You are here: Home > Science & Envi > The Creation / จากศาสตร์ถึงศาสน์

The Creation / จากศาสตร์ถึงศาสน์

(โดย พญ. นภาพร ลิมป์ปิยากร)

                เมื่อไม่นานมานี้ องค์กรด้านอนุรักษ์ระดับโลกออกมาเตือนว่า โลมาน้ำจืดที่อาศัยอยู่ตามแม่น้ำในเอเชียได้ลดจำนวนลงอย่างมากอันเนื่องมาจากมลภาวะทางน้ำ  โลมาเปรียบเสมือนสุนัขเฝ้าสายน้ำ ระดับการสะสมมลภาวะที่เป็นพิษต่อร่างกายของโลมาเป็นสัญญาณเตือนว่าคุณภาพน้ำในแม่น้ำขณะนี้แย่มาก นี่คือปัญหาที่ทั้งโลมาและคนในชุมชนที่พึ่งพาแม่น้ำกำลังเผชิญ

                      ในปัจจุบันสิ่งมีชีวิตมิได้เผชิญเฉพาะกับแม่น้ำที่สภาพเสื่อมทรามลงเท่านั้น สิ่งแวดล้อมอื่น ๆ ก็กำลังถูกทำลายลงอย่างรวดเร็วด้วย เช่น ดินเสื่อม อากาศเสีย โลกร้อน  การที่มนุษย์เราจะยังคงดำเนินชีวิตเช่นที่ผ่านมาโดยไม่หาหนทางในการปรับปรุงสภาพแวดล้อมคงมิใช่กลยุทธ์ที่ถูกต้องแม้ว่าสภาพแวดล้อมบนโลกจะเสื่อมทรามลงมากแล้วก็ตาม ทั้งนี้เพราะนักวิทยาศาสตร์ยังเชื่อว่าเรามีหนทางที่จะลดการทำลายสิ่งแวดล้อมและป้องกันการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพได้  ในจำนวนนี้มี E. O. Wilson ศาสตราจารย์ทางด้านกีฎวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดรวมอยู่ด้วย 

              E. O. Wilson เป็นผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับรางวัลเหรียญทองแห่งชาติทางด้านวิทยาศาสตร์ของสหรัฐอเมริกาและรางวัลทางด้านการเขียนพูลิตเซอร์ถึงสองครั้งในปี 2522 และ 2534  เขาได้เขียนหนังสือจำนวน 175 หน้าชื่อ The Creation: An Appeal to Save Life on Earth ขึ้นเพื่อเรียกร้องให้มนุษย์ตระหนักถึงปัญหาทางด้านสิ่งแวดล้อมและร่วมมือร่วมใจกันในการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพโดยใช้วิธีการนำเสนอด้วยจดหมายถึงบาทหลวงของคริสต์ศาสนานิกายหนึ่งซึ่งมีศูนย์อยู่ทางภาคใต้ของสหรัฐอเมริกาและมักยึดแนวอนุรักษ์นิยมทางศาสนาอย่างเหนียวแน่น

                หนังสือเปิดเรื่องด้วยคำขอความร่วมมือจากบาทหลวงในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมของโลกทั้งที่ผู้เขียนและบาทหลวงคนนั้นไม่เคยรู้จักกันมาก่อนโดยที่ผู้เขียนยืนยันว่า ทั้งศาสนาและวิทยาศาสตร์สามารถให้ความร่วมมือกันในการสื่อสารกับประชาชนเพื่อให้พวกเขาตระหนักถึงภัยที่จะกำลังเกิดขึ้นกับธรรมชาติเพราะน้ำมือของมนุษย์เราได้  นักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานกันว่าตามอัตราการทำลายสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน สิ่งมีชีวิตกว่าครึ่งของโลกจะถูกทำลายไปก่อนสิ้นคริสต์ศตวรรษนี้และหนึ่งในสี่จะสูญพันธุ์ไปภายใน 50 ปีข้างหน้าจากบรรยากาศที่เปลี่ยนแปลงไปเพียงอย่างเดียว  ยิ่งไปกว่านั้นการสูญพันธุ์จะเกิดเร็วกว่าที่เคยเป็นมาถึง 100 เท่าของอัตราที่เกิดขึ้นก่อนเวลาที่มนุษย์จะปรากฏตัวบนผิวโลกและอาจถึงพันเท่าภายในทศวรรษหน้า  นั่นย่อมหมายความว่า หายนะกำลังจะเกิดขึ้นกับโลกและมวลมนุษย์

