You are here: Home > Econ & Business, Hot Topic, Political Science > Culture of Corruption/วัฒนธรรมการโกง

Culture of Corruption/วัฒนธรรมการโกง

 โดย พญ. นภาพร ลิมป์ปิยากร

 

                คนส่วนใหญ่คงยังไม่ลืมความหวังและสัญญาที่นายบารัค โอบามาให้ไว้ในช่วงรณรงค์หาเสียงเพื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ  ผู้ที่จำได้ไม่หมดสามารถหาดูได้จากบทความเรื่องนโยบายหรือสัญญาของโอบามาในเว็บนี้ได้  ในช่วงเวลานั้นเขาให้ความหวังและสัญญามากมายกับชาวอเมริกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง  แต่หลังจากที่เขาชนะการเลือกตั้ง ชาวอเมริกันและชาวโลกก็เริ่มงุนงงกับคนและนโยบายที่เขาเลือก  แท้ที่จริงแล้วเขาเป็นคนเช่นใดกันแน่  เขาสามารถที่จะเป็นความหวังใหม่ของชาวอเมริกันและโลกได้หรือไม่ หรือเป็นเช่นนักการเมืองดาดดื่นที่ชาวไทยเห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน Michelle Malkin คอลัมนิสต์สายอนุรักษ์เจ้าของบล็อก MichelleMalkin.com และผู้เขียน Invasion: How America Still Welcomes Terrorists, Criminals, and Other Foreign Menaces มีคำตอบอย่างละเอียดละออในหนังสือชื่อ Culture of Corruption: Obama and His Team of Tax Cheat, Crooks and Cronies  หนังสือที่มี 376 หน้าตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 2552 ได้ตีแผ่เรื่องราวของโอบามา แนวคิดและสิ่งที่เขาปฏิบัติที่บ่งว่า เรื่องราวและสัญญาทั้งหมดที่โอบามากล่าวไว้ในช่วงที่เขารณรงค์หาเสียงเพื่อเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นเพียงแค่วาทะของนักการเมืองที่ต้องการให้ความหวังลม ๆ แล้ง ๆ กับประชาชนแลกกับคะแนนเสียงเลือกตั้งเท่านั้น 

                 ผู้ที่ได้อ่านข้อความที่โอบามาลงไว้ในเว็บไซด์และฟังคำปราศรัยของเขาในช่วงที่เขารณรงค์หาเสียงเพื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดีคงจำได้ว่า เขาย้ำนักหนาว่าเวลาของล็อบบี้ยิสต์สิ้นสุดลงแล้ว ภายใต้การนำของเขา คนเหล่านี้จะไม่สามารถสร้างอิทธิพลให้กับวอชิงตันได้อีกต่อไป ทั้งนี้เพราะลอบบี้ยิสต์เหล่านี้มิได้เป็นผู้ให้การสนับสนุนเขา พวกเขาย่อมไม่สามารถที่จะมีอิทธิพลต่อการบริหารประเทศของเขาได้  แต่แท้ที่จริงแล้วล็อบบี้ยิสต์เหล่านี้กลับดาหน้าเข้ามาช่วยเขาบริหารประเทศมากมาย เช่น ทอม วิลแซคอดีตผู้บริหารรัฐไอโอวาซึ่งเคยลงทะเบียนเป็นล็อบบี้ยิสต์กับ National Education Association ได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงเกษตร หรือรอน เคลนหัวหน้าสตาฟของรองประธานาธิบดีไบเดนก็เคยเป็นล็อบบี้ยิสต์ของบริษัท O’Melveny & Mayers จนถึงปี 2004

                ก่อนการเข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ นิตยสาร Vanity Fair ฉบับเดือนมีนาคมปี 2009 ได้นำเสนอภาพปกผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นรัฐมนตรีเกรดเอของโอบามาประกอบด้วยฮิลดา โซลิสรัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน เรย์ ลาฮูด รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม อีลิค ชินเซกิ รัฐมนตรีกระทรวงทหารผ่านศึก ทอม วิลแซค รัฐมนตรีกระทรวงการเกษตร ทอม ไกเนอร์ รัฐมนตรีกระทรวงการคลังและ ทอม ดาชลี รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข โดยเขียนหัวข้อข่าวไว้ว่านี่เป็นโอกาสสำคัญในการเปลี่ยนแปลงระบบสาธารณสุขของสหรัฐฯ ให้เป็นไปในทิศทางที่ง่ายต่อการเข้าใจ 

               แต่ก่อนที่หนังสือเล่มนี้จะออกสู่สายตาของสาธารณชนในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ทอม ดาชลีก็ขอถอนตัวออกจากการเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขจากกรณีอื้อฉาวในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนและการเลี่ยงภาษี  แม้ว่าทอม ดาชลีจะเคยกล่าวไว้เมื่อปี 1998 ขณะดำรงตำแหน่งผู้นำเสียงข้างน้อยว่า คนโกงภาษีเป็นคนที่โกงประเทศ  แต่ในวันที่ 31 มกราคมปี 2009 นิวยอร์กไทม์กลับรายงานว่าเขาไม่ยอมเสียภาษีจากการใช้รถและคนขับของบริษัทแห่งหนึ่ง  ข่าวอื้อฉาวนี้นี่เองที่ทำให้ดาชลีต้องประกาศไม่รับตำแหน่งตามที่โอบามาเสนอ แต่ประธานาธิบดีโอบามากลับกล่าวเพียงแค่ขอโทษเท่านั้น ทั้ง ๆ ที่เรื่องอื้อฉาวนี้ปรากฏขึ้นตั้งแต่เดือนมิถุนายนปี 2008 แล้วก็ตาม ในที่สุดโอบามาต้องยอมรับว่าเขาไม่ต้องการให้เกิดสองมาตรฐานขึ้นในรัฐบาลของเขา แท้ที่จริงแล้วโอบามาควรที่จะทราบตั้งแต่แรกแล้วว่า ดาชลีไม่คู่ควรกับการเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลของเขา ทั้งนี้เพราะดาชลีเป็นลอบบี้ยิสต์และที่ปรึกษากฏหมายให้กับบริษัทหลายแห่งที่รับงานกับรัฐบาล อีกทั้งยังเป็นผู้ให้คำแนะนำในการทำผิดหรือเลี่ยงกฎมายให้กับบริษัทต่าง ๆ ด้วย

