You are here: Home > Science & Envi > Beyond Oil / เมื่อน้ำมันหมด

Beyond Oil / เมื่อน้ำมันหมด

(โดย พญ. นภาพร ลิมป์ปิยากร)

             ในราว 3 เดือนที่ผ่านมาเมื่อน้ำมันลดราคาลงเหลือประมาณลิตรละ 25 บาท คนไทยส่วนใหญ่คาดว่าราคาน้ำมันจะไม่กลับมาแตะลิตรละ 30 บาทอีก  ทั้งนี้เพราะสถานการณ์โลกเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ สหรัฐอเมริกายังไม่มีวี่แววว่าจะบุกอิหร่านเนื่องจากชาวอเมริกันและประเทศส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย  ตามธรรมดาทุกครั้งที่ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นไป นักวิเคราะห์มักอ้างสถานการณ์โลก การเก็งกำไรจากกองทุน หรือมีภัยพิบัติเกิดขึ้นกับแหล่งน้ำมัน  แต่ Kenneth S. Deffeyes ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยพรินซตันผู้เขียน Beyond Oil: The View from Hubbert’s Peak กลับมีความเห็นต่างออกไป  หนังสือขนาด 200 หน้าซึ่งพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี ค. ศ. 2005 เล่มนี้จะบอกว่า แท้ที่จริงแล้วการที่ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นเรื่อย ๆ ไม่น่าจะมาจากสาเหตุอย่างที่นักวิเคราะห์กล่าวอ้างเท่านั้น  สาเหตุที่สำคัญกว่าน่าจะมาจากปริมาณน้ำมันสำรองโลกเริ่มลดลงจนกระทั่งปริมาณการผลิตในแต่ละวันเพิ่มขึ้นไม่ได้อีกต่อไป  และเมื่อเหตุการณ์เป็นดังที่เขาคาดมวลมนุษยชาติจะฝากความหวังไว้กับแหล่งพลังงานใดได้บ้างในอนาคต

                ในบทนำ ผู้เขียนพูดถึงปัญหาหนักหนาสาหัสที่มนุษย์เรากำลังจะต้องเผชิญ นั่นคือ ปริมาณการผลิตน้ำมันจะหยุดเพิ่มขึ้นแล้วเริ่มลดลงเป็นครั้งแรกนับจากยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม  เมื่อปี 1969 M. King Hubbert นักธรณีวิทยาชาวอเมริกันได้คาดการณ์ไว้ว่าปริมาณน้ำมันสำรองของโลกน่าจะอยู่ที่ 2.1 ล้านล้านบาร์เรลและปริมาณการผลิตจะขึ้นถึงจุดสูงสุดในปี 2000  ส่วนปริมาณการผลิตของสหรัฐฯ จะขึ้นถึงจุดสูงสุดในปี 1970  ผู้เขียนเริ่มให้ความสนใจต่อปัญหาการแสวงหาน้ำมันตั้งแต่ปี 1958 เมื่อเขาเริ่มทำงานกับห้องวิจัยของบริษัทเชลล์ในเมืองฮุสตัน ทั้งนี้เพราะเขาสังเกตว่าบริษัทต่าง ๆ ในวงการน้ำมันดูเหมือนจะเก็บสะสมเงินสดไว้มากผิดปกติและมีการซื้อหุ้นคืน ทั้ง ๆ ที่ราคาน้ำมันและความต้องการก็เพิ่มสูงขึ้น  เขาจึงเริ่มสงสัยว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่มนุษย์เราได้ค้นพบน้ำหมดแล้ว หรือการขุดเพิ่มขึ้นไม่ทำให้ได้ผลผลิตและกำไรเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด  หากเป็นเช่นนั้นจริงมนุษย์เราน่าที่จะหาแหล่งพลังงานทดแทนอย่างจริงจังมาตั้งแต่ 15 ปีก่อนโน้นแล้วหรือไม่  และโอกาสนั้นได้หลุดลอยไปแล้วอย่างน่าเสียดายใช่หรือไม่  

            บทที่ 1 พูดถึงเหตุที่ทำให้เราต้องมองไปให้ไกลกว่าแค่ปัญหาน้ำมันหมด  ผู้เขียนคาดว่า วันที่ 24 พฤศจิกายน 2005 อันเป็นวันขอบคุณพระเจ้า (Thanksgiving Day) น่าที่จะเป็นวันที่ปริมาณการผลิตน้ำมันขึ้นถึงจุดสูงสุด  หลังจากนั้นปริมาณการผลิตจะลดลงเรื่อย ๆ โดยลดลงทีละน้อยในระยะแรกและลดลงอย่างรวดเร็วในภายหลัง  สาเหตุที่เขาคาดการณ์ไว้เช่นนั้นเพราะปริมาณการผลิตน้ำมันในปี 2003 เพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 3 เมื่อเทียบกับปี 1998 หรือเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 0.6 ต่อปีเท่านั้น  ยิ่งเมื่อเขาใช้สมการของ Hubbert ซึ่งคิดค้นไว้ตั้งแต่ปี 1956 คาดการณ์การผลิตน้ำมันในสหรัฐฯ เขาพบว่ามันแตกต่างจากกลุ่มผู้มองโลกในแง่ดีที่คำนวณด้วยวิธีของสำนักงานธรณีวิทยาของสหรัฐฯ ซึ่งคาดว่าปริมาณการผลิตจะไม่ขึ้นถึงจุดสูงสุดจนถึงปี 2036

            ประวัติของน้ำมันในยุคนี้เริ่มขึ้นในปี 1910 เมื่อบ่อน้ำมันชื่อ Spindle Top ในรัฐเทกซัสของสหรัฐอเมริกาถูกขุดขึ้นมาใช้เป็นครั้งแรกและนับเป็นจุดเริ่มต้นของอุตสาหกรรมปิโตรเลียมโลกเพราะจากวันนั้นมาวิถีชีวิตของมนุษย์เราก็เปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางหรือสิ่งของต่าง ๆ ที่เราผลิตขึ้นล้วนต้องพึ่งพาน้ำมันทั้งสิ้น  เมื่อนักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ให้ข่าวว่า ปริมาณการผลิตน้ำมันของโลกเริ่มหยุดเพิ่มขึ้นและคาดว่าจะลดลง มันจึงเป็นข่าวร้าย  ธรรมชาติของมนุษย์เรามักไม่ชอบฟังข่าวร้ายและหวังว่าข่าวร้ายนั้นจะหายไปในเร็ววัน  แต่ข่าวร้ายเกี่ยวกับปริมาณการผลิตน้ำมันนี้คงจะไม่มีทางหายไปแน่  ทั้งนี้เพราะเมื่อใดที่เราสามารถปรับตัวได้จนรู้สึกคุ้นกับปริมาณการผลิตที่ลดลงถึงจุดหนึ่ง ระดับของการผลิตก็จะลดลงไปอีก

