You are here: Home > Econ & Business > Out Of Poverty / ก้าวพ้นความยากจน

Out Of Poverty / ก้าวพ้นความยากจน

โดย  พญ.นภาพร ลิมป์ปิยากร

                คนที่ไม่เคยยากจนถึงขนาดที่เรียกว่าข้นแค้นคงสงสัยว่าคนยากจนมีชีวิตอยู่รอดได้อย่างไรกับรายได้ที่น้อยกว่าวันละ 1 ดอลลาร์ อะไรทำให้คนยากจนมีฐานะยากจนและอะไรที่พวกเขาสามารถทำได้ Out Of Poverty: What Works When Traditional Approaches Fail ของ Paul Polak ผู้ก่อตั้ง International Development Enterprises  (IDE) องค์กรที่ให้ความช่วยเหลือคนยากจนโดยไม่แสวงหากำไรจะตอบคำถามข้างต้น  นอกจากนั้นหนังสือที่แบ่งเป็น 3 ภาค 12 บทยังจะ 1) ตอบว่าเหตุใดเรื่องราวของคนยากจนจึงทำให้ผู้เขียนสนใจ และวิธีการที่เขาเรียนรู้ในการหาคำตอบเพื่อนำพาคนเหล่านี้หลุดพ้นจากความยากจน 2) บอกว่าชาวนาที่มีพื้นที่ทำกินอันน้อยนิดสอนอะไรผู้เขียนบ้าง และทำอย่างไรจึงจะทำให้ชาวนาเหล่านี้กว่า 800 ล้านคนทั่วโลกหลุดพ้นจากความยากจน   3) บอกหลักการแก้ปัญหาซึ่งสามารถนำไปใช้กับคนยากจนที่มีรายได้น้อยกว่าวันละหนึ่งดอลลาร์ และวิธีการหรือกิจกรรมที่ผู้บริจาค รัฐ มหาวิทยาลัยและองค์กรควรจะทำเพื่อให้คนเหล่านี้หลุดพ้นจากความยากจน 

                ผู้เขียนเริ่มเรื่องด้วยการเล่าถึงวิธีการหาเงินครั้งแรกในชีวิตของเขาด้วยการรับจ้างเก็บสตรอเบอร์รี่ให้เพื่อนบ้าน  การที่เขาสามารถทำเงินได้ถึงสิบดอลลาร์เมื่อเกือบ 60 ปีก่อนจากการรับจ้างทำให้เขาคิดว่าเจ้าของสวนสตรอเบอร์รี่น่าที่จะหาเงินได้มากกว่านี้อีกหลายเท่านัก  เขาจึงชักชวนลุงให้มาเป็นหุ้นส่วนปลูกสตรอเบอร์รี่  หลังจากนั้น 1 ปี เขาก็พบว่างานด้านเกษตรกรรมเป็นงานที่ยุ่งยาก จุกจิกและน่าเบื่อ  เมื่อถึงเวลาเก็บเกี่ยวเขาก็พบว่าการหาตลาดเป็นปัญหาอีก  แต่ในที่สุดเขาก็สามารถขายสตรอเบอร์รี่ทั้งหมดในสวนและได้รับเงินเจ็ดร้อยดอลลาร์ซึ่งคงเท่ากับเงินเจ็ดพันดอลลาร์ในปัจจุบันแล้วยุติกิจการ  หลังจากนั้นเขาใช้เวลาอีก 30 ปีเรียนแพทย์ แต่งงาน เป็นจิตแพทย์และทำธุรกิจด้านน้ำมันและก๊าซ  จนเมื่อปี 2524 เขาจึงหวนกลับไปเกี่ยวข้องกับฟาร์มอีกครั้งหนึ่ง

                สาเหตุที่เขาละจากวิชาชีพแพทย์แล้วหันมาให้ความสนใจกับคนยากจนเป็นเพราะเขาพบว่าความยากจนเป็นบ่อเกิดของโรค  เขาจึงคิดว่าการเรียนรู้เกี่ยวกับความยากจนและวิธีการกำจัดมันน่าที่จะเป็นวิธีการที่ดีที่สุดในการกำจัดโรคภัยไข้เจ็บให้กับมนุษย์  คนยากจนคนแรกที่เขาได้เรียนรู้ชื่อ โจซึ่งใช้ชีวิตอยู่ข้างถนนเป็นเวลากว่าสิบปี  แทนที่เขาจะสัมภาษณ์โจในห้องตรวจเหมือนอย่างจิตแพทย์ทั่วไป  เขากลับคุยกับโจที่ชานชาลาขนถ่ายสินค้าของสถานีรถไฟซึ่งเป็นที่อยู่ของโจ  เขาได้เรียนรู้มากมายเกี่ยวกับวิธีการใช้ชีวิตของคนไม่มีบ้าน โจเล่าว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับคนไร้บ้านคือที่เก็บของที่ปลอดภัย เขาเช่าตู้ของสถานีรถไฟไว้เก็บของเพราะมันมีราคาเพียงแค่วันละ 75 เซนต์เท่านั้น  โจยังเล่าว่าเขาสามารถมีรายได้ถึงเดือนละ 500 ดอลลาร์จากการเก็บกระป๋องเบียร์ขายและขายโลหิตสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง  การคุยกับโจในวันนั้นทำให้ผู้เขียนได้เรียนรู้ว่า หากเขาอยากรู้เรื่องราวเกี่ยวกับคนยากจนต้องไปเรียนรู้ ณ สถานที่ที่พวกเขาอาศัยอยู่