                การประกาศถอนตัวของดาชลีมิใช่ครั้งแรกในการเสนอชื่อรัฐมนตรีของโอบามา แต่เกิดขึ้นภายหลังการประกาศถอนตัวของบิล ริชาร์ดสันอดีตผู้ว่าการรัฐนิวเม็กซิโกที่ถูกเสนอชื่อเป็นรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์จากเรื่องคอรัปชั่นในขณะที่เข้าเป็นผู้ว่าการรัฐ  โอบามากล่าวชื่นชมผู้ว่าการริชาร์ดสันในการเสนอชื่อเขาเข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ว่า เขาเป็นผู้ที่ดีที่สุดและมีความสามารถพิเศษที่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจให้กับสหรัฐฯ ได้  ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่  ริชาร์ดสันเคยพยายามสร้างภาพว่าเขาเป็นนักกีฬาของรัฐเคนซัสซิตี้ แต่สื่อที่บ้านเกิดของเขากลับเผยว่า เขาไม่เคยเป็นนักกีฬาเลย อีกทั้งยังเป็นกรรมการผู้อำนวยการของบริษัทซอฟแวร์ที่ประกาศล้มละลายอย่างมีเงื่อนงำด้วยข้อหาแสดงบัญชีกำไรขาดทุนเท็จ รวมทั้งมีเรื่องอื้อฉาวในการก่อสร้างขณะเป็นผู้ว่าการรัฐด้วย  ยิ่งกว่านั้นปัจจุบันเขายังมีคดีเกี่ยวกับการอนุมัติโครงการเพื่อแลกกับเงินบริจาคในช่วงเป็นผู้ว่าการรัฐในศาลอยู่ด้วย  แม้ว่าทีมงานของโอบามาจะทราบเรื่องอื้อฉาวระหว่างริชาร์ดสันกับบริษัทซีดีอาร์ดีบริษัทการเงินที่ทำให้รัฐบาลท้องถิ่นอะลาบามาล้มละลายอยู่แล้วก็ตาม แต่โอบามาก็ยังกล้าเสนอให้ริชาร์ดสันเป็นรัฐมนตรีของรัฐบาลเขา  อย่างไรก็ดีในที่สุดริชาร์ดสันก็จำเป็นต้องตัดสินใจถอนตัวออกจากการเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์อยู่ดี

                นับจากนั้นมาการถอนตัวของผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อให้เข้าดำรงตำแหน่งสำคัญ ๆ ของรัฐบาลโอบามายังคงดำเนินต่อไปจากเรื่องอื้อฉาวที่หลากหลายมากมาย เช่น 1) H. Rodgin Cohen อัยการประจำกรุงนิวยอร์กซึ่งเป็นหุ้นส่วนของบริษัท Sullivan & Cromwell LLP ที่บริจาคเงินมากถึง 242,000 ดอลลาร์ให้กับกรรมการหาเสียงของพรรคเดโมแครตได้ถอนตัวจากการเสนอชื่อเข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยกระทรวงการคลังจากกรณีอื้อฉาวที่เขาเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ  เขาเป็นผู้ช่วยจัดทำระบบการเงิน ช่วยเสนอกฏเกณฑ์ที่ทำให้ธนาคารมีขนาดใหญ่ขึ้น อีกทั้งยังเป็นผู้เสนอให้ขยายขอบเขตงานของธนาคารกลางสหรัฐฯ เพื่อให้สามารถปล่อยกู้ให้กับธนาคารต่าง ๆ อีกทั้งยังเป็นผู้ที่ช่วยให้นายหน้าต่าง ๆ สามารถทำธุรกิจกับเฟรดดี้แมค และเฟนนี้มีนจนทำให้บริษัททั้งสองเกือบล้มละลายในปัจจุบัน 

                2) จอน แคนนอนศาสตราจารย์ด้านกฎหมายแห่งมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนียอดีตกรรมการของมูลนิธิน้ำสะอาดจากการเข้าดำรงตำแหน่งเป็น Deputy U.S. Environmental Protection Agency Administrator ทั้งนี้เพราะองค์กรที่เขาทำงานอยู่กำลังมีเรื่องอื้อฉาวอยู่  รายงานจาก EPA ในปี 2007 พบว่ามูลนิธิไม่สามารถให้การสนับสนุนข้อมูลกับวารสารตามคำขอ ลงบัญชีกิจกรรมซ้ำซ้อน จ่ายค่าแรงไม่ถูกต้อง ลงบัญชีการถอนเงินสดผิดพลาด ไม่สามารถผ่านการตรวจสอบถึง 3 ปีซ้อนและไม่สามารถเสนอรายงานการเงินให้กับรัฐบาลตามคำขอ  ยิ่งกว่านั้นคณะกรรมการบางคนรับยังรับช่วงงานจากองค์กรไปทำจึงเท่ากับเป็นการมีผลประโยชน์ทับซ้อน ซ้ำยังขอรับเงินมากกว่าสัญญาว่าจ้างด้วย

                3) ชาร์ล ฟรีแมนจากการดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ National Intelligence Council ทั้ง ๆ ที่สมาชิกสภาทั้งสองพรรคต่างไม่เห็นด้วย ทั้งนี้เพราะฟรีแมนเคยเป็นกรรมการของบริษัทน้ำมันของจีนอยู่ถึง 4 ปี และเป็นกรรมการของบริษัทที่ลงทุนในซูดานและอิหร่านอีกต่างหาก  ในที่สุดฟรีแมนก็ตัดสินใจถอนตัว แต่แท้ที่จริงแล้วเขาไม่ควรถูกเสนอชื่อตั้งแต่แรกด้วยซ้ำไป  แม้ว่าโอบามาจะแสดงท่าทีเสียใจในบางครั้งต่อการถอนตัวของบุคคลต่าง ๆ ที่เขาเสนอชื่อเข้าดำรงตำแหน่งสำคัญ ๆ  แต่เขากลับไม่เคยยอมรับหรือแสดงท่าทียอมรับว่าเขาปราศจากสามัญสำนึกที่ดีที่ในการตัดสินใจเสนอชื่อผู้เข้ารับตำแหน่งสำคัญเหล่านี้  การเสนอชื่อบุคคลที่มีเรื่องอื้อฉาวในเรื่องภาษีและการคอรัปชั่นแสดงให้เห็นว่า โอบามาขาดความสามารถในการตัดสินใจที่ดี ละเลยความรู้สึกของปวงชน อีกทั้งยังมิได้คำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ     ไม่เพียงผู้ที่มีเรื่องอื้อฉาวทางด้านการคอรัปชั่นเหล่านี้เท่านั้น แม้แต่มิเชล โอบามาสตรีหมายเลขหนึ่งก็เป็นอีกผู้หนึ่งที่มีเรื่องอื้อฉาว แต่โชคดีที่เธอไม่จำเป็นต้องได้รับการรับรองตำแหน่งจากสภาสูง                                                                           