            บทที่ 2 พูดถึงกำเนิดน้ำมันตามอ่าวด้านในบริเวณไหล่ของมหาสมุทร เช่น ทะเลดำ ที่มีการไหลวนของน้ำนำเอาน้ำทะเลจากบริเวณที่ตื้นซึ่งมีสารอาหารมากออกไปยังส่วนลึกของมหาสมุทร  เมื่อเหตุการณ์เช่นนี้เกิดซ้ำไปซ้ำมาเป็นพัน ๆ ปี ใต้มหาสมุทรจึงมีสารอินทรีย์ตกตะกอนอยู่เป็นจำนวนมาก  เนื่องจากเมื่อก่อนบริเวณนั้นขาดออกซิเจน สารอินทรีย์ที่ถูกฝังอยู่ในหินที่ระดับเกินกว่า 7,500 ฟุตจึงเกิดการแตกตัวเป็นโมเลกุลที่มีขนาด 5-20 อะตอมเรียกว่า น้ำมันดิบ

            น้ำมันถูกกักอยู่ในหิน 3 ชนิดด้วยกันคือ หินทรายซึ่งมีน้ำมันถึงครึ่งหนึ่ง  ส่วนอีกครึ่งอยู่ในหินปูนและหินที่มีแร่แคลเซียมแมกนีเซียมคาร์บอเนตโดยมันจะไหลผ่านไปมาระหว่างรูที่เชื่อมกันอยู่ในหิน น้ำมันหนึ่งหยดใช้เวลากว่าร้อยล้านปีในการก่อตัวซึ่งตรงกับยุคไดโนเสาร์

            เนื่องจากแหล่งน้ำมันมีทั้งในทะเลและบนดิน การสำรวจจึงต้องใช้วิธีต่างกัน  วิธีสำรวจน้ำมันในทะเลจะใช้การสะท้อนแบบแผ่นดินไหวซึ่งใช้ครั้งแรกที่รัฐโอคลาโฮมาเมื่อปี 1922  ส่วนการสำรวจน้ำมันบนแผ่นดินจะใช้เครื่องสั่นสะเทือนที่ตั้งไว้บนรถบรรทุกซึ่งมีต้นทุนสูงกว่าเป็นสิบเท่าแม้ในปัจจุบันจะใช้คอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยแล้วก็ตาม 

              โดยทั่วไปนั้น การดูดน้ำมันออกมาจากแหล่งในรอบแรกจะได้น้ำมันออกมาน้อยกว่าหนึ่งในสี่ของที่มีอยู่ในแหล่งนั้น ๆ  หลังจากการดูดครั้งที่สองแล้วน้ำมันกว่าครึ่งก็ยังคงเหลืออยู่  เทคนิคที่ช่วยให้ดูดน้ำมันออกมาได้เพิ่มขึ้นคือ การฉีดน้ำลงไปยังบ่อข้าง ๆ หรือการอัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงไปเพื่อให้น้ำมันที่เหลืออยู่ในแหล่งกลับไหลขึ้นมาสู่ปากบ่ออีกครั้ง  แต่นั่นก็ยังคงสูบน้ำมันขึ้นมาได้เพียงอีกส่วนหนึ่งเท่านั้น ทั้งนี้เพราะการสร้างแหล่งผลิตก๊าซชนิดนี้ข้าง ๆ บ่อน้ำมันยังมีต้นทุนสูง อีกทั้งยังก่อให้เกิดมลพิษจำนวนมากเพราะต้องเผาถ่านหินเพื่อผลิตก๊าซ  ถึงแม้ว่านักวิทยาศาสตร์จะสามารถคิดค้นหัวเจาะที่แข็งกว่าเดิม หรือใช้ท่อที่มีคุณสมบัติที่ดีกว่าเดิม แต่เทคนิคทั้งหมดนี้กลับไม่สามารถที่จะทำให้สามารถดูดเอาน้ำมันออกจากแหล่งจนหยดสุดท้ายได้  ดังนั้นหลังปี 2000 บ่อน้ำมันหลายแห่งจึงต้องปิดตัวลง  ผู้เขียนคาดว่าน้ำมันที่ยังเหลืออยู่ในแหล่งต่าง ๆ ซึ่งมีอยู่น้อยลงเรื่อย ๆ อาจนับรวมเข้าไปเป็นปริมาณน้ำมันสำรองได้ แต่มันก็จะไม่ช่วยเพิ่มปริมาณการผลิตเพราะเราไม่สามารถนำขึ้นมาใช้ได้จนหมดด้วยเทคโนโลยีที่เรามีอยู่ในปัจจุบัน

            ส่วนสิทธิในการขุดเจาะน้ำมันนั้น แต่ละประเทศมีนโยบายไม่เหมือนกัน  ในปัจจุบันสิทธิในการขุดเจาะของประเทศส่วนใหญ่มักเป็นของรัฐ เช่น เวเนซุเอลา อิหร่าน อิรัก ซาอุดีอาระเบีย ฯลฯ  รัฐบาลของประเทศเหล่านี้มักตั้งบริษัทของตนเองเพื่อบริหารผลประโยชน์ที่ได้จากน้ำมัน ยกเว้นสหรัฐอเมริกาซึ่งสิทธิในการขุดเจาะกลับเป็นของเอกชนหากเอกชนเป็นเจ้าของพื้นที่  อย่างไรก็ดีหากแหล่งน้ำมันอยู่ในทะเล สิทธิยังคงเป็นของรัฐบาลท้องถิ่นและของรัฐบาลกลางโดยใช้ระยะห่างจากฝั่งเป็นจุดแบ่ง

               ปกติราคาของสินค้าจะถูกกำหนดโดยอุปสงค์และอุปทานซึ่งในกรณีของน้ำมันก็เช่นเดียวกัน  แต่ในอดีตอิทธิพลด้านอุปสงค์จะมีผลต่อราคาน้ำมันมากกว่า ทั้งนี้เพราะราคาน้ำมันถูกกำหนดโดยกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลก (โอเปก)  โอเปกจะรักษาระดับราคาน้ำมันให้อยู่ที่ 22-28 เหรียญต่อบาร์เรลด้วยการปรับกำลังการผลิต  หากราคาน้ำมันสูงกว่าบาร์เรลละ 28 เหรียญ โอเปกมักจะเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อให้ราคาน้ำมันลดลง  แต่เมื่อการผลิตของกลุ่มโอเปกซึ่งได้ขึ้นไปถึงจุดสูงสุดแล้วตั้งแต่ปี 2002 ทำให้ราคาน้ำมันขึ้นไปถึงบาร์เรลละ 33 เหรียญเมื่อปี 2004 โอเปกกลับลดกำลังการผลิตลง นั่นหมายความว่า โอเปกไม่สามารถที่จะควบคุมราคาน้ำมันด้วยกำลังการผลิตของตนเองได้อีกต่อไปแล้ว  ผู้เชี่ยวชาญจึงมีความเห็นตรงกันว่านับจากนี้ไปประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกจะต้องเผชิญหน้ากับราคาน้ำมันที่เปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงและรวดเร็วอันเป็นการเปลี่ยนไปตามอิทธิพลด้านอุปสงค์นั่นเอง