                ผลจากการพยายามเรียนรู้คนยากจนอยู่หลายปีทำให้ผู้เขียนพบว่าการหลุดพ้นจากความยากจนสามารถทำได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่เดือนจากการทำสิ่งที่ง่าย ๆ และหนทางในการแก้ปัญหาก็เห็นได้ชัดอยู่แล้ว นั่นคือ 1) ไปยังสถานที่เกิดเหตุ ทั้งนี้เพราะการนั่งในสถานที่ทำงานแล้วคิดถึงคนยากจน ณ ที่ห่างไกลไม่สามารถแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมได้ 2) คุยกับคนที่มีปัญหาและฟังเรื่องราวที่พวกเขาบอก  3) เรียนรู้ปัญหาทุกสิ่งทุกอย่างมากที่สุดเท่าที่จะทำได้  มันเป็นไปไม่ได้ที่จะแก้ไขปัญหา หากมิได้เก็บรวบรวมข้อมูลอย่างละเอียด 4) คิดและทำให้ใหญ่เพื่อสร้างตลาด  ผู้ที่คิดจะสร้างโลกที่ดีกว่าย่อมต้องมีความคิดที่แปลกแหวกแนวและนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่คนยากจนเข้าถึงได้ 5) คิดเหมือนเด็กเพราะมันจะทำให้ปัญหาที่คาดเดาว่าจะเกิดขึ้นไม่ใหญ่เกินจริง 6) ดูและทำสิ่งที่เห็นชัดที่สุด 7) ถ้ามีใครทำแล้วก็อย่าไปทำซ้ำ  สิ่งที่ควรทำคือหาหนทางทำสิ่งที่ดีกว่าในราคาที่ถูกกว่า 8) ต้องแน่ใจว่าสิ่งที่จะทำต้องสามารถทำให้คนยากจนมีชีวิตที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ วัดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม  และอย่างน้อยต้องเข้าถึงคนได้เป็นล้านคน 9) ออกแบบโดยกำหนดทั้งต้นทุนและราคาขาย 10) ต้องติดตามผลอย่างน้อย 3 ปี 11) เรียนรู้จากลูกค้า 12)คิดในทางบวกเสมอ  

                ผู้เขียนเห็นว่าการทำงานเพียงคนเดียวคงไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้  เขาจึงตัดสินใจจัดตั้งองค์กรที่ไม่แสวงหากำไรที่มีชื่อว่า International Development Enterprises (IDE) ขึ้นในปี 2523 โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะช่วยเหลือคนยากจน  การศึกษาของ IDE พบว่าการที่คนยากจนต้องมีฐานะยากจนเพราะพวกเขา 1) ไม่มีเงิน  2) มีที่ทำกินเพียง 1 เอเคอร์เท่านั้น 3) ไม่สามารถปลูกพืชที่มีราคาสูงนอกฤดูกาลได้ 4) ขาดความสามารถในการเข้าถึงระบบชลประทาน เมล็ดพันธุ์และปุ๋ยที่มีราคาถูก รวมทั้งตลาดที่จะนำผลผลิตไปขายได้อย่างมีกำไร   ซ้ำร้ายโครงการขององค์กรต่าง ๆ ที่ให้ความช่วยเหลือคนยากจนกลับมิได้สนใจที่จะแก้ไขปัญหาข้างต้นเลย

                 แม้ว่าผู้เขียนจะเห็นว่าหนทางในการแก้ปัญหาความยากจนไม่ยากเย็นนัก  แต่เงินช่วยเหลือจากประเทศก้าวหน้าที่ส่งมาเพื่อสร้างเขื่อน โรงเรียน ถนนและสาธารณูปโภคต่าง ๆ ให้กับประเทศยากจนตั้งแต่ปี 2493 มิได้ทำให้สถานการณ์ในประเทศยากจนส่วนใหญ่ดีขึ้นแต่อย่างใด  ซ้ำร้ายนโยบายการค้าเสรีและนโยบายการคลังแบบเกินดุลตามคำบัญชาของกองทุนการเงินระหว่างประเทศไม่เพียงทำให้ประเทศยากจนไม่สามารถใช้หนี้เงินกู้ได้เท่านั้น ยังทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจด้วย  ส่วนนโยบาย Millenium Development Goal ที่ได้รับการเสนอโดย Jeffy Sach และได้รับการสนับสนุนโดยองค์การสหประชาชาติที่หวังจะกำจัดความยากจน เพิ่มความสามารถในการเข้าถึงสุขาภิบาล ลดอัตราการตายของแม่และเด็กในปี 2558 นั้นก็ยังคงมีวิธีการในการแก้ปัญหาไม่ต่างจากเดิมมากนัก 

                จริงอยู่ระหว่างปี 2533-45 จำนวนประชากรที่มีชีวิตอยู่ด้วยเงินน้อยกว่า 1 ดอลลาร์ลดลงจาก 27.9% เหลือเพียง 19.4% แล้ว แต่จำนวนคนที่ยังมีความหิวโหยกลับเพิ่มขึ้นถึงปีละ 4 ล้านคนเป็น 824 ล้านคนแล้ว  คนยากจนที่มีฐานะดีขึ้นเป็นคนจีนเกือบทั้งหมดอันเป็นผลมาจากนโยบายของประธานาธิบดีเติ้งเสี่ยวผิงที่เปิดประเทศสู่โลกภายนอก   แต่การเปิดประเทศของจีนก็ได้ทำให้จีนกลายเป็น 2 ประเทศไปอย่างแท้จริงนั่นคือ กลุ่มประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งจะมีฐานะดีขึ้นจากการส่งสินค้าที่มีค่าแรงต่ำไปขายยังต่างประเทศ และประชาชนยากจนที่อาศัยอยู่ตามเมืองทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือบริเวณแม่น้ำเหลืองอันเป็นผลมาจากการที่ดินบริเวณนี้เลว ฝนตกน้อย การขนส่งและการค้าเป็นไปอย่างยากลำบาก