                สิ่งที่ท้าทายผู้คนในคริสต์ศตวรรษที่ 21 นี้ก็คือ ทำอย่างไรเราจึงจะสามารถยกระดับชีวิตความเป็นอยู่พร้อมกับรักษาสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ในโลกไว้ด้วย  ถึงแม้ว่าความเชื่อในเรื่องกำเนิดของชีวิตทางวิทยาศาสตร์และศาสนาอาจแตกต่างกัน แต่ผู้เขียนเชื่อว่าบาทหลวงคงมีความเชื่อเช่นเดียวกับเขา นั่นคือ ในอดีตมนุษย์เราเดินหลงทางเพราะบรรพบุรุษของเราได้ทำผิดอย่างมหันต์ส่งผลให้เราต้องรอขึ้นสวรรค์อยู่บนโลกซึ่งมีสภาพกึ่งนรกเช่นที่เป็นอยู่ในขณะนี้

                ผู้เขียนได้ยกเอาสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกของมนุษย์มาอธิบายว่า ตามหลักฐานทางโบราณคดีนั้น มนุษย์ได้หันหลังให้กับความสำคัญของธรรมชาติตั้งแต่วันที่เราเริ่มค้นพบเทคโนโลยีใหม่ซึ่งนำไปสู่การปฏิวัติเกษตรกรรมและการสร้างอารยธรรมเมื่อประมาณหมื่นปีเศษ  เทคโนโลยีใหม่ซึ่งเอื้อให้เราก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดดครั้งนั้นลวงเราให้หลงผิดคิดไปว่า เราจะเป็นอิสระจากกฎของธรรมชาติ  ต่อมามนุษย์เรายังเลือกที่จะไร้เดียงสาต่อหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ว่าอารยธรรมในอดีตล่มสลายจากมหันตภัยอันเกิดจากการทำลายสิ่งแวดล้อม  แท้ที่จริงแล้วมนุษย์เราควรให้ความสนใจต่อสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังเพราะเราเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งแวดล้อมและชะตากรรมของมนุษยชาติเป็นชะตากรรมเดียวกับสิ่งมีชีวิตอื่นในโลก

                ในปัจจุบันสิ่งแวดล้อมหลายแห่งบนโลกได้ถูกทำลายไปอย่างรวดเร็วเพราะอำนาจในการทำลายล้างของมนุษย์  เราทำให้บรรยากาศของโลกเปลี่ยนแปลงด้วยการเป็นผู้ผลิตสารเคมีที่ทำลายสิ่งแวดล้อม สร้างเขื่อนซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเดินของน้ำ ทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น ทำลายระบบนิเวศน์จนกระทั่งสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ พากันสูญพันธุ์ไปอย่างรวดเร็วส่งผลให้สิ่งแวดล้อมเสียสมดุลและทำให้พืชและสัตว์บางชนิดเติบโตผิดปกติจนเกิดการทำลายทั้งระบบนิเวศน์มากยิ่งขึ้นไปอีก  แต่ผู้เขียนยังคงไม่สิ้นหวัง เขาเชื่อว่ายังไม่สายเกินไปที่มนุษย์จะลดการทำลายล้างและลงมือสร้างสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้น  เขายกท่าเรือที่เมืองบอสตันในปี 2528 มาเป็นตัวอย่าง  ตอนนั้นท่าเรือแห่งนี้ถือได้ว่ามีสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษมากที่สุดแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา  แต่เมื่อผู้ที่อาศัยในบริเวณนั้นเปลี่ยนพฤติกรรมจากการทำลายไปเป็นแนวอนุรักษ์ ภายในเวลาเพียง 5 ปีสภาพแวดล้อมก็เปลี่ยนไปจนสิ่งมีชีวิตมากมายเริ่มกลับเข้าไปอาศัยในบริเวณนั้นอีก  ผู้เขียนจึงเสนอให้ทำการปลูกฝังความรักในธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้กับเด็กเพราะพวกเขาจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในวันหน้าที่จะต้องรับผิดชอบในการสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีเพื่อคนรุ่นหลัง

