You are here: Home > Hot Topic, Social Science > The Price of Admission / ใครว่าอเมริกันไม่มีวรรณะ

The Price of Admission / ใครว่าอเมริกันไม่มีวรรณะ

(โดย พญ. นภาพร ลิมป์ปิยากร)

             ผู้ที่ได้อ่าน “วาทะของ บิลล์ เกตส์” ซึ่งตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์นี้เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน ที่ผ่านมาอาจสงสัยว่า เหตุใด บิลล์ เกตต์ จึงพูดว่า “ผมออกจากมหาวิทยาลัยไปโดยแทบไม่รู้เลยว่าเยาวชนนับล้านคนถูกโกงโอกาสในด้านการศึกษาในประเทศของเรานี่เอง”  มันหมายความว่าอย่างไร ก็ในเมื่อประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นดินแดนที่ได้ชื่อว่ามีความเสมอภาคสูงที่สุดในโลก  เหตุใดเยาวชนของเขาถึงไม่ได้รับความเสมอภาคกันทางการศึกษา Daniel Golden ผู้สื่อข่าวของ The Wall Street Journal ซึ่งเคยรับทั้งรางวัล Pulitzer และรางวัล George Polk มีคำตอบในหนังสือที่ชื่อ The Price of Admission: How America’s Ruling Class Buys Its Way into Elite Colleges–and Who Gets Left Outside the Gates  หนังสือขนาด 324 หน้าซึ่งพิมพ์ในปี 2006 เล่มนี้จะเปลือยวิธีการเข้าเรียนมหาวิทยาลัยชั้นนำของสหรัฐอย่างล่อนจ้อนและน่าจะยืนยันว่าแท้ที่จริงแล้วสหรัฐอเมริกาเองก็มีวรรณะเช่นกัน

            ในบทนำ ผู้เขียนเริ่มเรื่องด้วยการอ้างถึงคำพูดของปราชญ์ชาวฝรั่งเศสชื่อ Alexis de Tocqueville ที่ว่า สหรัฐอเมริกาจะไม่มีโอกาสสถาปนาคณาธิปไตยอย่างแน่นอนเพราะสังคมของชาวอเมริกันมิได้มีการให้สิทธิรับมรดกของลูกคนแรกเพียงคนเดียวเช่นเดียวกับสังคมของชาวยุโรป  เมื่อเป็นเช่นนี้ ทรัพย์สมบัติที่พ่อแม่หาได้จะถูกแบ่งปันให้กับลูกทุกคนเท่าเทียมกันและจะลดลงเรื่อย ๆ จนหมดไปในที่สุด  แต่ผู้เขียนกลับมีความเห็นว่า นักประวัติศาสตร์ชาวฝรั่งเศสผู้นี้ดูถูกความเฉลียวฉลาดของชาวอเมริกันเกินไป  ชาวอเมริกันสามารถสืบทอดมรดกหรือความมั่งคั่งของตนเองได้เช่นกันโดยผ่านการเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย

            คนส่วนใหญ่จะเชื่อว่า มหาวิทยาลัยดัง ๆ ทั้งหลายของสหรัฐฯ เป็นแหล่งฟูมฟักให้เกิดการยกสถานะของผู้คนเข้าสู่ชนชั้นที่ดีกว่าและให้โอกาสกับทุกคนเท่าเทียมกัน  แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่  ผู้เขียนได้ยกลูกของสมาชิกวุฒิสภาบิลล์ ฟริสต์ และรองประธานาธิบดีอัล กอร์มา เป็นตัวอย่าง  บุตรของคนทั้งสองซึ่งเป็นศัตรูทางการเมืองกันมีคุณสมบัติเหมือนกันหลายอย่าง เช่น ทั้งสองเกิดในรัฐเทนเนสซีจากครอบครัวของคนมีชื่อเสียง เข้าศึกษาโรงเรียนมัธยมเอกชนที่วอชิงตัน เล่นฟุตบอลในตำแหน่งกองกลางและเป็นนักเรียนที่มีผลการเรียนอยู่ในระดับกลาง ๆ  แต่เด็กทั้งสองก็สามารถฝ่าคู่แข่งหลายพันคนเข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัยชั้นหนึ่งได้ นั่นคือ ฟริสต์ เข้าเรียนที่พรินซตัน ในขณะที่กอร์เข้าเรียนที่ฮาร์เวิร์ด ซึ่งเป็นสถาบันที่พ่อของเขาทั้งสองเคยเรียนมาก่อนนั่นเอง  ผู้เขียนมีความเห็นว่า การที่เด็กทั้งสองเข้าเรียนได้มิได้เป็นผลมาจากผลงานของตนเองแต่กลับเป็นผลมาจากชาติตระกูลที่พวกเขาถือกำเนิด 