                การที่ความช่วยเหลือไม่สามารถทำให้คนยากจนก้าวพ้นความยากจนได้เป็นเพราะ ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่มักมีคิดผิด ๆ 3 เรื่องคือ 1) การบริจาคสามารถทำให้ผู้คนก้าวพ้นจากความยากจน  Jeffy Sach ผู้ริเริ่มโครงการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ (UN Millennium Development Goals)จึงได้ขอเงินจากประเทศร่ำรวยปีละ 1.6 แสนล้านดอลลาร์เป็นเวลา 10 ปี ทั้งนี้เพราะเขาเชื่อว่าคนยากจนขาดเงินลงทุนจึงทำให้พวกเขาไม่สามารถหลุดพ้นความยากจน  ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่  แท้ที่จริงแล้วรัฐบาลประเทศกำลังพัฒนาได้เงินสนับสนุนในโครงการสาธารณูปโภคใหญ่ ๆ และโครงการชลประทานจำนวนมากมาเป็นเวลานานแล้ว  แต่ความพยายามเหล่านี้กลับมองข้ามคนยากจนไปเสียหมด ทั้งนี้อาจเป็นเพราะผู้เชี่ยวชาญชาวตะวันตกไม่เคยไปสัมผัสหมู่บ้านที่จะใช้เงินเลยจริง ๆ  เมื่อใดก็ตามที่มีข่าวว่ากำลังจะมีเงินหลายล้านดอลลาร์ถูกบริจาคออกมา กลุ่มนักการเมืองในประเทศกำลังพัฒนาก็จะเป็นผู้ที่ได้รับความร่ำรวยเหล่านั้นไป  หากเงินบริจาคตกถึงมือชาวบ้านได้บ้าง ชาวบ้านก็อาจหลงดีใจที่ได้ของฟรีชั่วคราว และเมื่อเงินเหล่านี้หมดลง พวกเขาก็มักแย่ลงไปอีก เช่น เมื่อธนาคารโลกลงทุนติดตั้งปั้มน้ำเพื่อการชลประทานให้กับบังกลาเทศ 35 ล้านดอลลาร์  แทนที่รัฐบาลจะจัดสรรปั้มน้ำให้กับคนยากจน พวกเขากลับจัดสรรผลประโยชน์นี้ไปให้เจ้าของที่ดินซึ่งเป็นผู้ที่ร่ำรวยอยู่แล้วทำให้คนรวยสามารถสูบน้ำมาขายให้กับคนจนอีกทีหนึ่ง  เมื่อคนจนไม่สามารถจ่ายหนี้ได้ พวกเขาจึงต้องเสียที่ทำกินและยากจนมากยิ่งขึ้นไปอีก   แต่เมื่อชาวนาสามารถซื้อปั้มแบบเหยียบที่ใช้แรงคนซึ่งผลิตโดยได้รับการสนับสนุนจาก IDE ในราคาเพียง 25 ดอลลาร์ พวกเขาก็เริ่มมีฐานะดีขึ้น  ปั้มชนิดนี้จำนวน 1.5 ล้านตัวสามารถทำให้เกิดพื้นที่ชลประทานมากถึง 7.5 แสนเอเคอร์ด้วยเงินเพียงแค่ 35 ล้านดอลลาร์ซึ่งเป็นเพียงเศษเสี้ยวของเงินที่ธนาคารโลกให้กับรัฐบาลบังกลาเทศเสียอีก

                2) การที่ประเทศยากจนมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นจะทำให้ประชาชนพ้นความยากจน  ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่  250 ปีก่อน 80% ของประชากรในยุคนั้นก็ยากจนเหมือนกับคนกว่าพันล้านคนในปัจจุบัน  เมื่อเครื่องจักรไอน้ำถูกผลิตขึ้น ผู้คนต่างถูกทำให้คิดว่าการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจะทำให้คนจนหมดไป  ปัจจุบัน แม้แต่สหรัฐฯ ก็ยังพบมีคนยากจนอยู่ถึง 35 ล้านคนหรือ 12.6%  อินเดียซึ่งมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจถึงปีละกว่า 6% ก็ยังมีคนยากจนถึง 360 ล้านคนหรือ 36% ที่ต้องดำรงชีวิตด้วยเงินน้อยกว่าวันละหนึ่งดอลลาร์  จีนซึ่งมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจถึง 8% ก็มีคนจนถึงกว่า 216 ล้านคนหรือ 16.6%  การที่ทั้งอินเดียและจีนซึ่งมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงมากแต่ยังมีคนยากจนรวมกันถึง 575 ล้านคนเป็นเพราะคนยากจนที่อยู่ห่างไกลมิได้รับประโยชน์อันใด (bypass) จากความสำเร็จของอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเลย

                C.K. Prahalad ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยมิชิแกนเขียนไว้ในหนังสือชื่อ The Fortune at the Bottom of the Pyramid ว่าหากผู้คนเลิกมองว่าคนจนเป็นเหยื่อและเริ่มคิดว่าคนเหล่านี้สามารถที่จะเป็นเหมือนคนอื่น ๆ เป็นผู้ประกอบการที่สร้างสรรค์และเป็นผู้บริโภคที่คำนึงถึงคุณค่า โอกาสของสิ่งใหม่ ๆ ในโลกก็จะเพิ่มขึ้น  ผู้เขียนจึงมีคำแนะนำในการทำธุรกิจใหญ่กับคนยากจนคือ 1) ต้องเป็นบริการที่ให้กับคนที่มีรายได้น้อยกว่า 1 ดอลลาร์ 2) สินค้าและบริการต้องออกแบบในราคาที่คนที่มีรายได้น้อยกว่าหนึ่งดอลลาร์สามารถหาซื้อได้โดยไม่ต้องได้รับการสนับสนุนแต่อย่างใด 3) ต้องเป็นสินค้าที่คนเหล่านี้ซื้อหาได้ภายในเวลาหนึ่งปี 4) ต้องเป็นธุรกิจที่สามารถมีกำไรได้ภายในเวลาที่กำหนดได้ 5) ต้องวัดผลกระทบต่อความยากจนได้ 6) ต้องเป็นธุรกิจที่เพิ่มขนาดไว้สำหรับคนเป็นล้าน ๆ ได้  เช่น ธุรกิจขายวิทยุราคา 5 ดอลลาร์ซึ่งสามารถทำกำไรได้ถึง 300% ต่อปี  เมื่อคนยากจนมีรายได้เพิ่มขึ้น พวกเขาก็สามารถยกระดับตนเองเป็นผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อมากขึ้น 

                3) ความยากจนเป็นผลมาจากการที่คนยากจนเป็นเหยื่อของนักการเมืองที่คอรัปชั่น หากอนุญาตให้คนยากจนมีสิทธิมีเสียงมากขึ้น ให้อำนาจในการเข้าถึงการเมืองมากขึ้น พวกเขาจะมีชีวิตที่ดีขึ้น  นักพัฒนาบางคนก็เห็นว่าคนจนขาดการศึกษา ป่วยบ่อย หากให้การศึกษาและทำให้พวกเขาสุขภาพดี พวกเขาจะหายยากจน  แต่ผู้เขียนเห็นว่าแท้ที่จริงแล้ววิธีการเดียวที่จะทำให้คนยากจนก้าวพ้นจากความยากจนก็คือหาทางเพิ่มรายได้ให้กับพวกเขาเพื่อให้พวกเขามีโอกาสเลือกสิ่งต่าง ๆ ให้กับตนเองด้วยวิธีการเหมือนอย่างที่สหรัฐฯ ให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจกับประเทศตะวันตกที่แพ้สงครามหรือได้รับความเสียหายจากสงครามโลกครั้งที่สองที่เรียกว่า Marshall Plan แต่นโยบายนี้กลับมิได้นำมาประยุกต์ใช้กับประเทศยากจนเป็นเพราะประเทศร่ำรวยคิดว่าการช่วยให้คนยากจนก้าวพ้นจากความยากจนเป็นเรื่องซับซ้อนเกินไปและต้องใช้เงินมากเกินไป