                เราทราบดีว่าความหลากหลายทางพันธุกรรมและการมีปฏิสัมพันธ์กันระหว่างสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ทำให้เกิดสมดุลของธรรมชาติ  เมื่อความสมดุลเสียไปความเสียหายใหญ่หลวงย่อมจะเกิดต่อมวลมนุษยชาติ  ฉะนั้นความคิดที่จะกำจัดแมลงชนิดหนึ่งให้สูญพันธุ์อาจนำมาซึ่งความเสียหายต่อธรรมชาติที่มิอาจประเมินค่าได้ถึงแม้ว่าแมลงชนิดนั้นอาจทำลายพืช สัตว์ หรือก่อโรคในมนุษย์  การใช้สารเคมีกำจัดแมลงจึงจำเป็นต้องทำอย่างระมัดระวังอย่างยิ่ง  ผู้เขียนยกการระบาดของมดเข้าไปในอาณานิคมของสเปนบนเกาะฮิสปันโยลาในปี 2061 มาเป็นตัวอย่าง  มดชนิดนี้มีอยู่ในแทบทุกอณูของแผ่นดินที่มีชื่อว่าซานโตโดมินิกันซึ่งวิวัฒน์มาเป็นเมืองหลวงของสาธารณรัฐโดมินิกันในปัจจุบัน  มันทำลายเรือกสวนไร่นาและผลไม้ทุกชนิดในอาณาบริเวณนั้นจนหมด  ชาวอาณานิคมต้องสิ้นเนื้อประดาตัวเพราะมดทำลายอบเชยซึ่งทำรายได้ให้พวกเขามากที่สุด ก่อให้เกิดความทุกข์ยากแสนสาหัส  นักประวัติศาสตร์ชื่อ Fray Bartolome de Las Casas ได้บันทึกไว้ว่า ชาวอาณานิคมคิดว่าการระบาดของมดเกิดจากความไม่พอใจของพระเจ้าจึงมีความคิดว่า ควรให้นักบุญมาเป็นทนายแก้ต่างให้  บุญไปหล่นทับ Saint Saturnin  ท่านจึงได้รับการยกย่องในฐานะผู้อุปการะ  หลังจากนั้นการระบาดของมดก็สิ้นสุดลงโดยไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงและยังคงเป็นปริศนาตลอดมาจวบจนกระทั่งทุกวันนี้

                เมื่อประมาณ 20 ปีที่ผ่านมา ผู้เขียนได้เดินทางไปยังสถานที่ที่เคยเกิดการระบาดของมดมาก่อนด้วยความหวังที่จะไขปริศนาการระบาดในครั้งนั้น  เขาได้สำรวจมดทุกชนิดเพื่อจะประมวลภาพว่า มดชนิดใดและสาเหตุอะไรที่ทำให้เกิดการระบาด  ผู้เขียนสรุปว่ามดที่ระบาดในช่วงเวลานั้นน่าจะเป็นมดไฟที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Solenopsis geminata  มดชนิดนี้เป็นมดประจำท้องถิ่นทางตอนใต้ของสหรัฐอเมริกา อเมริกากลางและอเมริกาใต้ และถูกนำเข้าไปในเกาะฮิสปันโยลาโดยบังเอิญจากเรือที่ขนมันสำปะหลังของชาวพื้นเมืองดั้งเดิม  ผู้เขียนจึงตั้งสมมติฐานว่าหากไม่ใช่การลงโทษจากพระเจ้า การระบาดของมดน่าจะเป็นผลมาจากอะไรสักอย่างหนึ่งที่ผู้คนในช่วงเวลานั้นกระทำจนส่งผลให้เกิดการระบาดของมด  เขาพบว่าชาวสเปนได้นำกล้วยชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า Plantain เข้าไปปลูกเป็นอาหาร  พืชชนิดนี้ได้เพิ่มปริมาณอาหารให้กับมดส่งผลให้จำนวนของมันเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนความสมดุลระหว่างมดกับเพลี้ยซึ่งเป็นศัตรูของมันเสียไป  การที่เขามั่นใจในสมมติฐานนี้เป็นเพราะเขาเคยมีโอกาสประสบกับการระบาดของมดแดงด้วยตนเองเมื่อครั้งเริ่มรับงานในฐานะนักกีฎวิทยา  ครั้งนั้นเขาพบว่ามดได้เข้าไปทำลายพืชผลไร่นา บ้านเรือนของชาวบ้านและที่อยู่อาศัยของสัตว์ชนิดอื่น ๆ  มดไฟเหล่านั้นได้เปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมโดยการลดความหลากหลายและจำนวนแมลงและสัตว์ชนิดอื่นๆ 