                แม้ว่าภาพพจน์ของนางมิเชล โอบามาลูกสาวของ Fraser Robinson หัวหน้าเขตของพรรคเดโมแครต สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งจะถูกสร้างขึ้นจากสื่อมวลชนจนทำให้ผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์เธอหมิ่นเหม่ต่อการถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกแบ่งแย่งสีผิว แต่แท้ที่จริงแล้วภาพพจน์ของเธอที่ปรากฏต่อสื่อกลับมิได้เป็นเหมือนชีวิตจริงของเธอเลย  

                หลังจากจบกฏหมายจากพรินซตันและฮาร์วาร์ด มิเชล โอบามาก็เข้าทำงานกับ Sidney Austin บริษัทที่ปรึกษากฏหมายที่ใหญ่เป็นอันดับห้าของโลกอันเป็นที่เธอได้พบกับนายบารัก โอบามาและ Valerie Jarrett ซึ่งภายหลังเป็นผู้อุปถัมภ์สำคัญของนายโอบามา  แม้ว่าโอบามาจะโต้แย้งกับสื่ออยู่เป็นประจำว่านางโอบามาต้องการเป็นเพียงแค่พลเมืองธรรมดา มิได้ต้องการเป็นนักการเมือง แต่แท้ที่จริงแล้ว นางโอบามาก็ต้องการเป็นนักการเมืองด้วย เห็นได้จากการที่เธอเสนอตัวเข้าช่วยนายโอบามาหาเสียงและพยายามให้ความช่วยเหลือหรือทำกิจกรรมสนับสนุนผู้ที่สนับสนุนสามีของเธออยู่เสมอ อีกทั้งยังพยายามทำตัวเป็นปากเสียงให้กับแม่ที่ต้องทำงานนอกบ้าน รวมทั้งยังจัดตั้งกลุ่มทำงานจำนวนมากราวกับบริษัทใหญ่ ๆ เพื่อสนับสนุนนายโอบามาระหว่างรณรงค์หาเสียง

                นางมิเชล โอบามายังชอบตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จว่า นางความเห็นอกเห็นใจหญิงวัยทำงานที่ต้องมีหนี้จากการศึกษาและยากลำบากในการสร้างสมดุลระหว่างงานและการดูแลครอบครัว อีกทั้งยังพยายามแสดงให้ชาวอเมริกันเห็นว่านางกล้าที่จะละทิ้งตำแหน่งใหญ่โตในบริษัทที่ปรึกษาขนาดใหญ่เพื่อที่จะมาทำหน้าที่แม่ ให้บริการสังคมและอุทิศตัวให้กับความฝันของสามีที่จะเปลี่ยนแปลงสหรัฐฯ ที่ดีกว่าเดิม ทั้ง ๆ ที่แท้ที่จริงแล้วการลาออกจากงานของเธอมิได้ทำให้เธอยากจนลงแต่อย่างใด ซ้ำยังทำให้เธอมีฐานะดีขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องออกแรงมากด้วย เช่น การเข้ารับตำแหน่ง vice president for community and external affair ของมหาวิทยาลัยแพทย์แห่งชิคาโกในอัตราเงินเดือน 122,000 ดอลลาร์ในปี 2004 และยังเพิ่มเป็น 317,000 ดอลลาร์ในปีต่อมา  ในช่วงเวลานั้นเธอได้ตอบแทนมหาวิทยาลัยแพทย์แห่งนี้ด้วยการเสนอโครงการย้ายผู้ป่วยที่อยู่ชานเมืองไปรักษาตามคลีนิกชานเมือง เธออ้างว่าการทำเช่นนี้จะเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุขให้กับประชาชน  แต่แท้ที่จริงแล้วโครงการนี้เท่ากับเป็นการเปิดโอกาสให้วิทยาลัยแพทย์แห่งนี้สามารถรับรักษาผู้ป่วยที่มีฐานะดีและมีประกันได้มากขึ้น ทั้ง ๆ วิทยาลัยแพทย์แห่งนี้ได้รับการยกเว้นภาษีในทุกระดับแลกกับการบริการคนยากจน มหาวิทยาลัยแพทย์แห่งชิคาโกจึงเป็นสถานพยาบาลที่มีชื่อเสียมากในด้านการบริการคนยากจนเสียจนกระทั่ง American College of Emergency Physicians วิพากษ์โครงการของนางโอบามาว่า เป็นโครงการที่เป็นภัยร้ายแรงต่อคนจนที่ได้รับอุบัติเหตุและเป็นปฏิบัติการที่สุ่มเสี่ยงต่อการผิดกฏหมายการรักษาพยาบาลผู้ป่วยฉุกเฉินด้วย

               นอกจากนี้ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นทางโรงพยาบาลยังต้องการหาซื้อโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อพัฒนาระบบบริการสาธารณสุข ช่างบังเอิญที่บริษัท Blackwell ซื่งประมูลงานได้มีคณะกรรมบริหารเป็นเพื่อนสนิทของนายโอบามาซึ่งเขาเคยเป็นที่ปรึกษา หลังจากพ่ายแพ้ในการเข้าชิงตำแหน่งวุฒิสมาชิกครั้งแรกอีกเช่นกัน  ความช่วยเหลือต่าง ๆ นานาที่นางโอบามาให้กับมหาวิทยาลัยแพทย์แห่งเมืองชิคาโกนี้จึงทำให้โรงพยาบาลยังคงตอบแทนเธออย่างงามด้วยการจ่ายเงินเดือนสูงถึง 62,709 ดอลลาร์ แม้แต่เมื่อเธอลาออกจากตำแหน่งไปแล้วในปี 2008 เพื่อไปช่วยสามีรณรงค์หาเสียงเพื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดีก็ตามโดยไม่ต้องทำอะไรให้กับองค์กรอีกเลย

                การที่นางโอบามาหันมาเป็นกรรมการของบริษัทใหญ่ ๆ หลายแห่งจนสามารถสร้างรายได้มากกว่า 5 แสนดอลลาร์เฉพาะในปี 2007 เพียงปีเดียวจนทำให้เธอได้รับสมญานามว่า พวกชอบตีสองหน้า  ส่วนนายโอบามานั้นก็เป็นผู้ที่ชอบตีสองหน้าไม่แพ้กัน เขามักกล่าววิพากษ์วิจารณ์นางฮิลลารี่ คลินตันในช่วงขณะรณรงค์หาเสียงแข่งกันเพื่อเข้าเป็นตัวแทนของพรรคเดโมแครตในการเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีว่า นางคลินตันเป็นกรรมการของห้างวอล์มาร์ท แต่แท้ที่จริงแล้วนางโอบามาก็ได้รับเงินจากวอล์มาร์ทถึง 1 แสนดอลลาร์ในปี 2007 ด้วยเช่นกัน