                ในชนบทน้ำคืออำนาจ ผู้ที่เข้าถึงน้ำได้มักเป็นคนร่ำรวย คนรวยจึงมักเป็นผู้ขายน้ำให้กับคนจน  เมื่อ IDE สามารถผลิตปั้มน้ำแบบเหยียบซึ่งทำให้คนยากจนสามารถดึงน้ำบาดาลออกมาใช้เองได้ อำนาจของคนรวยเหนือคนจนก็หมดไป  เมื่อคนยากจนมีเงินมากขึ้น พวกเขาก็สามารถ 1) ซื้ออาหารเพิ่มขึ้นจึงทำให้โรคที่เกี่ยวข้องกับการขาดสารอาหารลดลงตามไปด้วย  2) ซื้อเครื่องกรองน้ำที่มีราคา 7 ดอลลาร์ทำให้โรคท้องร่วงลดลง สุขภาพโดยรวมก็ดีขึ้นด้วย  3) นำเงินที่มีมากขึ้นลงทุนไปกับเครื่องมือทำมาหากินเพื่อสร้างโอกาสในการสร้างรายได้เพิ่มขึ้น เช่น เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย แทนที่จะรอคอยความช่วยเหลือจากรัฐ  4) นำเงินส่วนเกินไปซื้อเครื่องมือที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน เช่น ไฟฉาย จักรยาน มอเตอร์ไซด์ 

                ผู้เขียนเรียนรู้วิธีการทำธุรกิจกับคนยากจนจากประสบการณ์ที่เขาเดินทางไปโซมาเลียเมื่อ 23 ปีก่อน  เขาพบว่าเลื่อนลากของชาวโซมาเลียมักตกหล่มเสมอ เขาจึงไปซื้อที่ขันชะเนาะอย่างดีของอังกฤษราคา 12 ดอลลาร์ซึ่งรับประกันการใช้งานตลอดชีวิตและของจีนราคา 6 ดอลลาร์มาขาย  เขาพบว่าที่ขันชะเนาะของจีนขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ทั้ง ๆ ที่มันมีคุณภาพต่ำ  ภายหลังเขาพบว่าการที่ชาวบ้านซื้อสินค้าจีนเป็นเพราะพวกเขาสามารถทำกำไรจากการลากเลื่อนได้ภายในเวลา 1 เดือนและยังมีเงินเหลือสำหรับซื้อสินค้าอังกฤษในภายหลังด้วย  แต่พวกเขาไม่มีเงินซื้อสินค้าที่มีคุณภาพดีของอังกฤษตั้งแต่แรก และหากพวกเขารอคอยจนมีเงินมากพอที่จะซื้อ พวกเขาก็จะเสียโอกาสที่จะทำเงินไปเลย  ประสบการณ์นี้คือที่มีของกฎข้อแรกในการออกแบบสินค้าสำหรับคนจนนั่นคือ ความสามารถเข้าถึงได้  ผู้ออกแบบสินค้าจึงจำเป็นต้องออกแบบสินค้าที่อาจมีขนาดเล็กลงกว่าปกติ คงทนน้อยกว่า แต่คนยากจนสามารถเข้าถึงได้

                ความสามารถในการเก็บและกระจายน้ำสำหรับพื้นที่เพาะปลูกเป็นสิ่งที่มีความสำคัญสำหรับคนยากจนตามชนบท  หากชาวบ้านต้องการปลูกพืชนอกฤดูกาล พวกเขาจำเป็นต้องเก็บน้ำฝนให้ได้อย่างน้อย 6 เดือนโดยไม่ให้มันระเหยออกไปหมดก่อนและทำให้น้ำที่เก็บกักไว้ไหลไปยังพืชโดยไม่มีการสูญเสีย   อุปกรณ์ที่ถูกผลิตขึ้นจะต้องตอบสนองความต้องการทั้งหมดนี้ เป็นอุปกรณ์ที่คนจนเข้าถึงได้อีกทั้งยังสามารถทำให้พวกเขามีกำไรภายในเวลาหนึ่งปีโดยเฉพาะปีแรกของการลงทุน  ในที่สุดทีมงานจาก IDE ของผู้เขียนก็สามารถที่จะออกแบบถังเก็บน้ำที่ผลิตจากพลาสติกที่มีขนาดบรรจุหนึ่งหมื่นลิตรราคา 50 ดอลลาร์ซึ่งสามารถเก็บน้ำจากฤดูฝนได้โดยไม่ระเหยไปเป็นเวลา 6 เดือนและยังสามารถใช้งานร่วมกับระบบชลประทานแบบหยดได้ด้วย  ถังชนิดนี้จะทำให้เกษตรกรสามารถปลูกพืชที่มีราคาดีในฤดูแล้งได้ส่งผลให้พวกเขามีรายได้เพิ่มขึ้นถึง 2-3 เท่า  นอกจากนี้ IDE ยังกำลังพยายามสร้างเครื่องมือต่าง ๆ เช่น ปั้มที่ทำงานโดยใช้ลมหรือพลังงานแสงอาทิตย์ในราคาย่อมเยา เครื่องขุดเจาะที่มีคุณภาพดีต้นทุนต่ำ ปั้มหนึ่งแรงม้าราคาไม่เกินหนึ่งร้อยดอลลาร์ สปริงค์เกอร์ความดันต่ำต้นทุนต่ำ เครื่องทำมันสำปะหลังแห้งจากพลังงานแสงอาทิตย์ราคาถูก เครื่องมือเหล่านี้เป็นเครื่องมือหากินราคาถูกสำหรับคนยากจน  นอกจากนี้ IDE ยังออกแบบบ้านที่สามารถต่อเติมได้เหมือนเลโก้ราคาหนึ่งร้อยดอลลาร์ ทั้งนี้เพราะ IDE ทราบดีว่าบ้านที่คนยากจนอาศัยกันในปัจจุบันเป็นทรัพย์สินที่ไม่มีราคาตลาดส่งผลให้พวกเขาไม่สามารถใช้บ้านเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันการกู้เงินจากธนาคารได้  บ้านแบบใหม่นี้จะเป็นทรัพย์สินถาวรที่สามารถใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันในการกู้เงินได้และต่อเติมได้เมื่อพวกเขามีเงินมากขึ้น