              ผู้เขียนได้อ้างถึงบทความพิเศษเรื่องระบบคุณธรรมในนิตยสาร The Economist เมื่อเดือนมกราคมปี 2005 ซึ่งเขียนไว้ว่า ในปัจจุบันระบบคุณธรรมของสหรัฐอเมริกากำลังมีปัญหา  ความไม่เท่าเทียมกันทางด้านรายได้ของสหรัฐฯ พุ่งขึ้นสูงที่สุดนับจากปี 1880 เป็นต้นมา  การเลื่อนฐานะของผู้คนเป็นไปได้ยาก  ชนชั้นสูงพยายามที่จะรักษาสถานะของตนไว้ตลอดกาล  และเกิดความเหลื่อมล้ำต่ำสูงของคนในสังคม  ความไม่เท่าเทียมกันปรากฏชัดมากขึ้นจนสหรัฐฯ แทบจะเป็นเหมือนกับระบบกษัตริย์ของอังกฤษไปแล้ว  คนร่ำรวยในสังคมอเมริกันมีความสุขกับการได้เปรียบมากมาย เช่น มีสุขภาพดีและชีวิตที่ยืนยาวกว่า ท่องเที่ยวมากกว่า และมีโอกาสเรียนในโรงเรียนดี ๆ มากกว่าแม้ว่าลูกหลานของพวกเขามิได้มีคุณสมบัติดีพอที่จะเข้าเรียนก็ตาม

                    ในบทที่ 1 ผู้เขียนพูดถึงการทำให้ลำดับสุดท้ายกลายเป็นลำดับที่ 1 และวิธีที่ฮาร์เวิร์ดให้การตอบแทนแก่ผู้บริจาคเงินรายใหญ่ ๆ  เขาเปิดเรื่องด้วยบรรยากาศในงานเลี้ยงที่จัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด  ผู้เข้าร่วมงานประกอบด้วยผู้บริหารระดับสูงของบริษัทต่าง ๆ ทนายความที่มีชื่อเสียง นักการเงิน ที่ปรึกษาสถาบันการเงินต่าง ๆ และทายาทของผู้มีความรู้  คนกลุ่มนี้คือผู้บริจาคเงินให้กับมหาวิทยาลัยตั้งแต่หนึ่งล้านเหรียญขึ้นไปหรือที่เรียกว่ากลุ่ม COUR (Harvard’s Committee on University Resources)   ส่วนกรรมการบริหารมักต้องบริจาคเงินตั้งแต่ 2.5 ล้านเหรียญขึ้นไปและชื่อของกลุ่มคนเหล่านี้จะได้รับการจารึกเป็นชื่อของสิ่งต่าง ๆ เช่น ตึกเรียน สถาบันเพื่อการวิจัยและทุนการศึกษา เพื่อเป็นเกียรติ อีกทั้งบุตรหลานของพวกเขาจะได้รับสิทธิในการเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยในโควต้าของผู้บริจาคเงิน 