                ส่วนวาเลอรี่ จาเรตต์เพื่อนสนิทของนายกเทศมาตรีเมืองชิคาโก และเพื่อนสนิทของนางโอบามาจากบริษัทที่ปรึกษากฏหมายที่เธอเคยทำงานอยู่ก็เป็นผู้ที่มีอิทธิพลกับโอบามามาก หลังจากที่จาเรตต์ได้เข้าเป็นคณะกรรมาธิการทางด้านการเงินในช่วงที่โอบามาสมัครรับเลือกตั้งเป็นวุฒิสมาชิก และที่ปรึกษาอาวุโสในการหาเสียงเพื่อเข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีแล้ว  เธอก็ได้รับการเสนอให้เป็นที่ปรึกษาอาวุโสและผู้ช่วยประธานาธิบดีทางด้านการต่างประเทศและประชาสัมพันธ์กับสาธารณะด้วยจนใคร ๆ ให้สมญานามเธอว่า แม่อุปถัมภ์ทางการเมืองของโอบามา (Obama’s political godmother) จาเรตต์สามารถกวาดต้อนนักกฏหมายสาว ๆ เข้ามาอยู่ในสังกัดและนำเสนอให้กับคนรวยทั้งหลายในชิคาโกแลกกับเงินสนับสนุนนายโอบามาอยู่เป็นประจำ เธอจึงได้รับการเสนอให้เป็นกรรมการต่าง ๆ มากมายรวมทั้งตำแหน่งรองประธานกรรมการโอลิมปิกเป็นการตอบแทน  นอกจากนี้นายโอบามายังตอบแทนเธอและผองเพื่อนในชิคาโกที่สนับสนุนเขามาด้วยดีด้วยการเสนอตั้งกองทุนพันล้านดอลลาร์เพื่อให้ความช่วยเหลือกับคนยากจน รวมทั้งเสนอให้ Grove Parc Plaza อพาร์ตเม้นท์ของเพื่อนเก่าเป็นสถานที่จัดการแข่งขันโอลิมปิกด้วย

                 หลังจากที่นายโอบามาต้องปวดหัวกับรายชื่อของผู้ที่สมควรเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรี ในที่สุดเขาก็ค้นพบทางออกที่จะนำเสนอบุคคลที่ให้ความช่วยเหลือเขาเข้ารับตำแหน่งสำคัญต่าง ๆ ในรัฐบาลโดยไม่จำเป็นต้องผ่านการยอมรับจากวุฒิสมาชิกด้วยการเสนอชื่อคนเหล่านี้เข้าดำรงตำแหน่งซาร์  แม้ว่าคนในพรรคเดโมแครตส่วนหนึ่งจะไม่เห็นด้วยกับโอบามาในการแต่งตั้งตำแหน่งซาร์ เพราะซาร์เหล่านี้สามารถบริหารงานด้วยฐานจรรยาบรรณที่แตกต่างกัน ไม่ต้องถูกต้องสอบ สามารถที่จะเป็นผู้ตัดสินใจโดยอาศัยรัฐมนตรีเป็นเพียงแค่กระบอกเสียงได้ อีกทั้งยังไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบอีกต่างหาก จึงทำให้วิธีการบริหารงานมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้นไปอีกจนอาจทำให้เกิดความสับสนวุ่นวายได้  ซ้ำร้ายการทำเช่นนี้ยิ่งจะสร้างความกังขาในระบบการบริหารประเทศมากยิ่งขึ้นไปอีกด้วย  ถึงกระนั้นก็ตามโอบามาก็ยังคงตัดสินใจแต่งตั้งซาร์เพื่อตอบแทนผู้มีพระคุณของเขา

               คาร์รอล บราวน์เนอร์นักเคลื่อนไหวทางด้านการปฏิวัติเขียว อดีตหัวหน้าหน่วย Environmental Protection Agency ได้รับแต่งตั้งเป็นซาร์ด้านพลังงาน ทั้ง ๆ ที่เธอมีข้อครหาในเรื่องความโปร่งใสในขณะดำรงตำแหน่งหัวหน้าหน่วย EPA  ในครั้งนั้นก่อนเธอลาออกเพียงวันเดียว ข้อมูลทั้งหมดรวมทั้งจดหมายที่เก็บในฐานข้อมูลขององค์กรถูกทำลายไปหมดซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่เธอกำลังถูกตรวจสอบในเรื่องความโปร่งใส  หลังจากที่บราวน์เนอร์เข้ารับตำแหน่งซาร์ด้านพลังงาน เธอเสนอขออนุมัติโครงการลดการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เป็นเงิน 646 พันล้านดอลลาร์ แต่วุฒิสภากลับพบในภายหลังว่าค่าใช้จ่ายที่แท้จริงทั้งหมดของโครงการนี้จะมากถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์เลยทีเดียว

                ส่วน Adolfo Carrion Jr. อดีตผู้สนับสนุนนางคลินตันซึ่งหันมาสนับสนุนโอบามาด้วยการยกฐานเสียงชาวละตินอเมริกันได้รับตำแหน่ง urban czar  นาย Carrion ก็ไม่ทำให้ Atlantic Development Group ผู้บริจาคเงินรายใหญ่ของเขาผิดหวังด้วยการอนุมัติโครงการก่อสร้างบ้านและหอคอยที่เรียกว่า Boricua Village  และเปลี่ยนแปลงโซนนิ่งให้กับ บริษัท BTM Development Partners หลังรับเงินบริจาคเพียงไม่กี่เดือน  ส่วนกรณีอื้อฉาวที่นาย Carrion เป็นหนี้ค่าซ่อมแซมบ้านจำนวน 36,000 ดอลลาร์กับบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่งซึ่งเขาเป็นผู้อนุมัติให้รับโครงการของรัฐเป็นเงินมากถึง 3 ล้านดอลลาร์ในปี 2008 นั้น เขาแก้ตัวว่าเขากำลังรอผลสรุปค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซม ทั้ง ๆ ที่บ้านซ่อมเสร็จไปตั้งแต่ต้นปี 2007 แล้ว