                 สาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่งที่คนยากจนตามชนบทไม่สามารถมีฐานะดีขึ้นได้ก็คือ พวกเขามักต้องปลูกแต่ข้าวและข้าวสาลีตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่รัฐที่ได้รับการศึกษามาจากชาติตะวันตก  หากชาวบ้านได้รับคำแนะนำให้ปลูกพืชที่ให้ผลผลิตมากกว่าเดิม เช่น มีการใช้ปุ๋ยเพิ่มขึ้น มีระบบชลประทานที่ดีขึ้น ชีวิตของพวกเขาก็จะดีขึ้นอย่างแน่นอนเพราะพวกเขาจะมีผลผลิตมากขึ้นในการยังชีพและเหลือไว้ขายในตลาด  การที่ผลผลิตต่อไร่ไม่เพิ่มขึ้นไม่เพียงทำให้ผลผลิตไม่เพียงพอต่อการยังชีพเท่านั้น ยังจะทำให้พวกเขายากจนไปตลอดชีวิตด้วย  แนวคิดนี้ตรงกับของ Norman Borlaug นักปฐพีศาสตร์บิดาแห่งการปฏิวัติสีเขียวซึ่งได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี 2548 นั่นคือ การปฏิวัติสีเขียวเป็นการปฏิวัติการผลิตอาหารโดยเฉพาะอย่างยิ่งในไร่นาขนาดเล็กในประเทศกำลังพัฒนาซึ่งไม่เพียงจะทำให้ปริมาณอาหารมีมากขึ้นเท่านั้น ยังจะสร้างงานและเพิ่มรายได้จากการขายผลิตผลที่เหลือจากการรับประทานด้วย นั่นหมายความว่า เครื่องมือทำมาหากินเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้คนยากจนสามารถก้าวพ้นความยากจนได้ด้วยตัวเอง

                การที่ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ในโลกถูกออกแบบมาเพื่อคนรวยเป็นเพราะนักธุรกิจส่วนใหญ่เชื่อว่าคนรวยมีเงิน แนวคิดนี้เหมือนกับการที่ขโมยเลือกที่จะปล้นธนาคารนั่นเอง   แต่ปัจจุบันนักออกแบบเริ่มให้ความสนใจกับขบวนการออกแบบเพื่อคนยากจนบ้างแล้ว เช่น ที่นิวยอร์ก Cooper-Hewitt Design Museum ได้จัดงานแสดงที่มีชื่อว่า การออกแบบสำหรับคน 90% ผู้เขียนจึงมีความฝันที่จะ 1) เปลี่ยนแปลงวิธีการออกแบบที่ประเทศพัฒนาแล้วสอนกันในโรงเรียน 2) สร้าง platform สำหรับผู้ออกแบบที่ดีที่สุดเพื่อพัฒนาเทคนิคการแก้ปัญหาให้กับคนยากจน 3) สร้างโอกาสให้กับบริษัทระหว่างประเทศเพื่อให้พวกเขาสามารถทำกำไรจากการขายสินค้าให้กับคนยากจน  ผู้เขียนยังได้เสนอหลักในการออกแบบสำหรับคน 90% ก็คือ1) คุยกับกลุ่มเป้าหมายก่อนอย่างน้อย 25 คนเพราะขบวนการออกแบบต้องเริ่มต้นจากการศึกษาความต้องการของผู้ซื้อ ต้องทราบว่าอะไรและจำนวนที่พวกเขาเต็มใจที่จะจ่าย  2) มองย้อนกลับไปยังประวัติศาสตร์ของการได้มาซึ่งเทคโนโลยี ผลิตสินค้าใหม่ด้วยวัตถุดิบใหม่ ผลิตสินค้าที่ต่อเติมได้เหมือนอย่างเลโก้ 3) ออกแบบสินค้าขนาดเล็กที่มีราคาถูก เช่น ลดน้ำหนักของสินค้าเพื่อลดต้นทุน ลดส่วนเกินของสินค้า 4) อย่าออกแบบสินค้าที่ไม่สามารถผลิตได้เป็นล้านชิ้น  ส่วนขั้นตอนในการออกแบบประกอบด้วย 1) กำหนดราคาเป้าหมาย 2) วิเคราะห์เทคโนโลยี 3) แยกแยะสิ่งที่ทำให้เกิดต้นทุน 4) ออกแบบสิ่งที่ได้รับการแยกชิ้นส่วนออกมาเพื่อหาวัสดุทดแทน 5) สร้างต้นแบบที่มีความหลากหลาย 6) เปลี่ยนแปลงผลิตภัณฑ์บนพื้นฐานของการทดลอง 7) ปรับเทคโนโลยีเมื่อต้องเปลี่ยนสถานที่ 

                     เมื่อผู้เขียนสัมภาษณ์ชาวบ้านที่ยากจนตามชนบท เขาจึงทราบว่ากว่าชาวบ้านจะสามารถปลูกผักในแปลงขนาด 1 ใน 8 เอเคอร์( 1 เอเคอร์เท่ากับ 2.5 ไร่) ได้นั้น ชาวบ้านต้องใช้เวลาหนึ่งวันในการขนน้ำกับอีกสองวันในการนำน้ำที่ขนมาใส่กระป๋องแล้วกระจายไปบนแปลงผัก  ผู้เขียนเห็นว่าการออกแบบระบบชลประทานขนาดเล็กซึ่งประกอบไปด้วย การนำน้ำจากแหล่งมาใช้ การเก็บน้ำและการกระจายน้ำจะทำให้ชาวบ้านทำงานได้ง่ายขึ้น เสียเวลาน้อยลงและมีรายได้เพิ่มขึ้น  IDE องค์กรที่ผู้เขียนจัดตั้งขึ้นจึงออกแบบ1) ปั้มแบบเหยียบราคารวมค่าติดตั้ง 25 ดอลลาร์ซึ่งจะทำให้ชาวบ้านใช้เวลาเหลือเพียงวันละ 2-6 ชั่วโมงกับแปลงผักครึ่งเอเคอร์และจะทำให้พวกเขามีรายได้เพิ่มขึ้น 100 ดอลลาร์หลังหักค่าใช้จ่าย  หลังจากปั้มนี้ถูกขายออกมากว่า 2.5 ล้านเครื่องสามารถเพิ่มรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายให้กับชาวบ้านถึงกว่า 200 ล้านดอลลาร์และทำให้เกิดการขยายผลได้ถึงปีละ 600 ล้านดอลลาร์  2) สระพลาสติกเก็บน้ำฝนแบบมีฝาปิดที่สามารถเก็บน้ำถึง 2 แสนลิตรเพื่อให้เพียงพอกับระบบชลประทานแบบหยดในพื้นที่เกษตร 1 ใน 4 เอเคอร์เป็นเวลา 100 วันในราคาสี่ร้อยดอลลาร์ซึ่งทำให้ชาวบ้านมีรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นปีละ 500 ดอลลาร์  3) ถังเก็บน้ำดื่มพลาสติกขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 เมตรสูง 10 เมตรเก็บน้ำได้  1 หมื่นลิตรในราคา 40 ดอลลาร์ซึ่งจะทำให้ชาวบ้านมีน้ำดื่มในช่วงฤดูแล้งและเหลือน้ำไว้สำหรับระบบชลประทานแบบหยดกับผักสวนครัวที่พวกเขาปลูกไว้กินเอง  นอกจากนี้ IDE ยังส่งเจ้าหน้าที่มาอบรมชาวบ้านถึงท้องที่โดยพวกเขาจะมาเยี่ยมชาวบ้านทุก ๆ 2 สัปดาห์เป็นเวลา 3 เดือนเพื่อให้ชาวบ้านสามารถที่จะเรียนรู้การปลูกพืชชนิดใหม่ ๆ ที่ให้ผลผลิตสูง มีราคาดีและวิธีการขายให้ได้กำไรอีกด้วย