                ฮาร์เวิร์ดรับลูกของศิษย์เก่าเข้าเรียน 1 คนจากบรรดาผู้สมัคร 3 คน  อัตราส่วนนี้สูงเป็นเกือบ 4 เท่าของอัตราการรับนักศึกษาโดยทั่วไป  William Fitzsimmons คณบดีของแผนกรับนักศึกษากล่าวว่า คะแนนสอบข้อสอบมาตรฐานของนักศึกษาที่ใช้สิทธิเข้าเรียนผ่านทางการเป็นลูกศิษย์เก่า หรือผู้บริจาคเงิน เหล่านี้มีคะแนนต่ำกว่ามาตรฐานของเด็กทั่ว ๆ ไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น  พวกเขาจึงจำเป็นต้องใช้สิทธิพิเศษ  จริงอยู่ ความจงรักภักดีต่อมหาวิทยาลัยและการเป็นอาสาสมัครเป็นส่วนหนึ่งของการเสียสละเพื่อมหาวิทยาลัย แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เงิน  บุตรหลานของผู้บริจาคถึง 336 คนจาก 340 คนเข้าเรียนในฮาร์เวิร์ดได้  เด็กกลุ่มนี้จะมีงานดี ๆ รออยู่ อีกทั้งยังมักแต่งงานกันเองในกลุ่มผู้ร่ำรวยด้วยกันเพื่อสร้างความมั่นคงยิ่งขึ้น  แม้ว่าเด็กบางคนจากครอบครัวเหล่านี้จะมีความสามารถสูงสมควรแก่การเข้าเรียนได้อยู่แล้ว แต่เด็กบางคนก็มีความสงสัยเช่นเดียวกับคนอื่น ๆ ว่า พวกเขาสมควรจะได้รับโอกาสเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยดัง ๆ หรือไม่  เมื่อผู้เขียนสัมภาษณ์เด็กเหล่านี้ บางคนก็ตอบว่า พวกเขาไม่ชอบการเข้าเรียนด้วยวิธีพิเศษและเกรงว่าพวกเขาจะไปแย่งที่เด็กที่มีความสามารถจริง ๆ  ส่วนเด็กบางคนจะตอบว่า การที่มหาวิทยาลัยให้โอกาสลูกของศิษย์เก่าเข้าเรียนเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผลเพราะการให้เด็กจำนวนมากจากบางกลุ่มเข้าเรียนจะส่งผลกระทบกับความเป็นปึกแผ่นของของมหาวิทยาลัย 

                 โดยทั่วไป สิ่งที่มหาวิทยาลัยกำลังทำอยู่คือ หากลูกหลานของผู้ร่ำรวยทั้งหลายไม่สามารถเข้าเรียนในฮาร์เวิร์ดได้ด้วยวิธีทั่ว ๆ ไป เด็กเหล่านี้จะถูกจัดเข้าในกลุ่มบัญชีพิเศษ หรือ “บัญชีบ๊วย” (Z list) นั่นหมายถึง พวกเขาจะสามารถเข้าเรียนได้ภายใต้เงื่อนไขพิเศษและต้องยืดเวลาไปเข้าเรียนในช่วงฤดูใบไม้ร่วงของปีต่อไป  หนังสือพิมพ์รายวันของนักศึกษาชื่อ The Harvard Crimson ชี้ว่าในปี 2002 ร้อยละ 72 ของเด็กในกลุ่มบัญชีพิเศษนี้เป็นลูกของศิษย์เก่า  การวิจัยของผู้เขียนพบว่า ลูกของกลุ่ม COUR ส่วนหนึ่งต้องยืดเวลาเข้าเรียนไปหนึ่งปี บางคนก็หันไปเรียนที่มหาวิทยาลัยอื่นก่อนหนึ่งปีแล้วจึงย้ายมาเรียนที่ฮาร์เวิร์ด  บัญชีพิเศษนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อราว 30 ปีมาแล้ว จากความพยายามของฮาร์เวิร์ดที่จะกระตุ้นให้เด็กหยุดเรียน 1 ปีก่อนที่จะเข้ามหาวิทยาลัย  การยืดเวลาไปหนึ่งปีก็มิใช่จะทำให้เด็กเสียอะไรไป เด็กที่มีคุณสมบัติไม่เพียงพอจะไม่เสียกำลังใจจากการถูกปฏิเสธและยังคงรักษาสถานะในการมีโอกาสเข้าเรียน  ฮาร์เวิร์ดอ้างว่าการทำเช่นนี้จะส่งผลให้เด็กเติบโตขึ้นและมีคุณสมบัติมากพอที่จะเข้าเรียน  ผลการเรียนของลูกสมาชิกกลุ่ม COUR และกลุ่มที่ต้องเข้าเรียนด้วยวิธีพิเศษต่าง ๆ ยังคงเป็นไปเหมือนเดิม นั่นคือ ไม่ทัดเทียมกับเด็กที่สอบเข้าเองได้ และน้อยคนนักจะสามารถจบการศึกษาโดยได้เกียรตินิยม  การที่เด็กเหล่านี้จบการศึกษาไปในระดับด้อยกว่านักศึกษาโดยทั่วไปจึงสะท้อนถึงผลการเรียนของเด็กตั้งแต่วัยเยาว์ และความพยายามที่มีน้อยกว่าเพราะพวกเขามีฐานะดีกว่าเด็กอื่น ๆ อยู่แล้วนั่นเอง