                สำหรับตำแหน่งที่สำคัญที่สุดต่อนโยบายเด่นในช่วงหาเสียงของเขาก็คือ health czar  โอบามาเสนอชื่อนาง Nancy-Ann DeParle อดีตหัวหน้าหน่วย Medicare and Medicaid สมัยรัฐบาลคลินตันเพื่อเข้าดูแลงบประมาณมากถึง 6 แสนล้านดอลลาร์สำหรับค่าใช้จ่ายทางด้านสาธารณสุขของชาวอเมริกัน 74 ล้านคน ทั้ง ๆ ที่เธอดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาทางด้านการลงทุนของ JP Morgan Partners ผู้อำนวยการ Accredo Health Group และโรงพยาบาล Traid  อีกทั้งยังเป็นสมาชิกของ Medicare Payment Advisory Committee ซึ่งมีอิทธิพลต่อการให้คำปรึกษาในเรื่องการครอบคลุมของค่าใช้จ่ายใน Medicare  ยิ่งกว่านั้นชิคาโกทริบูนยังรายงานว่านาง DeParle ยังได้รับค่าธรรมเนียมและหุ้นจากบริษัทในอุตสาหกรรมยาเป็นมูลค่ามากถึง 3 ล้านดอลลาร์เฉพาะช่วงปี 2006-7 จึงเท่ากับว่านายโอบามาตั้งผู้ที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนมากมายเข้าดำรงตำแหน่งสำคัญนี้            

                ในช่วงรณรงค์หาเสียงเพื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดี นายโอบามามักวิพากษ์วงการการเงินอย่างเผ็ดร้อนว่านายธนาคารและผู้บริหารของบริษัทการเงินขนาดใหญ่ชอบสะสมความมั่งคั่งในยามที่เศรษฐกิจดีและขอรับความช่วยเหลือจากรัฐเมื่อบริหารงานล้มเหลว  เขาจึงสัญญาว่าเขาจะไม่ยอมให้นายธนาคาร นักการเงิน และผู้บริหารบริษัทใหญ่ ๆ เหล่านี้สามารถเอาเปรียบชาวอเมริกันเหมือนอย่างที่ผ่านมา แต่เขากลับเสนอชื่อทิม ไกเนอร์เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง  ในการเสนอชื่อครั้งนั้นโอบามายังกล่าวชื่นชมไกเนอร์ว่า เขาเป็นคนที่มีศักยภาพสูงและสามารถสร้างประสิทธิผลในทุกตำแหน่ง อีกทั้งยังเป็นที่เชื่อถือของนักธุรกิจ นักการเมืองและนักการเมืองทั่วโลก ทั้งนี้เพราะเขาไม่เพียงจบจากจอห์น ฮอบกิ้นและเคยเป็นประธานธนาคารแห่งนิวยอร์ก เขายังมีความสามารถทางด้านภาษาจีนและญี่ปุ่นรวมทั้งเคยอาศัยอยู่ทั้งในแอฟริกา อินเดีย ไทย จีนและญี่ปุ่นด้วย  จริงอยู่ไกเนอร์อาจมีความสามารถมากมาย แต่สิ่งหนึ่งที่เขากลับลืมทำก็คือการเสียภาษี  เมื่อถูกจับได้เขาก็อ้างว่าเป็นความบกพร่องโดยสุจริต 

               ยิ่งกว่านั้นไกเนอร์ยังเป็นบุคคลสำคัญที่ 1) ผลักดันให้รัฐบาลสหรัฐฯ เข้าให้ความช่วยเหลือทางการเงินกับสถาบันการเงินใหญ่ ๆ ทุกแห่ง 2) เป็นผู้เขียนโครงการให้ความช่วยเหลืออินโดนีเซียในช่วงวิกฤตการณ์การเงินในเอเซียจนทำให้อินโดนีเซียยังไม่สามารถฟื้นตัวจากวิกฤตเศรษฐกิจได้จนทุกวันนี้ 3) วิพากษ์จีนว่า จีนไม่ควรที่จะพยายามทำให้ค่าเงินหยวนมีค่าต่ำเกินจริงจนสร้างความโกรธเคืองให้กับรัฐบาลจีนมากเสียจนกระทั่งรัฐบาลจีนและบริษัทใหญ่ ๆ สัญชาติจีนพากันขายพันธบัตรสหรัฐฯ ออกมาเป็นจำนวนมากเสียจนกระทั่งนักข่าวจากสหรัฐฯ หลายสำนักขอร้องให้เขาหุบปาก

                หลังจากเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ไกเนอร์ก็ไม่ทำให้วงการเงินผิดหวัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่โอบามาเลือกมากับมือก็เป็นผู้อนุมัติ 1) โบนัสจำนวนมหาศาลให้กับผู้บริหารบริษัทเอไอจีซึ่งเป็นบริษัทที่ขอรับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลเป็นจำนวนมากเพื่อตอบแทนเงินบริจาคหนึ่งแสนดอลลาร์ในช่วงที่นายโอบามารณรงค์หาเสียง 2) ให้พอล รูบินครูของไกเนอร์ กรรมการบริหารบริษัทซิตี้กรุ๊ปและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในรัฐบาลคลินตันสามารถลาออกพร้อมเงิน 150 ล้านดอลลาร์ 3) แต่งตั้งมาร์ค แพตเตอร์ซันอดีตล็อบบี้ยิสต์ของโกล์ดแมนแซคเข้าเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังเพื่อดูแลโครงการการให้ความช่วยเหลือทางการเงินกับสถาบันการเงิน แพตเตอร์ซันก็ไม่ทำให้บริษัทผิดหวังด้วยการเสนอความช่วยเหลือทางการเงินให้กับโกล์ดแมนแซคเป็นเงินสูงถึง 1 หมื่นล้านดอลลาร์  การแจกจ่ายเงินให้กับนักการเงินและผู้มีพระคุณทั้งหลายทำให้นักข่าวหลายคนล้อว่า โอบามาสัญญาว่าจะเปลี่ยนแปลง แต่ความเปลี่ยนแปลงที่ประชาชานได้รับก็คือเงินหลายพันล้านดอลลาร์ให้กับผองเพื่อนของโอบามาในวอล์ลสตรีทนี่เอง

                นอกจากนี้ในช่วงรณรงค์หาเสียงเพื่อเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีโอบามายังสัญญาว่า เขาจะเปลี่ยนแปลงวิธีการเก็บภาษีโดยเก็บภาษีคนรวยเพิ่มขึ้นเพื่อให้ความเท่าเทียมกันในสังคมมากขึ้น แต่เมื่อเขาได้รับตำแหน่งประธานาธิบดี เขากลับแต่งตั้งลอเรนซ์ ซัมเมอร์อดีตผู้จัดการกองทุนเก็งกำไรขนาด 3 หมื่นล้านดอลลาร์เป็นหัวหน้าที่ปรึกษาทางด้านเศรษฐกิจของเขา   ซัมเมอร์ไม่เพียงมีรายได้จากการเป็นอาจารย์ให้กับมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด ยังมีรายได้จากการบรรยายให้กับสถาบันการเงินที่ขอเข้ารับความช่วยเหลือจากรัฐบาล เช่น เจพีมอร์แกน ซิตี้กรุ๊ป โกล์ดแมนแซค และเลห์แมนบราเดอร์ส อีกมากถึงปีละ 2.8 ล้านดอลลาร์ อีกทั้งยังเป็นหัวหอกในการสนับสนุนให้ไอเอ็มเอฟและรัฐบาลสหรัฐฯ ซื้อหนี้เน่าของเม็กซิกัน ทั้งนี้เพราะเจ้านายของซัมเมอร์ซึ่งก็คือโรเบิร์ต รูบินเคยเป็นอดีตผู้บริหารระดับสูงของโกล์ดแมนแซคผู้ลงทุนหลักในเม็กซิโกนั่นเอง 