                ข้อมูลในปี 2548 บ่งว่าทั่วโลกมีฟาร์มทั้งหมด 525 ล้านแห่งโดย 445 ล้านแห่งหรือ 85% มีขนาดเล็กกว่า 5 เอเคอร์หรือเฉลี่ย 3.75 เอเคอร์  ฟาร์มเล็ก ๆ เหล่านี้เป็นผู้ป้อนธัญพืชและผลผลิตทางการเกษตรอื่น ๆ ให้กับประเทศยากจนถึง 40%-97% ขึ้นอยู่กับประเทศและชนิดของผลผลิต เช่น ผลิตนมและเนื้อถึงกว่า 50% ให้รัสเซีย ผลิตนมให้กับเอธิโอเปียถึง 97%   เมื่อผู้เชี่ยวชาญคาดว่าขนาดของฟาร์มในอนาคตจะยิ่งเล็กลงเรื่อย ๆ อันเป็นผลมาจากจำนวนประชากรทึ่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว  ดังนั้น การวิจัยเพื่อพัฒนาด้านการเกษตรจึงควรเน้นหนักไปกับธุรกิจขนาดเล็ก ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ ทั้งนี้เพราะผู้นำของประเทศและผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่มักได้รับความรู้มาจากโลกตะวันตกโดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐฯ ซึ่งคุ้นเคยกับการทำเกษตรในพื้นที่ขนาดใหญ่  IDE จึงกำลัง 1) พัฒนาพันธุกรรมผักและผลไม้ที่มีราคาสูงซึ่งสามารถปลูกได้ในพื้นที่ขนาดเล็ก 2) พัฒนาเทคนิคในการปลูกพืชหมุนเวียน 3) พัฒนาเทคโนโลยีที่มีต้นทุนถูก 4) หาเทคโนโลยีในการจัดการกับศัตรูพืชและการผลิตปุ๋ยจากปัสสาวะ  การศึกษาว่าพบว่าปัสสาวะของมนุษย์มีปริมาณไนโตรเจน โปแตสเซียมและฟอสฟอรัส เท่ากับปุ๋ยน้ำสูตร NPK 12-4-4  หากเก็บไว้มันไว้ในถังเก็บจะสร้างปุ๋ยน้ำได้ถึงคนละ 500 กิโลต่อปีโดยปุ๋ยนี้จากสมาชิกครอบครัวที่มีสมาชิกสี่คนจะเพียงพอต่อการเพาะปลูกพืชขนาด 1 ใน 4 เอเคอร์  การนำของเสียมาใช้ประโยชน์เช่นนี้ไม่เพียงทำให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนได้แล้วยังทำให้ของเสียบนโลกลดลงไปด้วย

                คนยากจนไม่เพียงมีปัญหาในด้านการผลิต พวกเขายังมีปัญหาในเรื่องตลาดด้วย  สาเหตุที่ตลาดของประเทศยากจนไม่พัฒนาเป็นเพราะ 1) เกษตรกรที่ยากจนส่วนใหญ่ขาดความหวัง และวิสัยทัศน์  ชาวนาที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลมักมองไม่เห็นโอกาสของตนเอง ทั้งนี้เพราะพวกเขาขาดความรู้และไม่กล้าเสี่ยงที่จะยุติวิธีการและวัฒนธรรมเดิม ๆ ที่เคยปฏิบัติมา 2) ขาดการปกป้องเอกสิทธิ์  การคัดลอกเทคโนโลยีใหม่ ๆ สำหรับตลาดประเภทนี้เกิดขึ้นในเวลาเป็นสัปดาห์เท่านั้น  พวกเขาจึงขาดแรงจูงใจในการสร้างเทคโนโลยีใหม่ ๆ 3) มีการสนับสนุนต่าง ๆ 4) การคอรัปชั่น  ในประเทศกำลังพัฒนาผู้คนมักคิดว่าพวกเขาควรลงทุนเพื่อให้ลูกหลานเข้าไปรับราชการอันจะนำมาซึ่งโอกาสในการคอรัปชั่นซึ่งจะให้ประโยชน์มากกว่าการลงทุนทำธุรกิจ 5) การอยู่โดดเดี่ยวทำให้ชาวบ้านขาดความสามารถที่จะส่งสินค้าที่มีคุณภาพเข้าสู่ตลาด 6) ขาดข้อมูล  เกษตรกรที่อยู่ห่างไกลมักขาดข้อมูลเกี่ยวกับตลาดและความต้องการของตลาดจึงทำให้พวกเขาไม่สามารถผลิตสินค้าตามความต้องการของตลาดได้ 7) ขาดความสามารถในการเข้าถึงทุนเพราะพวกเขาไม่มีหลักทรัพย์มากพอที่จะจำนอง