                 บทที่ 3 พูดถึงวิธีคำนวณการผลิตน้ำมันของ M. King Hubbert  นักวิเคราะห์หลายคนมีความเห็นตรงกันว่าต้องมีอะไรซ่อนอยู่ในสมการทางคณิตศาสตร์ของ Hubbert อย่างแน่นอน  หลังจากผู้เขียนศึกษางานของ Hubbert อย่างละเอียดละออก็เข้าใจที่มาของสมการนั้นและทราบว่า เขานำข้อมูลการผลิตน้ำมันของสหรัฐอเมริกามาเป็นฐานในการคิดสมการ  ผู้เขียนได้นำข้อมูลของปริมาณการผลิตน้ำมันสะสมกับสัดส่วนระหว่างการผลิตรายปีต่อการผลิตสะสมมาบรรจุลงบนกราฟและพบว่ามันเป็นเส้นตรงหลังจากปี 1958  ที่เป็นเช่นนั้นเพราะกำลังการผลิตสะสมย่อมเพิ่มขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป  เส้นตรงเส้นนี้จะตัดกับเส้นตามแนวนอนที่ 2.28 แสนล้านบาร์เรลอันเป็นจุดที่น้ำมันหยดสุดท้ายของสหรัฐอเมริกาถูกดูดขึ้นมาใช้นั่นเอง  ข้อมูลนี้แตกต่างจากที่สำนักงานทรัพยากรธรณีอเมริกันคำนวณไว้ซึ่งได้แก่สหรัฐฯ มีน้ำมันสำรองสูงถึง 3.62 แสนล้านบาร์เรล  นั่นหมายความว่า เส้นตรงเส้นนี้มีการหันหัวกลับ หรือไม่สหรัฐฯ ก็ได้นับเอาน้ำมันสำรองของอิรักเป็นของตัวแล้ว

            นอกจากสมการของ Hubbert แล้วการใช้วิธีที่มีชื่อว่า Logistic Curve ของ Pierre Francois Verhulst ชาวเบลเยียมซึ่งเป็นกราฟเช่นกันก็เป็นการคำนวณปริมาณการผลิตที่สำคัญอีกแบบหนึ่ง  กราฟนี้จะเป็นรูประฆังคว่ำซึ่งสมมาตรกันทั้งสองข้างโดยมีพื้นที่ใต้กราฟเป็นปริมาณ  ปีที่ผลิตได้ปริมาณสูงสุดเกิดขึ้นเมื่อพื้นที่ใต้กราฟขึ้นถึงครึ่งหนึ่งของพื้นที่ทั้งหมด  กราฟนี้คำนวณได้ว่าปริมาณการผลิตของสหรัฐอเมริกาจะขึ้นถึงจุดสูงสุดในปี 1976  แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงคือ ปริมาณการผลิตของสหรัฐฯ ขึ้นไปถึงจุดสูงสุดแล้วตั้งแต่ปี 1970 โดยสหรัฐฯ มีกำลังการผลิตสะสมที่ 1 แสนล้านบาร์เรลในปี 1972  จากการคำนวณโดยกราฟนี้ ปริมาณการผลิตน้ำมันของโลกจะขึ้นถึงจุดสูงสุดในปี 2005  นอกจากนั้นผลการวิเคราะห์จากการใช้กราฟพบว่า ราคาน้ำมันมีผลต่อการผลิตบ้างแต่ไม่มากนัก

            เป็นที่ทราบกันดีว่า การผลิตน้ำมันเป็นขั้นตอนสุดท้ายของห่วงโซ่อุปทานซึ่งเริ่มจากการค้นหาแหล่งน้ำมัน  หลังการเริ่มขุดเจาะหลุมแรกอาจมีหลุมอื่น ๆ ใหญ่น้อยตามมาจนกระทั่งย่านนั้นกลายเป็นแหล่งน้ำมันขนาดใหญ่  ปริมาณน้ำมันสำรองจากแหล่งต่าง ๆ จะถูกรวมเข้าด้วยกันเป็นปริมาณน้ำมันสำรองของประเทศและของโลก  บทความของ Hubbert ในปี 1962 ใช้คำว่าค้นพบ (discovery) ซึ่งหมายถึงปริมาณน้ำมันสะสมที่พบในแต่ละปีรวมกับปริมาณน้ำมันสำรองของปีนั้น ๆ  วิธีการวิเคราะห์การค้นพบเป็นเช่นเดียวกันกับการผลิตคือ การบรรจุข้อมูลของการค้นพบสะสมตามแนวนอนและการค้นพบในแต่ละปีหารด้วยการค้นพบสะสมในแนวตั้ง  ผลจากการคำนวณด้วยคอมพิวเตอร์จะพบว่า โลกได้ผ่านจุดสูงสุดของการค้นพบไปแล้วตั้งแต่ปี 1977

            วิธีการนับจำนวนบาร์เรลที่คาดว่าจะค้นพบจากแหล่งน้ำมันใหม่ ๆ คือ การสร้างกราฟระหว่างจำนวนน้ำมันสะสมในแนวนอนกับสัดส่วนของจำนวนที่พบต่อจำนวนสะสมในแนวตั้ง  จากกราฟจะพบว่า ปริมาณน้ำมันที่คาดว่าจะพบคือ 2.013 ล้านล้านบาร์เรล  แต่ในปี 1965 โลกได้ค้นพบแหล่งน้ำมันไปแล้วถึงร้อยละ  94  ดังนั้น หากดูตัวเลขทั้งหมดจะพบว่า ปริมาณน้ำมันที่พบและที่ผลิตจะเท่ากันที่ 2.013 ล้านล้านบาร์เรลโดยการค้นพบแหล่งใหม่ ๆ จะขึ้นถึงสุดสูงสุดที่ปี 1964  ส่วนปริมาณน้ำมันที่พบจะขึ้นถึงจุดสูงสุดที่ปี 1978 และปริมาณการผลิตจะขึ้นถึงจุดสูงสุดในปี 2005 