               อย่างไรก็ดี ผู้เขียนพบว่า วิธีการคัดเลือกนักเรียนเข้าโรงเรียนกฎหมายของฮาร์เวิร์ดกลับแตกต่างจากการเข้าเรียนในคณะอื่น ๆ ของฮาร์เวิร์ดและมหาวิทยาลัยดังทั่ว ๆ ไป  คณะกรรมการที่รู้จักกับผู้สมัครหรือญาติของผู้สมัครจะไม่สามารถออกเสียงเลือกนักศึกษาได้  นั่นเป็นการป้องกันมิให้เกิดความลำเอียงเพราะอาชีพทนายความมีความอ่อนไหวต่อความขัดแย้งสูง  ผู้เขียนจึงมีความเห็นว่า วิธีการหนึ่งที่จะสร้างความยุติธรรมในการคัดเลือกเด็กก็คือ แทนที่มหาวิทยาลัยจะให้สิทธิเด็กทุกคนได้พบกับกรรมการคัดเลือก มหาวิทยาลัยควรกำจัดผู้สมัครที่ไม่เข้าหลักเกณฑ์เสียตั้งแต่เริ่มต้นซึ่งอาจทำให้ลูกหลานของกลุ่มผู้บริจาคถูกกำจัดไปตั้งแต่แรกด้วยก็เป็นได้ 

                    บทที่ 2 พูดถึงวิธีการรับลูกคนรวยและวิวัฒนาการการรับนักเรียนของมหาวิทยาลัยดุ๊ค  นอกจากลูกของศิษย์เก่าจะได้รับการปรนนิบัติเป็นพิเศษแล้ว ลูกของเศรษฐีใหม่ก็ได้รับสิทธิพิเศษเช่นกัน  ผู้เขียนได้สัมภาษณ์ Jean Scott หัวหน้าแผนกรับนักศึกษาใหม่ซึ่งเล่าว่า หลังจากเข้ารับตำแหน่งเธอต้องเข้าพบกับอธิการบดีทุกปีเพื่อพิจารณาใบสมัครของนักศึกษาที่เธอต้องการจะปฏิเสธแต่กลับได้รับคำขอร้องให้พิจารณาใหม่เป็นพิเศษ  ใบสมัครเหล่านั้นเป็นของลูกหลานของผู้บริหารบริษัทที่มีอิทธิพลซึ่งคาดว่าจะบริจาคเงินหรือหาเงินบริจาคมาให้กับมหาวิทยาลัย  นักเรียนเหล่านั้นมักต้องเข้ารับการศึกษาในช่วงฤดูร้อนก่อนเปิดเรียนจริง  ยิ่งมหาวิทยาลัยมีความต้องการเงินบริจาคเพื่อใช้ในงานวิจัยเพิ่มขึ้น ยิ่งมีความจำเป็นต้องรับนักศึกษาเหล่านั้นเพิ่มขึ้น  แม้ว่ากลยุทธ์นี้จะส่งผลให้มหาวิทยาลัยแข่งขันได้อีกทั้งยังสามารถยกระดับตนเองจากอันดับที่ 25 ในปี 1980 มาเป็นอันดับที่ 16 ในปี 2005 ด้วยเงินบริจาคที่เพิ่มขึ้นเป็น 3.8 พันล้านจาก 135 ล้านเหรียญ แต่ต้นทุนของเงินคือ คุณธรรมของขบวนการรับนักศึกษา  อย่างไรก็ดี เธอสรุปว่าการรับนักเรียนที่สัญญาว่าจะให้เงินบริจาคเป็นแค่เรื่องสกปรกเล็กน้อยเพราะเด็กเหล่านั้นส่วนใหญ่มิได้มีความสัมพันธ์ใด ๆ กับมหาวิทยาลัยมาก่อน