                  ผู้เข้าดำรงตำแหน่งทางด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลโอบามาคงทำให้ชาวอเมริกันและชาวโลกเห็นแล้วว่าไม่เพียงกลุ่มนักลงทุนจะสามารถสร้างความร่ำรวยให้ตัวเองอีกครั้งจากรัฐบาลโอบามาเท่านั้น เพื่อนพ้องน้องพี่และผู้ที่เคยสนับสนุนเขายังพลอยร่ำรวยตามไปด้วยซ้ำยังมักอ้างด้วยว่าพวกเขาได้ช่วยเหลือแรงงานชาวอเมริกันแล้ว ทั้ง ๆ ที่พวกเขาหลอกลวงชาวบ้านต่างหาก 

                ส่วนนางฮิลลารี่ คลินตันคู่แข่งขันจากพรรคเดโมแครตก่อนที่นายโอบามาจะสามารถเป็นตัวแทนพรรคเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดี อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งในอดีตประธานาธิบดีบิล คลินตันผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของโอบามาซึ่งพยายามสร้างภาพพจน์ในเรื่องความโปร่งใสและนักสู้เพื่อสิทธิสตรีและเด็กนั้นก็มีความสามารถในการตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จและประวัติฉ้อฉลไม่แพ้กัน  นางฮิลลารี่เคยกล่าวไว้เมื่อทศวรรษก่อนว่า ชื่อของเธอมาจากแรงจูงใจที่เซอร์เอ็ดมันด์ ฮิลลารี่ประสบความสำเร็จในการพิชิตยอดเขาเอเวอร์เรสต์ แต่แท้ที่จริงแล้วเธอเกิดก่อนที่เขาจะสามารถพิชิตยอดเขาได้นานถึง 6 ปี ในที่สุดเธอก็ยอมสารภาพว่าเธอหลอกลวง แต่ยังไม่วายที่จะกล่าวโทษว่าแม่ของเธอทำให้เธอเข้าใจเช่นนั้น  นอกจากนี้เธอยังมักอ้างว่าเธอเป็นคนแรกที่ร่างโครงการประกันสุขภาพ จริงอยู่เธอช่วยต่อสู้ในการเสนอกฎหมาย แต่เธอไม่มีส่วนแม้แต่น้อยนิดในการร่างกฎหมายนั้นเลย  ยิ่งกว่านั้นเธอยังอ้างว่าเธอช่วยต่อรองในการนำสันติภาพมาสู่ไอร์แลนด์ แต่ในรายงานการประชุมไม่มีชื่อของเธอปรากฏอยู่เลยแม้แต่น้อย

               แม้เธอจะพยายามสร้างภาพพจน์ว่าเธอเป็นคนที่โปร่งใสมาก แต่กว่าที่เธอกลับยอมเปิดเผยข้อมูลทางการเงินขณะดำรงตำแหน่งสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งก็ต่อเมื่อได้รับหมายศาลเท่านั้น ซ้ำยังไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลเงินบริจาคที่สามีและเธอได้รับเพื่อก่อตั้งห้องสมุดคลินตันด้วย  จริงอยู่ห้องสมุดนี้ก่อตั้งขึ้นด้วยเงินจากเอกชน แต่เมื่อมันเป็นของสาธารณะ ที่มาของเงินจึงจำเป็นต้องได้รับการเปิดเผยด้วย  อย่างไรก็ดีในที่สุด นิตยสาร The Sun ก็เปิดเผยว่าเงินสร้างห้องสมุดคลินตันมาจากเงินบริจาคของราชวงศ์ซาอุฯ รัฐบาลดูไบและรองประธานาธิบดีของเลบานอนรายละนับล้านดอลลาร์  มูลนิธิคลินตันยังรับเงินบริจาคจากรัฐบาลซาอุฯ ประมาณ 10-25 ล้านดอลลาร์ รัฐบาลนอร์เวย์ คูเวต การ์ต้า บรูไน โอมาน อิตาลี จาร์ไมก้า นักธุรกิจชาวอิสราเอลและอินเดีย บริษัท Blackwater private security company บริษัทค้าน้ำมันและก๊าซ และหน่วยงานสลากกินแบ่งของดัชท์อีกแห่งละประมาณ 5-10 ล้านดอลลาร์ 

                 การที่บริษัทข้ามชาติและหน่วยงานต่างชาติยินดีบริจาคเงินมากมายให้กับมูลนิธิคลินตันอาจเป็นเพราะพวกเขาเห็นว่ามันเป็นช่องทางที่จะทำให้พวกเขาสามารถที่จะรับผลประโยชน์หรือการพิจารณาเป็นพิเศษจากองค์กรของรัฐบาลภายใต้การกำกับดูแลของนางคลินตัน  ส่วนการที่ทั้งนายและนางคลินตันไม่ยอมเปิดเผยที่มาของเงินบริจาคอาจเป็นเพราะกฎหมายของสหรัฐฯ ในเรื่องการรับเงินบริจาคจากต่างชาตินั้นต้องได้รับการอนุมัติจาก State Department ethics offices ก่อน และยิ่งนางคลินตันดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศด้วยแล้ว การพิจารณาเรื่องหนึ่งเรื่องใดที่จะทำให้ชาติหนึ่งชาติใดได้ประโยชน์เหนือสหรัฐฯ หรือชาติอื่น ๆ ที่เข้าแข่งขันในการประมูลย่อมไม่เป็นผลดีต่อสหรัฐฯ  แม้ว่าตำแหน่งของเธอและสามีในมูลนิธิและการรับเงินบริจาคจากต่างชาติอย่างสม่ำเสมอจะส่งผลกระทบต่อภาพพจน์ในการทำงานของเธอและรัฐบาลโอบามา แต่เธอก็ปฏิเสธที่จะลาออกและเลิกยุ่งเกี่ยวกับมูลนิธิ นั่นหมายความว่า เธอปฏิเสธที่จะให้ความสนใจกับประเทศเหนือกว่าธุรกิจหรือกิจกรรมของตัวเอง