             บทที่ 4 เป็นเรื่องเกี่ยวกับก๊าซธรรมชาติ  การค้นพบก๊าซธรรมชาติก็เป็นเช่นเดียวกันกับการค้นพบน้ำมันเพียงแต่หน่วยนับต่างกันเท่านั้น นั่นคือ ก๊าซธรรมชาติจะค้นพบที่ระดับความลึกมากกว่า 15,000 ฟุต และมีขนาดเพียง 1 อะตอมเท่านั้น หรือที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่ามีเทน (CH4)  แต่การผลิตก๊าซธรรมชาติและน้ำมันมีความต่างกันบ้างคือ การผลิตก๊าซไม่จำเป็นต้องมีปั้ม มีเพียงท่อและลิ้นปิดเปิดเท่านั้น  ต้นทุนของการเชื่อมท่อจึงเป็นต้นทุนที่สำคัญที่สุด  หากแหล่งใดมีปริมาณก๊าซเพียงเล็กน้อย ค่าใช้จ่ายในการเชื่อมท่อจะสูงกว่าปริมาณก๊าซที่ดึงออกมาใช้ได้  โดยทั่วไปแล้วก๊าซเป็นผลพลอยได้จากการผลิตน้ำมัน  ยิ่งผลิตน้ำมันมากเท่าใดก็ยิ่งได้ก๊าซธรรมชาติมากขึ้นเท่านั้นส่งผลให้ราคาของก๊าซลดลงเหลือเพียง 3-7 เซนต์ต่อ 1 พันลูกบาศก์ฟุตเท่านั้น  แหล่งน้ำมันบางแห่งมีปริมาณก๊าซธรรมชาติมากกว่าน้ำมัน  แหล่งนั้น ๆ จึงสามารถแยกกันผลิตระหว่างน้ำมันและก๊าซได้โดยอาจทำการเจาะลงไปเฉพาะระดับที่มีน้ำมันเท่านั้น

            แหล่งก๊าซธรรมชาติที่พบมากของสหรัฐอเมริกาคือ ทางตะวันตกของรัฐนิวยอร์กและรัฐเพนซิลวาเนียซึ่งเป็นแนวขนานไปกับชายฝั่งทะเลจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือไปถึงทิศตะวันตกเฉียงใต้  การขุดเจาะก๊าซจากแหล่งแบบนี้ไม่ยากนักหากสามารถกำหนดตำแหน่งที่ถูกต้องได้  อย่างไรก็ดี เมื่อความต้องการก๊าซเพิ่มขึ้น การค้นหาแหล่งก๊าซที่มิใช่แหล่งแบบเดิม ๆ เพิ่มขึ้นตามไปด้วย  ก๊าซที่เป็นที่นิยมคือ ก๊าซในบึง (Swamp Gas) ซึ่งเป็นแหล่งที่มีก๊าซมีเทนที่เกิดจากการผลิตของแบคทีเรีย ณ อุณหภูมิปกติโดยอาศัยรากหญ้า  แหล่งก๊าซชนิดนี้ที่ได้รับการศึกษามากที่สุดอยู่ที่รัฐมอนทานาและในจังหวัดอัลเบอร์ตาของแคนาดา  แต่ปริมาณของก๊าซกลับมีไม่มากพอที่จะดึงดูดการลงทุน  อย่างไรก็ดี การที่แหล่งก๊าซประเภทนี้อยู่ตื้นและมีต้นทุนต่ำในการดึงออกมาใช้กำลังทำให้มันเป็นที่สนใจของประเทศกำลังพัฒนา 

            นอกจากนั้นยังมีก๊าซในอ่าง (Basin-Center Gas) ซึ่งอยู่ในรูระหว่างหินบางชั้น  แหล่งที่พบหินเหล่านี้คือ รัฐนิวยอร์ก เพนซิลวาเนีย เทนเนสซี  ทางตะวันตกเฉียงใต้ของรัฐไวโอมิงและทิศตะวันตกเฉียงเหนือของรัฐนิวเม็กซิโก  แต่แหล่งเหล่านี้กลับเป็นแหล่งที่ไม่น่าสนใจเพราะการดึงก๊าซออกมาใช้ทำได้ค่อนข้างยาก  รัฐจึงต้องให้ความช่วยเหลือด้วยการเพิ่มแรงจูงใจทางด้านภาษีกับแหล่งที่ผลิตได้น้อยกว่า 9,000 ลูกบาศก์ฟุตต่อวันเพื่อให้นักลงทุนยอมลงทุนดึงก๊าซเหล่านี้ออกมาใช้เพราะความต้องการของประชาชนเพิ่มสูงขึ้น  ความต้องการผลตอบแทนในการลงทุนสำหรับการขุดเจาะหาแหล่งใหม่ ๆ มักอยู่ที่ร้อยละ 10-15  โดยทั่วไปแล้วร้อยละ 75 ของการค้นหาจะพบหลุมเปล่า  ร้อยละ 18 พบหนึ่งพันล้านลูกบาศก์ฟุต ร้อยละ 5 พบสิบล้านลูกบาศก์ฟุต และเพียงร้อยละ 2 เท่านั้นที่มีโอกาสพบกว่าแสนล้านลูกบาศก์ฟุต  แหล่งก๊าซประเภทนี้ให้ปริมาณก๊าซเพียงเล็กน้อยจึงไม่เหมาะกับการผลิตในเชิงการค้าและไม่น่าที่จะเป็นหนทางในการแก้ปัญหาในสถานการณ์ที่โลกกำลังขาดแคลนพลังงาน  ยิ่งไปกว่านั้นผลตอบแทนในการลงทุนยังต่ำใกล้เคียงกับการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลเท่านั้น  แต่การลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลไม่มีความเสี่ยง

           ในอดีตการผลิตไฟฟ้าโดยใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเรื่องผิดกฎหมายเพราะก๊าซเป็นสินค้าที่มีราคาแพง  แต่หลังจากการระเบิดของโรงงานไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์และเมื่อต้นทุนในการผลิตก๊าซลดลงมาก สหรัฐอเมริกาใช้ก๊าซในการผลิตกระแสไฟฟ้าถึงร้อยละ 24 ใช้ในอุตสาหกรรมร้อยละ 35 ใช้ในการทำความร้อนให้กับอาคารและที่อยู่อาศัยร้อยละ 16 และ 25 ตามลำดับ ทำให้การบริโภคก๊าซเฉลี่ยวันละ 6 หมึ่นล้านลูกบาศก์ฟุตในปัจจุบัน