                ถึงแม้ว่ามหาวิทยาลัยต่าง ๆ จะพากันปฏิเสธว่า ไม่เคยรับเงินกินเปล่าและมีกำแพงกั้นระหว่างการบริจาคเงินและการรับนักศึกษา แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่  เกือบทุกมหาวิทยาลัยมีการรับเงินกินเปล่าแทบทั้งนั้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งมหาวิทยาลัยดัง ๆ และมีเพิ่มขึ้นทุก ๆ ปีด้วย  ในปัจจุบันมหาวิทยาลัยทั่ว ๆ ไปก็เริ่มใช้ระบบรับนักเรียนพิเศษด้วยการโฆษณาตนเองกับผู้ปกครองที่มีฐานะดีโดยร่วมมือกับโรงเรียนมัธยม  ที่ปรึกษาของโรงเรียนจะให้คำปรึกษากับมหาวิทยาลัยว่า เด็กคนใดควรเข้าเรียน  กลยุทธ์นี้ทำให้มหาวิทยาลัยกลายเป็นสถาบันที่มีชื่อเสียงมากขึ้น และได้รับเงินบริจาคเพิ่มขึ้น

                   ส่วนค่าใช้จ่ายสำหรับการเข้าเรียนขึ้นอยู่กับสถาบัน  โดยทั่วไปแล้ว ค่าใช้จ่ายเริ่มต้นที่ 2 หมื่นเหรียญ  แต่บางมหาวิทยาลัยค่าใช้จ่ายอาจเพิ่มเป็น 5 หมื่นเหรียญพร้อมกับคำสัญญาที่จะบริจาคเพิ่ม  ส่วนมหาวิทยาลัยที่ติดอันดับ 1 ใน 25 ค่าใช้จ่ายมักไม่น้อยกว่า 1 แสนเหรียญ หากเป็นมหาวิทยาลัยที่ติดอันดับ 1 ใน 10 ค่าใช้จ่ายต้องไม่น้อยกว่า 2 แสนห้าหมื่นเหรียญถึงล้านเหรียญขึ้นไป  วิธีการที่ใช้ก็ค่อนข้างแยบยล มิใช่เสนอให้กับพนักงานโดยตรง  ผู้ปกครองที่โชคดีจะสามารถหาตัวกลางในการเจรจาโดยผ่านทางที่ปรึกษาของโรงเรียน เพื่อนของคณะกรรมการรับนักศึกษา หรือที่ปรึกษาการหาที่เรียนอิสระ  