                ข้อมูลบ่งว่าสิ่งมีชีวิตต่างด้าวที่บุกรุกเข้าไปในพื้นที่ต่าง ๆ ได้กลายเป็นสาเหตุอันดับสองที่ทำให้สัตว์พื้นเมืองสูญพันธุ์รองจากการทำลายแหล่งที่อยู่อาศัยโดยน้ำมือของมนุษย์  เมื่อมนุษย์เรานำเข้าสิ่งแปลกปลอมเข้าไปแต่ขาดความสามารถในการกำจัดมัน มนุษย์เราจึงทำได้เพียงแค่รอคอยให้มันอพยพหนีไปหรือมีมากจนเกินสมดุลและทำลายกันเองจนทำให้เกิดการสูญเสียสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น ๆ และความหลากหลายทางชีวภาพตามมา  ในกรณีของการระบาดของมดที่เกาะฮิสปันโยลานั้น ผู้เขียนก็ยังคงไม่สามารถหาสาเหตุที่ทำให้การระบาดสิ้นสุดลงได้  แต่เขาคาดว่ามันน่าจะเกิดเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกัน นั่นคือ รอคอยให้มันอพยพไปหรือมีปริมาณมากจนเกินสมดุล ทั้งนี้เพราะชาวบ้านต้องรอเป็นเวลาหลายทศวรรษกว่าจำนวนมดจะลดลงเหลือเพียงครึ่งหนึ่งของที่เคยมีตามปกติ  

                 สาเหตุสำคัญที่ทำให้สัตว์สูญพันธุ์จนก่อให้เกิดการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพสามารถสรุปได้เป็นคำย่อว่า HIPPO นั่นคือ (1) การสูญเสียที่อยู่อาศัยจากการเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศ (Habitat loss)  (2) การบุกรุกของสิ่งมีชีวิตต่างด้าว (Invasive species)  (3) มลพิษ (Pollution)  (4) จำนวนมนุษย์ (Human Population) และ (5) การเก็บเกี่ยวมากเกินไป (Over Harvesting)  นักชีววิทยาสันนิษฐานว่า การสูญพันธุ์ของสัตว์ได้เพิ่มขึ้นถึง 100 เท่าเมื่อเทียบกับเมื่อหนึ่งแสนห้าหมื่นปีก่อนมีมนุษย์บนโลก  สิ่งมีชีวิตที่สูญพันธุ์ไปมากที่สุดคือสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ  

              นักวิทยาศาสตร์ทราบดีว่าลำพังความสามารถของมนุษย์ย่อมไม่สามารถนำสิ่งมีชีวิตทุกชนิดกลับคืนมาได้ดังเดิม มีเพียงธรรมชาติเท่านั้นที่สามารถรักษาความหลากหลายทางชีวภาพได้  ผู้เขียนเองเชื่อว่าในปัจจุบันมนุษย์ไม่มีทางเลือก นอกจากต้องใช้ความพยายามทั้งหมดในการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพและมรดกของโลกไว้ ไม่เช่นนั้นลูกหลานของเราจะต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพที่เสื่อมทรามจากน้ำมือบรรพบุรุษเช่นเรา   คนรุ่นปัจจุบันคงไม่สามารถปล่อยให้คนรุ่นต่อไปเติมเต็มสิ่งที่อันตรธานไปจากน้ำมือของเราได้ด้วยของเทียมที่สร้างขึ้นใหม่  ระบบนิเวศน์และสิ่งมีชีวิตทั้งหลายจะสามารถคงอยู่ได้จากผู้พิทักษ์ที่รู้คุณค่าของมันเท่านั้น