               ยิ่งกว่านั้นรายงานจากสมาคมนักข่าวยังเปิดเผยว่า นางคลินตันเคยเขียนจดหมายไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเพื่อขอให้เขาช่วยเร่งรัดการขึ้นทะเบียนวัคซีนให้กับบริษัทเมิร์คด้วยโดยได้รับเงินบริจาคในการรณรงค์หาเสียงจากบริษัทนี้เป็นค่าตอบแทน ไม่เพียงมูลนิธิของนายคลินตันและเธอจะรับเงินบริจาคมากมายจากต่างชาติและบริษัทยักษ์ใหญ่ต่าง ๆ เท่านั้น ตัวเธอเองก็มั่งคั่งขึ้นมากด้วยในระหว่างที่นายบิล คลินตันเป็นประธานาธิบดี  ข้อมูลการเสียภาษีของเธอบ่งว่าเธอมีรายได้เพิ่มขึ้นถึง 111 ล้านดอลลาร์ระหว่างปี 2000-7 หรือเพิ่มขึ้นมากถึง 50 เท่าเฉพาะในช่วงที่สามีของเธอดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีครั้งแรก   ส่วนประธานาธิบดีคลินตันเองก็ไม่ใช่ย่อย เขารับค่าธรรมเนียมบรรยายจาก Gilbert Chagoury นักธุรกิจชาวเลบานอนซึ่งช่วยสนับสนุนการจลาจลในไนจีเรียด้วยเช่นกัน

                ไม่เพียงแค่นางคลินตัน โจ ไบเดนรองประธานาธิบดีของโอบามาก็เป็นอีกคนหนึ่งที่มีความสามารถในการเล่านิทาน  ไบเดนชอบแสดงให้ชาวอเมริกันเห็นว่าเขาเป็นคนเช่นเดียวกันกับชาวอเมริกันทั่วไปที่เกิดในครอบครัวของผู้ใช้แรงงาน เช่น เขาต้องนั่งรถไฟเดินทางไกลมาจากนอกเมืองเพื่อมาทำงานเช่นเดียวกับชนชั้นแรงงาน เขาชอบกินอาหารที่ร้านเคที่และซื้อของที่โฮมดีโป  แต่แท้ที่จริงแล้ว เขาอาศัยอยู่ในบ้านริมทะเลสาบราคา 3 ล้านดอลลาร์ด้วยเงินของนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และได้นั่งรถไฟมาทำงานในวอชิงตันทุกวันด้วยตั๋วฟรีของการรถไฟ Amtrack ซึ่งเขาช่วยสนับสนุนให้บริษัทได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐปีละกว่าพันล้านดอลลาร์  ยิ่งกว่านั้นโจ ไบเดนยังมักใช้อำนาจในทางที่ไม่ชอบซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนอีกหลายครั้ง เช่น เมื่อเขาไม่สามารถมาทันขบวนรถไฟ บริษัทจะสั่งให้รถไฟขบวนนั้น ๆ รอจนกว่าเขาจะมาถึงส่งผลให้ประชาชนที่ต้องใช้รถไฟขบวนนั้น ๆ เดินทางต้องไปถึงจุดหมายปลายทางช้าตามเขาไปด้วย  ส่วนร้านอาหารที่เขาพูดถึงก็ปิดกิจการไปเกือบ 30 ปีแล้ว

                ยิ่งกว่านั้นบริษัทการรถไฟยังตอบแทนการสนับสนุนของเขาด้วยการแต่งตั้งฮันเตอร์ ไบเดนลูกชายของเขาผู้ก่อตั้งบริษัทล็อบบี้ยิสต์ Biden & Belair เป็นคณะกรรมการบริหารด้วย  แม้ว่ากฏหมายจะมีข้อห้ามในเรื่องการแต่งตั้งล็อบบี้ยิสต์เป็นกรรมการบริหารก็ตาม แต่บริษัทก็แหกกฏด้วยข้ออ้างว่าฮันเตอร์ ไบเดนเป็นผู้ให้การสนับสนุนใหญ่กับบริษัท      รายงานจากสำนักข่าวเอบีซียังพบว่า บริษัทของฮันเตอร์ ไบเดนมีรายได้จากบริษัทยาและมหาวิทยาลัยเพิ่มขึ้นจาก 2 หมื่นดอลลาร์ในปี 2004 เป็น 1.6 ล้านดอลลาร์ภายในเวลาเพียงแค่ 3 ปี  ตัวแทนจากสถาบันเหล่านี้กล่าวว่าการที่พวกเขายินดีจ่ายเงินให้กับบริษัทล็อบบี้ยิสต์นี้เป็นเพราะพวกเขาคิดว่าความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูกจะทำให้พวกเขาสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ของการจ้างได้เป็นอย่างดี  แม้ว่าโอบามาจะย้ำหนักหนาว่ารัฐบาลของเขาจะไม่มีที่ว่างสำหรับบริษัทล็อบบี้ยิสต์ แต่ที่ทำการของโจ ไบเดนกลับเต็มไปด้วยนักล็อบบี้ยิสต์  บริษัทเหล่านี้สนับสนุนการรณรงค์เลือกตั้งของโจ ไบเดนมากถึง 344,400 ดอลลาร์

               ส่วนกรณีของแกรี่ ล็อคเกอดีตผู้ว่าการรัฐวอชิงตันและผู้เชี่ยวชาญทางด้านจีนในบริษัทที่ปรึกษากฏหมายซึ่งได้รับการเสนอชื่อให้เข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์นั้นเคยอนุมัติการยกเว้นภาษีจำนวน 3.2 พันล้านดอลลาร์ให้กับบริษัทผลิตเครื่องบินโบอิ้งตามข้อเสนอของบริษัทที่ปรึกษา Deloitte ซึ่งรัฐบาลท้องถิ่นจ้างมาตรวจสอบแผนงานของบริษัทโบอิ้งด้วยค่าใช้จ่ายจากรัฐอีกมากถึง 715,000 ดอลลาร์  นอกจากนี้ล็อคเกยังเป็นผู้อนุมัติให้งดเว้นภาษีจำนวน 12.7 ล้านดอลลาร์กับกับบริษัท SafeHarbor Technology ที่มีน้องเขยของเขาเป็น CFO ในขณะดำรงตำแหน่งผู้ว่าการรัฐด้วย  เขายังมีข้อครหาในเรื่องการเปิดเผยที่มาของเงินสนับสนุนซึ่งรายชื่อส่วนใหญ่ที่เขาเปิดเผยปฏิเสธการบริจาค และเขายังคงไม่มีข้อแก้ตัวในกรณีนี้ด้วย  การที่โอบามาชอบเสนอชื่อผู้ที่หลบเลี่ยงภาษีบ่อย ๆ เจย์ เลโนจึงกล่าวอย่างติดตลกว่าเป็นที่น่าสังเกตว่า สิ่งแรกซึ่งผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อจากโอบามาให้ดำรงตำแหน่งใด ๆ ก็ตามทำก็คือเสียภาษี  ดังนั้นโอบามาควรเสนอรายชื่อทุกคนที่หลบเลี่ยงภาษีเพื่อให้คนเหล่านี้ช่วยแก้ปัญหาขาดดุลงบประมาณให้เขา