              ก๊าซธรรมชาติเป็นที่นิยมสำหรับผู้ขับขี่รถยนต์เพราะมันเกิดคาร์บอนไดออกไซด์น้อยกว่าน้ำมัน   แต่ปัญหาก็คือ ไม่มีปั้มก๊าซธรรมชาติ  บริษัทฮอนด้าจึงผลิตเครื่องอัดก๊าซตามบ้านขึ้น  สินค้านี้เป็นที่นิยมมากอยู่ระยะหนึ่งเพราะมันมีต้นทุนต่ำและทำให้ชาวอเมริกันสามารถเลี่ยงภาษีน้ำมันได้ไปในตัว  ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อความต้องการก๊าซเพิ่มสูงขึ้นมากในฤดูหนาวของปี 2002-3 ส่งผลให้ปริมาณก๊าซสำรองของสหรัฐฯ ลดต่ำลง  บ้านที่ไม่จ่ายเงินค่าก๊าซธรรมชาติจึงถูกตัดท่อก๊าซ  ผู้เขียนสรุปว่าก๊าซธรรมชาติเป็นที่ต้องการมากขึ้น  หากสหรัฐฯ ต้องการรักษาระดับการผลิตก๊าซเช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน จำนวนบ่อที่จะต้องขุดเจาะจะต้องเพิ่มขึ้นทุก ๆ ปี  ทั้งนี้เพราะบ่อในปัจจุบันจะมีอายุใช้งานลดลงเรื่อย ๆ

            บทที่ 5 เป็นเรื่องของถ่านหินซึ่งเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญที่สุดในแง่ของจำนวนและราคาเพราะมันมีจำนวนมากและราคาถูกจนนักวิทยาศาสตร์คาดว่ามันสามารถที่จะเป็นแหล่งพลังงานได้อีกหลายร้อยปี  แต่มันกลับเป็นแหล่งพลังงานที่เลวในแง่สิ่งแวดล้อมเพราะมันก่อให้เกิดมลพิษ ฝนกรด ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และสารปรอท  ยิ่งเมื่อถ่านหินที่ถูกเผาไหม้ผสมรวมกับไอน้ำมันด้วยแล้ว มันจะทำให้เกิดส่วนผสมระหว่างน้ำและก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ซึ่งเป็นก๊าซที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพมาก

            ค่าใช้จ่ายในการขนย้ายถ่านหินที่ถูกที่สุดคือการขนทางน้ำ  อย่างไรก็ดีการขนย้ายด้วยวิธีนี้ยังคงมีต้นทุน  ฉะนั้นจึงเกิดการตั้งโรงไฟฟ้า ณ เหมืองถ่านหินขึ้นเพื่อลดต้นทุน แต่มันก็ทำให้ปริมาณมลพิษในบริเวณนั้นเพิ่มสูงขึ้นจนก่อให้เกิดข้อถกเถียงว่า ควรให้มีมลพิษกระจายอยู่ทั่วไปแห่งละเล็กละน้อย หรือให้มีมลพิษกระจุกตัวอยู่เพียงที่ใดที่หนึ่งแต่มีปริมาณมากกันแน่  ผู้เขียนมีความเห็นว่าเมื่อโลกมีปริมาณน้ำมันลดลง เราจึงควรสงวนน้ำมันไว้เพื่อใช้ในการบินเพียงอย่างเดียว ใช้ก๊าซธรรมชาติในการขับเคลื่อนรถยนต์ แล้วหันมาใช้พลังงานไฟฟ้าจากถ่านหินแทนที่ก๊าซธรรมชาติแม้ว่าปัญหาเรื่องมลพิษจากถ่านหินยังคงเป็นที่ถกเถียงกันและยังไม่สามารถแก้ไขได้ก็ตาม

            บทที่ 6 เป็นเรื่องของทรายยางมะตอย (Tar Sand) ซึ่งเป็นสิ่งที่รู้จักกันมาแต่โบราณเพราะมันเป็นสารที่ใช้ยาเรือของโนอาห์ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ล และใช้ในการทำมัมมี่ของชาวอียิปต์  แม้ว่าทรายยางมะตอยจะพบได้ใน 30 กว่าประเทศทั่วโลก แต่แหล่งใหญ่มีเพียงสองแห่งเท่านั้นคือ ในจังหวัดอัลเบอร์ตาของแคนาดาและทางเหนือของแม่น้ำโอริโนโคในเวเนซุเอลา  อย่างไรก็ดี น้ำมันจากแหล่งประเภทนี้มีความหนืดสูงเกินกว่าที่จะไหลไปตามท่อได้  ทางแก้ไขได้แก่การผสมน้ำมันนี้กับน้ำมันที่เบากว่า  แต่น้ำมันที่เบากว่ากลับมีแหล่งกำเนิดที่ห่างไกล  ฉะนั้นหากต้องการจะผลิตน้ำมันจากทรายยางมะตอยก็จะต้องตั้งโรงกลั่น ณ แหล่งกำเนิดของมันเพื่อทำให้มันไหลไปตามท่อได้  การผลิตน้ำมันจากแหล่งนี้ใช้เทคนิคที่เรียกว่า Cyclic Steam Stimulation นั่นคือ อัดไอน้ำลงไปในบ่อประมาณ 1 สัปดาห์เพื่อให้ไอน้ำนั้นบ่มน้ำมันก่อนเป็นเวลา 1 สัปดาห์แล้วดูดน้ำมันออกมาจากบ่อ  แม้ว่าบ่อชนิดนี้จะให้น้ำมันเพียงร้อยละ 20 แต่ยังคงคุ้มค่าเพราะบ่อมีขนาดใหญ่มากและส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อย

                บ่อทรายมะตอยแรกอยู่ในบริเวณแม่น้ำเอธาบาสกาในแคนาดา  น้ำมันจากบ่อนี้อยู่ ณ ระดับความลึกเพียงแค่ 200 ฟุตเท่านั้น  การนำออกมาใช้จึงคล้ายกับบ่อน้ำมันที่ขุดกันอยู่ทั่วไป  ในปัจจุบันบริษัทเชลล์ได้เข้าไปลงทุนผลิตน้ำมันจากแหล่งนี้แล้ว  ในปี 2004 น้ำมันที่ผลิตขึ้นจากแหล่งประเภทนี้คิดเป็นร้อยละ 33 ของน้ำมันที่ผลิตขึ้นทั้งหมดในแคนาดา  นักวิทยาศาสตร์คาดว่าแหล่งประเภทนี้จะมีน้ำมันมากถึง 1 ล้านล้านบาร์เรล  อย่างไรก็ตามการผลิตในปริมาณมากขึ้นไปอีกคงยากที่จะทำได้เพราะ 1) การผลิตจากแหล่งประเภทนี้ต้องอาศัยก๊าซธรรมชาติเป็นปัจจัยในการผลิต  2) น้ำซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตอีกชนิดหนึ่งไม่สามารถหาได้ในปริมาณมากในบริเวณใกล้ ๆ  3) หากต้องการผลิตเพิ่มมากขึ้นต้องใช้เงินลงทุนอีกถึง 2-5 พันล้านเหรียญซึ่งมากเสียจนกระทั่งบริษัทยักษ์ใหญ่สองแห่งชะลอการลงทุนไปแล้ว และ 4) แหล่งนี้ขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานทั้งทางด้านกายภาพและบุคลากรโดยเฉพาะอย่างยิ่งวิศวกร