                เป็นที่ทราบกันดีว่าปัญหาเกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพมิได้เกิดขึ้นในทุก ๆ จุดบนผืนโลก มีเพียงบางจุดเท่านั้นที่กำลังเป็นปัญหาซึ่งนักวิทยาศาสตร์เรียกว่า hot spot เช่น ชายฝั่งแคลิฟอร์เนีย ป่าดงดิบในเม็กซิโกใต้และอเมริกากลาง ซึ่งพื้นที่เหล่านี้เป็นเพียงร้อยละ 2.3 ของพื้นที่ทั้งหมดบนโลก แต่มีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและดอกไม้อยู่ถึงร้อยละ 42  และ 50 ตามลำดับ  ยิ่งไปกว่านั้นนักวิทยาศาสตร์ยังพบว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมร้อยละ 72 นกร้อยละ 86 และสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำร้อยละ 92 ที่กำลังจะสูญพันธุ์มีชีวิตอยู่ในบริเวณนี้เช่นกันโดยมีพื้นที่วิกฤตที่สุดคือ ดามากัสการ์อันเป็นเกาะเก่าแก่ทางชายฝั่งตะวันออกของแอฟริกา  รองลงมาคือหมู่เกาะในทะเลแคริบเบียน ป่าในบราซิล หมู่เกาะซุนดาในอินโดนีเซีย เทือกเขาในแอฟริกาตะวันออก แหลมแอฟริกาใต้ เม็กซิโกตอนใต้และอเมริกากลาง

                ถึงแม้ว่าในปัจจุบันนักชีววิทยาจะทราบวิธีที่จะแก้ไขปัญหาการทำลายสัตว์ที่อาศัยบนพื้นดินแล้ว แต่ผู้เชี่ยวชาญบางคนกลับมีความเห็นว่าค่าใช้จ่ายในการแก้ปัญหาสูงมากเกินไปจนไม่คุ้มค่ากับการลงทุน  แต่ข้อเท็จจริงจากการคำนวณของนักชีววิทยาก็คือ ค่าใช้จ่ายในการแก้ปัญหาเพียงแค่ 3 หมื่นล้านดอลลาร์เท่านั้นก็สามารถป้องกันความเสียหายของพืชและสัตว์ได้ถึงร้อยละ 70 ซึ่งถือว่าคุ้มค่ากับการลงทุนเพราะความหลากหลายทางชีวภาพจะทำให้เศรษฐกิจเจริญเติบโตได้อย่างยั่งยืน  หากมนุษย์ต้องดูแลระบบนิเวศทั้งหมดบนโลกคงต้องลงทุนอีกถึง 30 ล้านล้านดอลลาร์เลยทีเดียว  ส่วนการดูแลสัตว์และพืชที่อาศัยในทะเลนั้นยิ่งมีต้นทุนสูงขึ้นไปอีก  การคาดการณ์พบว่าการดูแลสิ่งมีชีวิตในทะเลเพียงร้อยละ 20-30 ต้องใช้เงินมากถึงปีละ 5,000-19,000 ล้านดอลลาร์ 

                ผู้เขียนเห็นว่าทุกคนต้องร่วมมือร่วมใจกันในอันที่จะซ่อมแซมและรักษาสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้เพราะการรอเพียงให้นักวิทยาศาสตร์เป็นผู้ลงมือกระทำคงไม่เพียงพอ  การสร้างความสามารถในการรักษาสิ่งแวดล้อมควรเริ่มต้นจากการให้ความสำคัญต่อการศึกษาชีววิทยาและกระตุ้นให้เด็กเกิดความคิดสร้างสรรค์ซึ่งจำเป็นที่จะต้องให้เด็กได้ปฏิบัติด้วยตนเอง  เขาจึงเสนอวิธีดังนี้  (1) วิธีสอนชีววิทยาควรสอนจากเรื่องทั่วไปสู่เรื่องเฉพาะเจาะจงและต้องแสดงให้เห็นว่า สิ่งที่กำลังจะเรียนรู้มีความสำคัญอย่างไรและทำไมมันจึงสำคัญ  (2) ควรให้ความสนใจกับวิทยาศาสตร์ด้านอื่นนอกเหนือจากชีววิทยาด้วย  (3) เน้นการแก้ปัญหาแบบสังเคราะห์  (4)  สร้างความเข้าใจอย่างลึกซึ้งและกว้างขวางเพื่อที่จะนำไปใช้ในการทำงานต่อไปในอนาคต (5) ต้องก่อให้เกิดพันธะสัญญากับตนเองและสร้างความปรารถนาอันแรงกล้าซึ่งจะเป็นตัวผลักดันให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิตเหมือนอย่างนักดนตรีหรือศิลปิน