                การสร้างตลาดใหม่เพื่อให้คนยากจนที่อยู่ห่างไกลสามารถนำผลผลิตมาขายได้จะเกิดขึ้นต่อเมื่อผู้ประกอบการท้องถิ่นเห็นผลประโยชน์ของการสร้างห่วงโซ่อุปทานของสินค้าการเกษตรของคนกลุ่มนี้  วิธีการสร้างตลาดคือ 1) เลือกชนิดของพืชที่จะผลิตซึ่งควรเป็นพืช 4-5 ชนิดสลับเปลี่ยนหมุนเวียนกัน  วิธีการคัดเลือกพืชต้องเริ่มต้นจากการสัมภาษณ์ชาวนาอย่างน้อย 50 รายเพื่อให้ได้ชนิดของพืชประมาณ 15 ชนิดขึ้นไป สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญของรัฐและธนาคารและทำการวิเคราะห์ความต้องการของตลาดในอนาคต  2) ขจัดปัญหาเรื่องการขนส่ง  ผู้เขียนแนะนำว่าแต่ละหมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลอาจจำเป็นต้องมีตัวแทนหรือผู้ประกอบการบางรายทำหน้าที่ในการขนสินค้าของเกษตรกรเข้าไปขายในเมืองหรือตลาด ทั้งนี้เพราะเกษตรกรแต่ละรายต้องใช้เวลานานในการเดินทางเพื่อไปขายสินค้าของตนเอง   ผู้เขียนยก TechnoServe IDE ที่ตั้งอยู่ใน Connecticut มาเป็นตัวอย่าง  บริษัทได้สร้างตลาดใหม่สำหรับผู้ปลูกสับปะรดในประเทศกายานาโดยให้ชาวไร่เข้าอบรมเพื่อให้สามารถปลูกสับปะรดตามมาตรฐานของอุตสาหกรรมและได้รับใบรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์จนทำให้พวกเขามีรายได้เพิ่มขึ้นถึงรายละ 300 ดอลลาร์ต่อปี  นอกจากนี้บริษัทยังช่วยเหลือเกษตรกรให้สามารถกู้เงินเพื่อผลิตและขายสินค้าเกษตรอินทรีย์ให้กับตลาดยุโรปและสหรัฐฯ ส่งผลให้พวกเขามีรายได้เพิ่มขึ้นถึงครอบครัวละ 1,162 ดอลลาร์ ในขณะที่รายได้ประชาชาติต่อคนของประเทศเพียงแค่ 292 ดอลลาร์เท่านั้น

              นอกจากคนยากจนจะอยู่ในชนบทที่ห่างไกลแล้ว พวกเขาส่วนหนึ่งยังอาศัยที่สลัมในเมืองด้วย  ข้อมูลในปี 2533 บ่งว่าคนจนกว่า 715 ล้านคนอาศัยอยู่ในสลัมทั่วโลก และเพิ่มขึ้นเป็นกว่าพันล้านคนแล้วในปัจจุบัน หรือเท่ากับครึ่งหนึ่งของประชากรเมืองในประเทศกำลังพัฒนา  นักประชากรศาสตร์คาดว่าภายในปี 2563 จำนวนคนจนในสลัมจะเพิ่มเป็น 1.4 พันล้านคนโดยซับซาฮาร่าจะเป็นพื้นที่ซึ่งมีคนยากจนอาศัยอยู่ในสลัมมากที่สุดถึง 72%

              การที่คนยากจนต้องมาอาศัยสลัมในเมืองเป็นเพราะพวกเขาต้องการงานทำและมีรายได้ ทั้งนี้เพราะโอกาสที่จะมีรายได้ในเมืองสูงกว่าการมีชีวิตอยู่ ณ หมู่บ้านของตนเอง   ยิ่งไปกว่านั้นอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่อยู่ในบริเวณสลัมและเมืองยังต้องการแรงงานราคาถูก  ดังนั้นหากค่าจ้างของอุตสาหกรรมเหล่านี้ต่ำมาก แทนที่คนยากจนจะมีชีวิตดีขึ้นพวกเขาจะยังคงยากลำบากเหมือนเดิม  ผู้เขียนจึงเห็นว่าการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและการเข้าถึงตลาดต่างประเทศให้กับอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานของคนยากจนจะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาดีขึ้นกว่าเดิมได้ 

                ยิ่งกว่านั้นการทำให้ความยากจนสิ้นสุดลงอาจเป็นก้าวย่างที่สำคัญที่สุดในการแก้ไขปัญหาสมดุลของโลก  หากคาดว่าในอีก 50 ปีข้างหน้าโลกจะต้องเผชิญกับปัญหา 1) โลกร้อนขึ้นจากจำนวนก๊าซคาร์บอนที่เพิ่มขึ้น  ปัญหานี้ส่วนหนึ่งเกิดจากจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งประชากรจากประเทศกำลังพัฒนา  การศึกษาหาสาเหตุที่ทำให้คนยากจนต้องมีลูกเป็นจำนวนมากพบว่าเพื่อให้มีลูกชาย 3 คนอันจะทำให้ชาวบังคลาเทศผู้ยากจนมีลูกเพียงพอที่จะช่วยเหลือครอบครัวต่อไปในอนาคต พวกเขาต้องมีลูกถึง 8 คนโดย 2 คนคาดว่าจะเสียชีวิตก่อนอายุ 5 ปีที่เหลือเป็นบุตรชาย 3 คนหญิง 3 คน พวกเขาจะให้ลูกชายคนหนึ่งรับราชการเพื่อให้ได้มีโอกาสคอรัปชั่น คนหนึ่งอยู่กับบ้านเพื่อช่วยเหลือครอบครัว ส่วนอีกคนหนึ่งรับจ้างนอกบ้านเพื่อหาเงินเลี้ยงครอบครัวอันเป็นผลมาจากการที่ผลผลิตในไร่นาไม่พอเลี้ยงครอบครัว  ดังนั้นหากโลกสามารถลดจำนวนคนยากจนลง 600 ล้านคนก่อนปี 2563  กลุ่มคนที่พ้นความยากจนไปแล้วก็ไม่จำเป็นต้องมีลูกมากอีกต่อไป  แนวคิดนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าถูกต้องจากอัตราการเกิดที่ลดลงของชาวบังคลาเทศ เมื่อพวกเขามีฐานะดีขึ้น