                พฤติกรรมของโอบามาเองนั้นก็มีความฉ้อฉลไม่แพ้ผองเพื่อน เขาเคยประกาศไว้ตอนรณรงค์หาเสียงว่าเขาจะเผยแพร่รายละเอียดของกฏหมายทุกฉบับก่อนที่เขาจะลงนามทางอินเทอร์เน็ตเป็นเวลา 5 วัน  แต่กฏหมายฉบับแรกที่เขาเซ็นผ่านกลับเผยแพร่ทางเว็บไซด์หลังจากที่เขาเซ็นแล้ว  รวมทั้งกฏหมายกระตุ้นเศรษฐกิจหลายล้านล้านดอลลาร์ด้วย  ข้อมูลในเดือนเมษายนปี 2009 พบว่ากฏหมายเพียง 6 ฉบับจาก 11 ฉบับที่โอบามาเซ็นผ่านได้รับการเผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ต และไม่มีฉบับใดที่เผยแพร่ 5 วันหลังจากได้รับการยินยอมจากสภาสูงหรือก่อนที่เขาจะเซ็นอนุมัติเป็นคนสุดท้ายด้วย  นอกจากนี้ในช่วงรณรงค์หาเสียงเพื่อเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีนั้นโอบามาสนับสนุนให้เปิดเผยค่าใช้จ่ายในการหาเสียง แต่หลังเข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี เขากลับปฏิเสธที่จะให้ข้อมูลของผู้บริจาค ทั้ง ๆ ที่คู่แข่งของเขายอมเปิดเผยข้อมูลไปก่อนล่วงหน้านานแล้วก็ตาม 

                 แม้ว่าตลอดช่วงการรณรงค์หาเสียง ประธานาธิบดีโอบามาจะย้ำหนักหนาว่าเขาไม่เคยสนับสนุนการช่วยเหลือคนรวยและหาประโยชน์เข้ากระเป๋าเลยตลอด 8 ปีของการเป็นวุฒิสมาชิก และเขาจะไม่มีวันทำเช่นนั้นหากได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีด้วย  เขามายังย้ำว่าเขาต้องการที่จะเปลี่ยนธรรมเนียมปฏิบัติของผู้คนในสภาและรัฐบาล แต่ทันทีที่เขาเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีเขากลับเป็นผู้สนับสนุนและอนุมัติการเข้าช่วยเหลือทางการเงินกับ Fannie Mae และ Freddie Mac และสถาบันการเงินอื่น ๆ อีก 7 แสนล้านดอลลาร์ รวมทั้งอัดฉีดเงินให้ภาคอสังหาริมทรัพย์อีกเป็นจำนวนมาก  นอกจากนั้นเขารวมทั้งทีมงานทั้งหมดต่างรับเงินบริจาคทั้งทางตรงและอ้อมจากสถาบันการเงินและบริษัทใหญ่ๆ เป็นจำนวนมาก

               ทุกสิ่งที่ปรากฏต่อสายตาประชาชนจึงแสดงให้เห็นว่า เขาเพียงแต่พูดว่าจะเปลี่ยนแปลงแต่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงอะไรเลย  ยิ่งรัฐบาลมีขนาดใหญ่เท่าใด การคอรัปชั่นยิ่งสูงมากขึ้นเท่านั้น  ซ้ำร้ายการที่รัฐจำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมากเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจยิ่งเท่ากับเป็นการเปิดโอกาสอย่างไม่จำกัดให้กับโอบามาและผองเพื่อนในการแสวงหาผลประโยชน์เข้ากระเป๋าได้มากกว่ารัฐบาลอื่น ๆ เสียอีก 

               ข้อคิดเห็น  ข้อมูลทั้งหมดข้างต้นจึงดูราวกับว่าโอบามาและรัฐบาลของเขาไม่เคยปฏิบัติตามที่หาเสียง และคำพูดก็เป็นเพียงแค่คำพูดเท่านั้น  โอบามาอาจทำให้ชาวอเมริกันหลงเชื่อได้ว่าเขาจะเปลี่ยนแปลง แต่แท้ที่จริงแล้วเขาไม่มีวันที่จะทำให้หนองน้ำเหือดแห้งได้ด้วยการเติมน้ำเข้าไปอย่างเด็ดขาด 

                แท้ที่จริงแล้ว นักการเมืองก็คือนักการเมืองซึ่งเหมือนกันทั่วโลก และการทุจริตเชิงนโยบายก็มิได้เกิดขึ้นเฉพาะที่ประเทศไทยเท่านั้น แต่เกิดขึ้นกับมหาอำนาจที่อ้างว่าเป็นประชาธิปไตยมากที่สุดและมีระบบตรวจสอบที่เข้มข้นที่สุดด้วย

              หลังจากที่ผู้อ่านอ่านบทความนี้จบลง ผู้อ่านคงรู้สึกโล่งอกที่มิได้ถูกโดดเดี่ยวหรือเป็นชนชาติเดียวในโลกที่ต้องเผชิญกับความฉ้อฉลของนักการเมือง พร้อม ๆ กับซาบซึ้งใจไปกับพฤติกรรมของนักการเมืองที่มักพูดอย่างทำอย่าง  ยิ่งในวันนี้ด้วยแล้วชาวไทยโดยเฉพาะชาวเสื้อเหลือง เสื้อชมพู และเสื้อหลากสีที่คอยเชียร์และให้กำลังใจรัฐบาลมาโดยตลอดคงกำลังหวังอย่างยิ่งว่านายกฯ จากอ๊อกฟอร์ดของเราคงมิได้เป็นเช่นประธานาธิบดีโอบามาที่คำพูดของเขามักตรงข้ามกับความจริงเสมอ และนายกฯ ที่คนไทยส่วนหนึ่งภาคภูมิใจที่สุดนั้นจะมิได้เป็นเฉกเช่นนักการเมืองทั่วไปที่คำนึงถึงแต่ประโยชน์ของตัวเองไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ใดในโลก ไม่เช่นนั้นแล้ว ท่านนายกคงต้องเปลี่ยนชื่อเป็นโอบามาร์คในเร็ว ๆ นี้

Rating: 5 stars

Tags: , , , , , ,

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • Twitter
  • RSS

Comments are closed.

+(reset)-

Ratings Plugin created by Cheap Web Hosting - Powered by Attache Case and VLC Player Download.