            ผู้เขียนเน้นว่าครูที่อุทิศตนจะเป็นผู้มีอิทธิพลมากที่สุดผ่านการสอนและการแสดงความรักในวิชานั้น ๆ และเป็นตัวอย่างให้กับนักเรียน  การสร้างเด็กให้เป็นนักธรรมชาติวิทยานั้นต้องกระตุ้นให้เด็กมีความตื่นเต้นที่จะค้นคว้าหรืออยากเรียนรู้ด้วยตนเองซึ่งจะส่งผลให้เด็กเป็นนักธรรมชาติวิทยาตลอดชีวิตไม่ว่าเขาจะไปประกอบอาชีพใด ๆ ก็ตาม  เด็กจะสามารถเติบโตไปมีวิถีชีวิตที่แสวงหาความเป็นเลิศและมีความสุขตลอดชีวิตกับการบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ

               นอกจากนี้ การศึกษาทางด้านธรรมชาติวิทยายังเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างมาก ทั้งนี้เพราะสิ่งมีชีวิตที่มนุษย์ได้ค้นพบและศึกษาไปแล้วซึ่งมีถึงกว่าล้านชนิดยังคงเป็นเพียงร้อยละ 1 ของที่มีอยู่บนโลกเท่านั้น นั่นหมายความว่า ลำพังผู้เชี่ยวชาญเพียงแค่ 6 หมื่นคนที่มีอยู่ในปัจจุบันคงไม่เพียงพอที่จะศึกษาสิ่งมีชีวิตทั้งหมด  ยิ่งกว่านั้น การที่นักวิทยาศาสตร์สามารถใช้เทคโนโลยีเซลโคลนนิ่ง(การสร้างตัวอ่อนจากเซลของสิ่งมีชีวิต) และเรียนรู้ได้ถึงรหัสพันธุกรรมทำให้มนุษย์สามารถแยกแยะสิ่งมีชีวิตใหม่ ๆ ได้รวดเร็วขึ้นด้วย  นอกจากนี้เทคโนโลยีทางการสื่อสารและการขนส่งยังทำให้นักวิจัยสมัครเล่นสามารถค้นคว้าข้อมูล ปรึกษาและส่งตัวอย่างสิ่งมีชีวิตให้กับเหล่าผู้เชี่ยวชาญและอาจารย์ตามมหาวิทยาลัยได้อย่างรวดเร็วเมื่อพวกเขาค้นพบสิ่งมีชีวิตที่พวกเขาไม่เคยรู้จักมาก่อนจนนักชีววิทยาหวังว่า ในอนาคตอันใกล้นี้อุปกรณ์ที่ใช้ตรวจสอบและสื่อสารเหล่านี้จะสามารถเข้าไปถึงแหล่งค้นคว้าซึ่งจะทำให้การค้นคว้าสิ่งมีชีวิตใหม่ ๆ ในดินแดนที่ห่างไกลและเข้าถึงยากทำได้ง่ายขึ้น  การที่ข้อมูลใหม่ ๆ ถูกส่งเข้าสู่ศูนย์กลางของการเรียนรู้โดยนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ ๆ หรือนักวิทยาศาสตร์ที่อยู่ในแหล่งกันดารทั้งหลายจะต่อภาพความหลากหลายทางชีวภาพบนโลกเสมือนการต่อภาพโมเสกซึ่งจะยิ่งเพิ่มความสามารถในการเรียนรู้สิ่งมีชีวิตที่มีอยู่บนโลก  ดังนั้นผู้ที่สนใจศึกษาจึงมีโอกาสที่จะเป็นคนแรกที่ค้นพบสิ่งมีชีวิตใหม่ ๆ ให้กับโลก