            แหล่งน้ำมันประเภทนี้ที่แม่น้ำโอริโนโคในประเทศเวเนซุเอลามีน้ำมันประมาณ 1.2 ล้านล้านบาร์เรล  ทว่าในปี 1999 ผลิตได้เพียง 54,000 บาร์เรลต่อวันเท่านั้น  บ่อที่นี่ง่ายต่อการขุดเจาะเพราะอากาศที่อบอุ่นกว่าบ่อในแคนาดาจึงมีโครงการที่จะเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 5 แสนบาร์เรลต่อวัน แต่ก็ยังติดขัดเรื่องปัญหาการเมืองภายในประเทศ  น้ำมันที่ได้จากแหล่งนี้มีสภาพเหมือนน้ำมันจากแหล่งในแคนาดา นั่นคือ เป็นน้ำมันหนักจึงต้องผ่านกระบวนการทำให้มันกลายเป็นน้ำมันเบา  แม้ว่าน้ำมันจากทรายยางมะตอยจะมีปริมาณสูงถึงร้อยละ 8 ของปริมาณการผลิตทั้งหมดซึ่งจะทำให้ปริมาณการผลิตขึ้นถึงจุดสูงสุดช้าลงและกระบวนการผลิตยังต้องอาศัยพลังงานชนิดอื่น ๆ แต่ผู้เขียนสรุปว่าแหล่งนี้ยังน่าจะเป็นความหวังสำหรับอนาคตได้

               บทที่ 7 พูดถึงหินน้ำมัน (Oil Shale) ซึ่งเป็นหินที่ไม่มีความเก่าแก่พอที่จะเป็นน้ำมันดิบปิโตรเลียมได้  เนื่องจากหินชนิดนี้ 1 ตันสามารถผลิตน้ำมันได้ถึง 1 บาร์เรล จึงทำให้บริษัทหลายแห่งพยายามที่จะผลิตน้ำมันจากแหล่งประเภทนี้  อย่างไรก็ตามความพยายามกลับล้มเหลว  แหล่งใหญ่ของหินน้ำมันอยู่ที่เอสโตเนียและแม่น้ำเขียวในรัฐไวโอมิงและยูทาห์ของสหรัฐอเมริกา  อันที่จริงแหล่งประเภทนี้เคยเป็นที่ผลิตน้ำมันมาก่อน แต่เมื่อมนุษย์เราพบแหล่งน้ำมันอื่นที่สามารถผลิตได้ง่ายกว่า แหล่งเหล่านี้จึงถูกละทิ้งไป 

                 เมื่อโลกต้องเผชิญหน้ากับการขาดแคลนน้ำมัน แหล่งประเภทนี้จึงกลับมาได้รับความสนใจอีกคำรบหนึ่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งแหล่งที่แม่น้ำเขียวซึ่งมีขนาดใหญ่มากและมีปริมาณถึงร้อยละ 60 ของหินน้ำมันของโลก  หากแหล่งนี้ได้รับความร้อน ปริมาณน้ำมันที่ผลิตขึ้นอาจมากกว่าปริมาณน้ำมันที่ผลิตขึ้นจากตะวันออกกลางเลยทีเดียว  ยิ่งกว่านั้นแม่น้ำสายนี้ยังมีสารเคมีถึง 9 ชนิดที่ไม่พบในบริเวณอื่นใดของโลกเลย บริเวณนี้จึงน่าจะมีลักษณะพิเศษแตกต่างจากบริเวณอื่น ๆ ของโลก

            โดยทั่วไปแล้ว แหล่งหินน้ำมันมักมีต้นกำเนิดมาจากสิ่งแวดล้อมที่เคยเป็นมหาสมุทรมาก่อน  หากแหล่งน้ำมันนั้น ๆ ที่ไม่เคยเป็นแหล่งน้ำมาก่อน น้ำมันที่พบจะมีเปอร์เซ็นต์ของโมเลกุลไฮโดรคาร์บอนขนาดใหญ่มากกว่าและเป็นเส้นตรงซึ่งแตกต่างจากแหล่งน้ำมันที่เคยเป็นแหล่งน้ำมาก่อน โมเลกุลประเภทนี้จะทำให้เกิดการตกผลึกที่อุณหภูมิห้อง  ปรากฏการณ์นี้ได้รับการยืนยันจากนักวิทยาศาสตร์จีนซึ่งไปเยี่ยมชมซากสัตว์มีชีวิตของทะเลสาบแม่น้ำเขียว  เขาบอกกับนักธรณีวิทยาปิโตรเลียมชาวอเมริกันว่า แหล่งน้ำมันในจีนก็มาจากแหล่งที่มิได้เป็นแหล่งน้ำมาก่อนเช่นกัน  การขนส่งน้ำมันที่ได้จากแหล่งประเภทนี้จึงยากเย็นเพราะมันตกผลึกที่อุณหภูมิห้อง  แม้การคำนวณจะพบว่าแหล่งนี้น่าที่จะมีน้ำมันถึง 1.5 ล้านล้านบาร์เรลซึ่งมากกว่าน้ำมันสำรองของตะวันออกกลางถึง 4 แสนล้านบาร์เรล  แต่แหล่งนี้ยังไม่สามารถผลิตน้ำมันในเชิงการค้าได้ มันจึงมีค่าเท่ากับศูนย์ในปัจจุบัน

            นอกจากปัญหาเรื่องผลึกแล้ว ปริมาณหินที่เหลือหลังการผลิตน้ำมันยังมีปริมาณเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 20 ซึ่งทำให้เกิดปัญหาในการกำจัดตามมา  ซ้ำร้ายในปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถที่จะคิดค้นวิธีนำหินนี้กลับมาใช้ผลิตสิ่งใดหรือดึงผลผลิตใดออกมาได้อีกด้วยไม่ว่าพวกเขาจะใช้ความพยายามมากเท่าใดแล้วก็ตาม  ยิ่งไปกว่านั้นน้ำมันที่ได้จากแหล่งประเภทนี้ยังเป็นน้ำมันเกรดต่ำจึงทำให้มันต้องผ่านกระบวนการเพิ่มไฮโดรเจนซึ่งมาจากน้ำหรือมีเทน  แต่การนำน้ำมาเป็นแหล่งในการเพิ่มไฮโดรเจนให้กับน้ำมันยากที่จะเกิดขึ้นได้เพราะผู้คนบริเวณใกล้เคียงมีความจำเป็นต้องใช้น้ำเช่นกันจึงเท่ากับเป็นการละเมิดสิทธิของพวกเขา  ผู้เขียนมีความเห็นว่า การที่มนุษย์เราจะสามารถนำน้ำมันจากแหล่งนี้มาใช้ได้ต้องแก้ปัญหาเกี่ยวกับผลิตผลพลอยได้ให้ได้เสียก่อนซึ่งอาจต้องอาศัยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยสร้างแบบจำลองต่าง ๆ ก็เป็นได้