            ผู้ที่ช่วยให้มหาวิทยาลัยดุ๊คประสบความสำเร็จเช่นทุกวันนี้คือ อธิการบดีคนปัจจุบัน  เขาถูกจ้างให้เป็นอธิการบดีเพื่อจะเปลี่ยนมหาวิทยาลัยให้เป็นสถาบันระดับชาติ  ในอดีตมหาวิทยาลัยแห่งนี้รับนักศึกษาที่มีผลการเรียนดีแต่มีฐานะปานกลางซึ่งถูกปฏิเสธจากมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ดและเยล  เขาพยายามสร้างภาพพจน์ของมหาวิทยาลัยกับโรงเรียนมัธยมที่มีนักเรียนฐานะดี อีกทั้งยังรับนักเรียนฐานะดีด้วยวิธีพิเศษแม้ว่าพวกเขาจะมีคะแนนไม่ถึงเกณฑ์ก็ตาม  นอกจากนั้น เขายังนิยมรับนักเรียนที่มีพ่อแม่ทำงานกับสำนักพิมพ์หรือเป็นบรรณาธิการนิตยสารใหญ่ ๆ เช่น ไทม์  การทำเช่นนั้นส่งผลให้มหาวิทยาลัยถูกยกระดับขึ้นเป็นสถาบันระดับชาติและระหว่างประเทศในเวลาอันรวดเร็ว  ยิ่งกว่านั้นฐานะการเงินของสถาบันก็ดีขึ้นเพราะพ่อแม่ของเด็กยินดีให้ความช่วยเหลือทางการเงินหากสถาบันยินดีที่จะรับบุตรหลานของพวกเขาที่มีคะแนนต่ำกว่าเกณฑ์เข้าศึกษาต่อเป็นการแลกเปลี่ยน 

                มหาวิทยาลัยมักอ้างว่า การรับเด็กเข้าเรียนด้วยวิธีพิเศษจะให้ประโยชน์กับสังคมเพราะเด็กเหล่านั้นสามารถนำความรู้ไปใช้ในทางที่เหมาะสม  แต่นักเศรษฐศาสตร์แย้งว่า วิธีนี้ทำให้เด็กที่มีความสามารถเสียโอกาสที่จะถีบตัวเองขึ้นสู่สถานะใหม่  เด็กที่มีความสามารถมากกว่าน่าที่จะมีโอกาสสร้างสรรค์ศิลปะ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ฯลฯ ให้กับโลกได้มากกว่าจึงน่าจะส่งผลดีกับสังคมโดยรวมได้มากกว่า

ในบทที่ 3 ผู้เขียนพูดถึงกลยุทธ์ที่มหาวิทยาลัยบราวน์ใช้ในการรับลูกของผู้มีชื่อเสียง  บราวน์เป็นแหล่งรวมของลูกผู้มีชื่อเสียง เช่น ลูกของประธานาธิบดีหลายคนทั้ง จิมมี่ คาร์เตอร์ จอห์น เคเนดี้ บิล คลินตัน ลูกของดาราและนักร้อง เช่น ริงโก้ สตาร์ จอร์จ แฮริสัน ฯลฯ ลูกหลานของผู้มีชื่อเสียงเหล่านี้น้อยคนนักจะมีผลการเรียนอยู่ในระดับเกียรตินิยมซึ่งต่างกับนักเรียนทั่ว ๆ ไปซึ่งจบการศึกษาด้วยผลการเรียนที่ยอดเยี่ยม  ในอดีตมหาวิทยาลัยนี้ก็เหมือนกับมหาวิทยาลัยอื่น ๆ จนเมื่อปี 1978 ผู้อำนวยการฝ่ายรับนักศึกษาแนะนำอธิการบดีว่า ควรทำการประชาสัมพันธ์กับนักศึกษาต่างประเทศเพราะจำนวนเด็กเกิดใหม่ของสหรัฐฯ ลดลง  อธิการบดีจึงเริ่มออกเดินสายไปตามประเทศต่าง ๆ ในยุโรปและเริ่มรับนักศึกษาที่มีฐานะดีจากต่างประเทศ

            ในปี 1969 มหาวิทยาลัยแห่งนี้เริ่มเป็นที่ดึงดูดลูกหลานของผู้มีอิทธิพลเพราะได้เลิกหลักสูตรหลัก เช่น คณิตศาสตร์ และเปิดโอกาสให้นักศึกษาเลือกเรียนตามที่ตนเองถนัด  ลูกหลานของผู้มีอิทธ

Rating: 5 stars

Tags: , , ,

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • Twitter
  • RSS

Comments are closed.

+(reset)-

Ratings Plugin created by Cheap Web Hosting - Powered by Attache Case and VLC Player Download.