                  ในบทสรุป ผู้เขียนกล่าวว่าสิ่งสำคัญที่เขาต้องการเน้นย้ำคือ (1) การลดลงของความหลากหลายทางชีวภาพ (2) ในปัจจุบันความสนใจในการเรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมมีน้อยเกินไป และ (3) ความสับสนทางจริยธรรมอันเกิดจากการเรียนรู้ทางชีววิทยา  เขาคิดว่าปัญหาที่ควรแก้ไขคือหาจุดยืนร่วมกันระหว่างทางโลกและทางธรรมเพื่อพิทักษ์ทรัพย์สินอันหมายถึงสิ่งมีชีวิตบนโลกนี้  ถึงแม้ว่าความเชื่อทางศาสนาเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตที่ว่าพระเจ้าเป็นผู้สร้างสิ่งมีชีวิตจะแตกต่างจากความเชื่อทางวิทยาศาสตร์ที่ว่า สิ่งมีชีวิตที่อยู่รอดเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมและการคัดเลือกพันธุ์ตามธรรมชาติ  และเขาก็มั่นใจว่าความคิดทางวิทยาศาสตร์ถูกต้องและมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือมากกว่า  แต่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ยังคงไม่สามารถอธิบายวิวัฒนาการของระบบที่ซับซ้อนต่าง ๆ ในร่างกายของสิ่งมีชีวิตได้ว่าเกิดขึ้นมาได้อย่างไร  บางทีความเฉลียวฉลาดเหนือธรรมชาติอาจเป็นผู้เหนี่ยวนำให้เกิดขึ้นก็เป็นได้ซึ่งความคิดนี้ยังไม่มีผู้ใดสามารถพิสูจน์ได้  บางคนอาจแย้งว่านักวิทยาศาสตร์พยายามที่จะสมรู้ร่วมคิดกันหยุดยั้งการพิสูจน์สิ่งเหนือธรรมชาตินี้  แต่ข้อเท็จจริงในหมู่นักวิทยาศาสตร์คือไม่มีการสมรู้ร่วมคิดใด ๆ ทั้งสิ้น  ยิ่งไปกว่านั้นหากผู้ใดสามารถพิสูจน์ได้ว่าความสามารถของสิ่งเหนือธรรมชาติก่อให้เกิดวิวัฒนาการจะเป็นการค้นพบที่สำคัญทางวิทยาศาสตร์ อีกทั้งยังจะเปลี่ยนตรรกะและประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดซึ่งเป็นความฝันของนักวิทยาศาสตร์เลยทีเดียว

                ผู้เขียนกล่าวในตอนท้ายว่า การถกเถียงเกี่ยวกับกำเนิดของสิ่งมีชีวิตทางด้านวิทยาศาสตร์และศาสนาจะยังคงมีต่อไปแม้ว่าจะให้ผลประโยชน์น้อยมาก  แต่เขาเชื่อว่าด้วยเหตุที่มนุษย์เป็นผลผลิตของอารยธรรมที่เกิดจากความเจริญทั้งทางด้านวิทยาศาสตร์และศาสนา เขาและบาทหลวงจึงควรร่วมมือกันที่จะรับใช้โลกด้วยการให้ความรักและดูแลสิ่งมีชีวิตเพื่อผลประโยชน์แก่มวลมนุษยชาติ

                ข้อคิดเห็น – การที่ผู้เขียนใช้วิธีการนำเสนอเป็นจดหมายไปถึงบาทหลวงซึ่งเป็นผู้นำทางคริสต์ศาสนาเพื่อขอความร่วมมือในการปกป้องความหลากหลายทางธรรมชาติโดยเน้นย้ำว่าวิทยาศาสตร์และศาสนาเป็นอำนาจที่ทรงพลังที่สุดที่จะปกป้องโลกจากมหันตภัยซึ่งกำลังทำลายสิ่งแวดล้อมอยู่ในขณะนี้อาจเป็นเพราะสหรัฐฯ เป็นประเทศที่ศาสนาและการปกครองประเทศแยกส่วนกันอย่างเด็ดขาด และความคิดเห็นทางวิทยาศาสตร์ในเรื่องวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตเริ่มห่างไกลจากความเชื่อทางศาสนามากขึ้นจนแทบจะลบล้างความเชื่อที่ว่า พระเจ้าเป็นผู้ให้กำเนิดสิ่งมีชีวิต นำมาซึ่งความไม่พอใจของคนเคร่งศาสนาส่วนหนึ่ง  เขาจึงเขียนหนังสือเล่มนี้เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจอันดีและปลุกเร้าให้เกิดการร่วมมือกันระหว่างคนต่างความเชื่อทั้งสองนี้

Rating: 5 stars

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • Twitter
  • RSS

Comments are closed.

+(reset)-

Ratings Plugin created by Cheap Web Hosting - Powered by Attache Case and VLC Player Download.