                บทที่ 8 เป็นเรื่องเกี่ยวกับยูเรเนียม  เป็นที่ทราบกันดีว่า พลังงานนิวเคลียร์มาจากการทำปฏิกิริยารวมตัวหรือแตกตัวของสารเคมีโดยที่สารตั้งต้นจะต้องมีพลังงานมากกว่าสารที่เกิดขึ้นหลังสิ้นสุดการทำปฏิกิริยา  ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 นักวิทยาศาสตร์ทราบแล้วว่า หากเพิ่มนิวตรอนเข้าไปในธาตุยูเรเนียมจะส่งผลให้มันแตกตัวเป็น 2 นิวเคลียสที่มีขนาดพอ ๆ กัน  ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 Leo Szilard and Eugene Wigner จึงนำสมการของไอสไตน์มาใช้ผลิตอาวุธนิวเคลียร์ด้วยกรรมวิธีแยกยูเรเนียม 235 และสร้างสารใหม่ขึ้นได้แก่พลูโตเนียม  ผลลัพธ์คือระเบิดที่ทิ้งที่เมืองฮิโรชิมาและเมืองนางาซากิของญี่ปุ่น

            ถึงแม้ว่าธาตุยูเรเนียมจะมีปริมาณมากและราคาถูก แต่ต้นทุนในการสร้างโรงงานกลับมีราคาสูงเพราะเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์มีราคาสูงมาก  อย่างไรก็ดีผู้เขียนเห็นด้วยกับบทความของ Hubbert ที่เขียนขึ้นตั้งแต่ปี 1956 ว่า พลังงานนิวเคลียร์น่าจะเป็นพลังงานที่นำมาทดแทนพลังงานจากซากดึกดำบรรพ์  แต่หลังการระเบิดของโรงงานนิวเคลียร์ในปี 1986 ความกลัวภยันตรายทำให้ผู้คนต่างไม่ต้องการใช้พลังงานจากแหล่งประเภทนี้ส่งผลให้สหรัฐอเมริกาเลิกตั้งโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ตั้งแต่นั้นมา นั่นหมายความว่า สหรัฐฯ คงต้องรออีกนานกว่าประชาชนจะยอมรับการสร้างโรงไฟฟ้าจากนิวเคลียร์อีกถึงแม้ว่าวุฒิสภาได้ผ่านกฎหมายเพื่อสร้างโรงไฟฟ้าชนิดนี้ไปแล้วตั้งแต่ปี 2003 ก็ตาม  ฉะนั้นอาจเป็นไปได้ว่า ชาวอเมริกันต้องเผชิญหน้ากับการขาดแคลนพลังงานเสียก่อนถึงจะยอมให้มีการสร้างโรงไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานชนิดนี้ก็เป็นได้

            บทที่ 9 เป็นเรื่องของไฮโดรเจน  มนุษย์สามารถใช้กระแสไฟฟ้าแยกน้ำเป็นไฮโดรเจนและออกซิเจนมากว่า 70 ปีก่อนที่ Jules Verne จะเขียนถึงมันในปี 1874 เสียอีก  วิธีผลิตไฮโดรเจนก็คือ การใช้ก๊าซธรรมชาติหรือถ่านหินเผาไหม้ในอากาศและไอน้ำซึ่งทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น 1000 องศาเซนติเกรด ดังสมการ methane + steam = carbon dioxide + hydrogen  อีกวิธีหนึ่งได้แก่การใช้กระแสไฟฟ้าผ่านโลหะในน้ำจะได้ไฮโดรเจนที่ขั้วลบซึ่งนำมาใช้ในการผลิตปุ๋ยเคมี

             เมื่อราคาก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้น ต้นทุนในการผลิตก๊าซไฮโดรเจนย่อมสูงขึ้นส่งผลให้โรงงานปุ๋ยในสหรัฐฯ หลายแห่งต้องปิดตัวลง  ส่วนการผลิตไฮโดรเจนจากกระแสไฟฟ้าก็ให้พลังงานเพียงร้อยละ 40 ของพลังงานที่ใช้ในการผลิตจึงทำให้ไม่เหมาะสมที่จะผลิตมาใช้งาน  นั่นหมายความว่า ปัญหาของพลังงานชนิดนี้มี 2 ข้อใหญ่คือ 1) ไฮโดรเจนจะสามารถแก้ปัญหาการขาดแคลนพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพจริงหรือไม่ และ 2) การที่บริษัทจะผลิตรถที่ใช้พลังงานไฮโดรเจนได้ก็ต่อเมื่อมีปั๊มเติมก๊าซชนิดนี้กระจายอยู่อย่างเพียงพอ และการที่จะมีปั๊มชนิดนี้ได้ก็ต่อเมื่อมีปริมาณรถที่ต้องใช้ก๊าซชนิดนี้อย่างเพียงพอเช่นกัน  นั่นจึงเท่ากับว่าปัญหาของรถและปั๊มเป็นเสมือนกับเรื่องไก่กับไข่ที่อะไรเกิดก่อนกันนั่นเอง 

            แม้ว่ามนุษย์จะสามารถทำให้ไฮโดรเจนกลายเป็นไฮโดรเจนเหลวได้ แต่ไฮโดรเจนเหลวจะต้องอยู่ในอุณหภูมิที่ต่ำมาก ๆ จึงต้องอยู่ในฉนวนอย่างดี  ฉนวนที่มีอยู่ในปัจจุบันก็ยังคงไม่สามารถทำงานได้อย่างสมบูรณ์  ก๊าซที่บรรจุอยู่ในถังจึงรั่วซึมออกมา  การศึกษาพบว่าหากจอดรถที่ใช้พลังงานจากก๊าซไฮโดรเจนเหลวทิ้งไว้ในโรงรถ 1 สัปดาห์ ก๊าซในถังจะระเบิดออกจนทำความเสียหายให้กับโรงรถจนลามไปถึงเพื่อนบ้านเป็นบริเวณกว้าง  ความหวังสำหรับการใช้ก๊าซชนิดนี้เป็นเชื้อเพลิงในอนาคตก็คือ นักวิทยาศาสตร์ต้องหาตัวดูดซึมที่สามารถทำให้ไฮโดรเจนสามารถถูกปลดปล่อยออกมาโดยไม่จำเป็นที่จะต้องถูกเก็บด้วยความดันที่สูงและอุณหภูมิที่ต่ำให้ได้เสียก่อน

            ปัจจุบันจีนเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จในการผลิตไฮโดรเจนจากถ่านหินแล้ว  แต่สารพิษที่เกิดจากการผลิตยังคงเป็นปัญหาต่อสิ่งแวดล้อม  หากการผลิตนี้ได้ผลและปลอดจากมลพิษ มันย่อมเป็นความหวังของประเทศอื่น ๆ ด้วยเพราะปริมาณถ่านหินที่มีอยู่บนโลกน่าที่จะสามารถใช้ได้อีกนานนับศตวรรษ

            บทที่ 10 กล่าวถึงภาพรวมว่าแท้ที่จริงแล้ว น้ำมันไม่ใช่ทรัพยากรอย่างแรกบนโลกที่เริ่มมีลดลง  แร่ธาตุแรกที่เริ่มมีลดลงตั้งแต่ปี 1987 คือ แร่โซเดียมอะลูมินัมฟลูโอไรด์  แต่โชคดีที่แร่นี้สามารถสังเคราะห์ได้โดยง่าย  ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันคือ ผู้คนไม่เชื่อว่าการขาดแคลนพลังงานกำลังจะเป็นปัญหาใหญ่เพราะพวกเขามักได้ยินข้อโต้แย้งจากนักวิทยาศาสตร์บางกลุ่มอยู่เสมอ เช่น ปริมาณการผลิตน้ำมันยังคงต้องใช้เวลาอีกหลายสิบปีจึงจะขึ้นถึงจุดสูงสุด หรือในปัจจุบันเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริการ้อยละ 92 อยู่ในสาขาบริการ  การขาดแคลนน้ำมันจึงไม่น่าที่จะส่งผลกระทบรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจของเขา  แต่แท้ที่จริงแล้วเงินที่สหรัฐฯ ได้รับจากการขายบริการนั้นต้องนำมาใช้แลกกับน้ำมันของคนอื่น  สหรัฐฯ ใช้น้ำมันมากถึงร้อยละ 25 ของน้ำมันที่มีอยู่บนโลก  ผลกระทบต่อสหรัฐฯ จึงน่าที่จะเกิดกับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกเช่นกัน  

             ส่วนการใช้แอลกอฮอล์เป็นพลังงานทดแทนอาจไม่คุ้มค่านอกจากจะได้รับการสนับสนุนจากรัฐเพราะปริมาณพลังงานจากการเผาไหม้ที่ได้จากแอลกอฮอล์ซึ่งผลิตจากข้าวโพดน้อยกว่าปริมาณพลังงานจากซากดึกดำบรรพ์  และไม่ว่าปริมาณการผลิตน้ำมันจะขึ้นถึงจุดสูงสุดที่ปี 2003 หรือ 2005 ก็ไม่มีความหมายเพราะมันคงไม่แตกต่างกันมากนัก 

                 อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนมีความเห็นว่า การลดลงของปริมาณทรัพยากรบนโลกคงเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะสามารถหลีกเลี่ยงได้  วิธีการรับมือของรัฐในระดับนโยบายน่าที่จะเป็น 1) ควบคุมจำนวนประชากรโลก  การผลิตน้ำมันต่อหัวคนขึ้นถึงจุดสูงสุดไปแล้วตั้งแต่ปี 1979  หลังจากนั้นมาจำนวนประชากรโลกกลับเพิ่มขึ้นมากกว่าปริมาณการผลิตน้ำมัน  เมื่อเป็นเช่นนี้ สิ่งที่มนุษย์เราควรทำคือ ควบคุมจำนวนประชากรให้สมดุลกับทรัพยากรที่มีอยู่  2) เพิ่มราคาพลังงานให้สูงขึ้น  เมื่อความต้องการน้ำมันเพิ่มมากกว่าความสามารถในการผลิตย่อมทำให้ราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น  ผลที่ตามมาคือ การปรับตัวของราคาสู่ดุลยภาพใหม่  3) เพิ่มการใช้รถดีเซลที่มีประสิทธิภาพสูง  4) เพิ่มการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์  5) ตั้งโรงงานที่มีผลผลิตหรือผลพลอยได้ที่สามารถนำมาใช้คู่กัน เช่น การสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินใกล้กับแหล่งผลิตน้ำมันซึ่งก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากโรงไฟฟ้าจะได้นำมาใช้ในการผลิตน้ำมัน หรือการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพื่อให้พลังงานความร้อนและกระบวนการผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปในอีเลกทรอไลต์ของไฮโดรเจนในกระบวนการผลิตน้ำมันหนักจากทรายมะตอย

            ส่วนประชากรโลกแต่ละคนอาจร่วมมือกันแก้ปัญหาได้โดยเตรียมเงินไว้ซื้อรถไฮบริดซึ่งใช้ทั้งน้ำมันและไฟฟ้าจากแบตเตอรี่  พยายามหาบ้านใกล้ที่ทำงาน  รับประทานอาหารท้องถิ่นและตามฤดูกาล  ปิดไฟเมื่อไม่ใช้  ใช้หลอดไฟฟ้าประหยัดไฟ  พยายามใช้เครื่องปรับอากาศให้น้อยที่สุด  ใช้หลังคากันความร้อน และหันมาใช้จักรยานแทนรถยนต์ ฯลฯ

            ข้อคิดเห็น – หนังสือเล่มนี้หนักไปทางวิทยาศาสตร์จึงอาจจะอ่านค่อนข้างยากสำหรับผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับเรื่องราวทางวิทยาศาสตร์ สูตรเคมี กราฟและสมการมากนัก  แต่อย่างน้อยมันก็ให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องของน้ำมันอย่างละเอียดลออ  อีกทั้งยังทำให้ผู้อ่านทราบว่า นับจากนี้เป็นต้นไปมนุษย์เราคงมีโอกาสน้อยลงเรื่อย ๆ ที่จะได้ใช้น้ำมันราคาถูก ๆ อย่างที่ได้มีโอกาสใช้ในศตวรรษที่แล้ว  ทั้งนี้เพราะโอกาสที่จะนำน้ำมันจากแหล่งอื่นที่มิใช่แหล่งที่ใช้กันในปัจจุบันมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมีน้อย  นอกจากนั้นมันอาจทำให้ผู้อ่านหวนกลับมาคิดว่า คงถึงเวลาแล้วที่ทุกคนควรคิดหาทางชะลอการใช้น้ำมันเพื่อป้องกันมิให้มันหมดไปจากโลกเสียก่อนที่ลูกหลานจะได้มีโอกาสใช้บ้าง

Rating: 5 stars

Tags: , , , , , , , , , , , ,

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • Twitter
  • RSS

Comments are closed.

+(reset)-

Ratings Plugin created by Cheap Web Hosting - Powered by Attache Case and VLC Player Download.