่จะต้องแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมด้วยการผลิตรายการที่มีประโยชน์ต่อเด็กและสังคมให้มากขึ้น อีกทั้งต้องลดรายการที่มีความรุนแรงลงเพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า เด็กมักใช้เวลาหน้าจอทีวีโดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กยากจนซึ่งนิยมดูรายการที่ใช้ความรุนแรงส่งผลให้เด็กมีแนวโน้มที่จะใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหาในอนาคต  ส่วนภาคธุรกิจอื่น ๆ อาจให้ความช่วยเหลือพ่อแม่ด้วยการร่วมมือกับรัฐบาลยกระดับค่าจ้าง ดูแลสิ่งแวดล้อมให้ปลอดมลพิษ เพิ่มบริการทางสุขภาพให้กับพนักงานและครอบครัว เพิ่มสวัสดิการต่าง ๆ เช่น เปิดให้มีบริการเลี้ยงเด็กเล็กในที่ทำงาน เพิ่มเวลาหยุดงานให้กับพนักงานเพื่อร่วมกิจกรรมของบุตรและจ่ายเงินทดแทนสำหรับค่าใช้จ่ายของบุตรให้มากขึ้น

              ผู้เขียนสรุปในตอนท้ายของหนังสือว่า ในฐานะที่เขาเคยเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านกฎหมายและทำงานในกองทุนช่วยเหลือเด็กมานาน เขาตระหนักว่า สิ่งแวดล้อมที่ดีที่เขาเคยได้รับในสมัยเป็นเด็กกำลังจะสูญหายไปจากสังคม  อย่างไรก็ตามทุกคนในสังคมโดยเฉพาะผู้ที่อยู่รอบตัวเด็กไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย พระ ครู ตำรวจ ภาคธุรกิจหรือแม้แต่นักการเมืองต่างยังคงมีบทบาทในการสร้างสังคมและสิ่งแวดล้อมในการเลี้ยงดูเด็กให้เติบโตเป็นคนดีของสังคมตามสุภาษิตแอฟริกันที่ว่า “เราใช้คนทั้งหมู่บ้านในการเลี้ยงดูเด็ก” (It takes a village to raise a child.)

              ข้อคิดเห็น – ภาพของสังคมเกษตรอเมริกันที่ Hillary Rodham Clinton เขียนถึงไม่ต่างกับภาพของสังคมไทยในสมัยก่อน  ตอนนี้เราได้พัฒนาไปตามเขาและสังคมของเราก็คล้ายของเขามากขึ้นทุกวัน  ฉะนั้นสิ่งที่เขาเสนอน่าจะนำมาปรับใช้สำหรับสังคมไทยได้  หนังสือเล่มนี้ทำรายได้ให้ผู้เขียนนับล้านดอลลาร์  แต่เขาไม่ได้เก็บเงินนั้นไว้ หากอุทิศทั้งหมดให้แก่องค์กรการกุศลเพื่อเป็นการแสดงนัยสำคัญ นั่นคือ ผู้ใหญ่ต้องมีพฤติกรรมที่เด็กนำไปเป็นตัวอย่างได้และผู้เขียนไม่เพียงแต่จะพร่ำแนะนำคนอื่น หากตัวเองก็ทำด้วย

              แต่ผู้ใหญ่ไทยอาจไม่คิดเช่นนั้น  การเผาโรงเรียนที่ยังคงเกิดขึ้นแทบทุกวันในตอนนี้โดยที่คนส่วนใหญ่ไม่คิดจะทำอะไรจนดูกลายเป็นเรื่องของความด้านชา อาจเป็นเพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นประเด็นไกลตัว หรือเราเริ่มคุ้นเคยกับความรุนแรง  เหตุการณ์ในวันที่ 31 ธันวาคมที่ผ่านมาควรเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ทุกคนในสังคมต้องเริ่มตระหนักถึงผลของการกระทำของเราว่าจะมีส่วนสำคัญในการส่งมอบประเทศที่สงบสุข หรือประเทศที่มีแต่ทหารถือปืนอยู่เต็มถนนให้กับลูกหลานของเรา

Rating: 5 stars

Comments are closed