                 2) สูญเสียความหลากหลายทางด้านชีวภาพ  หากจำนวนคนยากจนลดลง ผู้ที่จะล่าสัตว์เพื่อยังชีพก็จะลดลงอันจะทำให้ชนิดของสัตว์ที่คาดว่าจะสูญพันธุ์ลดลง อีกทั้งยังทำลายสิ่งแวดล้อมน้อยลงด้วย  3) โรคภัยไข้เจ็บโดยเฉพาะโรคติดเชื้อเพิ่มขึ้น  โรคติดเชื้อเป็นผลมาจากการมีสุขภาพไม่ดี เมื่อคนยากจนมีฐานะดีขึ้น พวกเขาจะเป็นโรคขาดสารอาหารน้อยลงจึงมีภูมิคุ้มกันโรคมากขึ้นส่งผลให้พวกเขาติดเชื้อน้อยลงสุขภาพโดยรวมจึงดีขึ้น 4) คนด้อยการศึกษามีมากขึ้น  การด้อยการศึกษาเป็นผลพวงของความยากจน ทั้งนี้เพราะคนยากจนไม่มีเงินส่งลูกเรียนและมีความจำเป็นต้องใช้แรงงานลูกตั้งแต่ยังเล็กจึงทำให้คนรุ่นใหม่ขาดโอกาสในการศึกษาซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนา  หากคนยากจนมีเงินมากขึ้น พวกเขาส่วนใหญ่ก็ยินดีที่จะส่งเสริมให้บุตรหลานได้มีโอกาสเรียนหนังสือด้วยจำนวนปีที่มากขึ้นแทนที่จะออกมาทำงานตั้งแต่ยังเล็ก

                สิ่งที่คนทั่วไปทำได้คือ 1) เลิกรู้สึกสงสารคนจนและปฏิบัติต่อพวกเขาเฉกเช่นคนมีความสามารถทั่วไป 2) เรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับคนจนรอบตัว 3) หาข้อมูลเกี่ยวกับความยากจนบนโลกและสิ่งที่สามารถทำได้สำหรับพวกเขา 4) ลงทุนในธุรกิจที่บริการคนยากจน 5) บริจาคเงินและเวลาให้กับองค์กรที่สามารถแก้ไขปัญหาให้กับคนยากจนได้อย่างเป็นรูปธรรม สิ่งที่คนยากจนทำได้คือ 1) อย่าสิ้นหวัง 2) เต็มใจที่จะเสี่ยงในระดับพอประมาณ 3) อย่าหวังพึ่งคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญตลอดเวลา 4) กระตือรือร้นที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ 5) พร้อมที่จะเป็นผู้ประกอบการ 6) ยินดีเรียนรู้ที่จะพัฒนาตนเอง  สิ่งที่องค์กรนานาชาติทำได้คือการเปลี่ยนแปลงวิธีคิด ทั้งนี้เพราะเงินช่วยเหลือจำนวน 80% ที่พวกเขาจ่ายไปให้กับรัฐบาลของประเทศกำลังพัฒนาให้ประโยชน์กับคนจนในประเทศเหล่านี้น้อยมาก  พวกเขาควรจ่ายเงินไปกับโครงการที่มีสามารถวัดผลได้อย่างเป็นรูปธรรมและสามารถที่จะเพิ่มจำนวนคนได้รับความช่วยเหลือได้ด้วย  การทำให้ความยากจนสิ้นสุดลงต้องอาศัยการวิจัยของสถาบันต่าง ๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งความคิดและวิธีการใหม่ในการสร้างรายได้ให้กับคนจนทั้งในเมืองและชนบท

                เมื่อคนยากจนมีเครื่องมือทำมาหากินและมีตลาดขายสินค้า พวกเขาย่อมสามารถที่จะก้าวพ้นความยากจนได้ในเวลาไม่นานนัก  ผู้เขียนได้ยก Krishna Bahadur Thapa ชาวเนปาลผู้ยากจนที่ประสบความสำเร็จจากความช่วยเหลือจากเทคโนโลยีและกลยุทธ์ของ IDE มาเป็นตัวอย่าง  ครั้งแรกที่ผู้เขียนพบกับ Bahadur นั้น เขายังไม่สามารถขายผักในฤดูหนาวซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผักมีรายสูงได้ ทั้งนี้เพราะเขาไม่สามารถเข้าถึงน้ำ  เขาและลูกชายจึงจำเป็นต้องเดินทางเข้าเมืองหลวงเพื่อไปหางานทำ  การที่เขาไม่มีเงินสำรองจึงทำให้เขาต้องเลือกเฉพาะหนทางที่ปลอดภัยในการลงทุนเพราะเขาเกรงจะสูญเสียเงินทุนที่มีอยู่และเป็นหนี้มากขึ้นหากต้องกู้เงินมาซื้อเมล็ดพันธุ์พืชที่ให้ผลผลิตสูง  ยิ่งไปกว่านั้นเขาต้องกันเงินบางส่วนไว้ใช้เมื่อต้องเผชิญกับน้ำท่วม ภัยแล้งและคนในครอบครัวเจ็บป่วยอีกต่างหาก  ด้วยความช่วยเหลือของ IDE  Bahadur จึงสามารถเข้าถึงน้ำได้ในฤดูหนาวทำให้เขาสามารถปลูกพืชที่มีราคาสูง เช่น กะหล่ำดอกและแตง อีกทั้งยังสามารถที่จะขายผลผลิตให้กับผู้ขายส่งที่ยินดีรับซื้อ ณ บริเวณไม่ไกลจากแหล่งผลิต   ภายในเวลาเพียงแค่ 2 ปี เขาก็สามารถมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 500 ดอลลาร์และหลุดพ้นจากความยากจนนับจากนั้นมา  ห้าปีหลังจากที่ Bahudur รู้จักกับผู้เขียน ครอบครัวเขามีรายได้ถึงปีละ 4,816 ดอลลาร์และหลังหักค่าใช้จ่ายแล้วเหลือเงินถึงปีละ 4,008 ดอลลาร์  จริงอยู่ไม่ใช่คนจนทุกคนจะเป็นได้อย่าง Bahudur แต่อย่างน้อยเมื่อพวกเขาสามารถที่จะเข้าถึงเครื่องมือทำมาหากินที่ดีมากขึ้น พวกเขาก็มีเงินเหลือเพิ่มขึ้นและสามารถก้าวพ้นจากความยากจนได้ด้วยตนเองซึ่งจะส่งผลดีต่อประเทศและโลกโดยรวม

                   ข้อคิดเห็น หนังสือเล่มนี้ย้ำตลอดเวลาว่าต้นเหตุที่ทำให้แก้ไขปัญหาความยากจนในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาไม่ประสบความสำเร็จเป็นผลมาจากการที่รัฐและองค์กรที่ให้ความช่วยเหลือชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่เคยเข้าใจถึงความต้องการที่แท้จริงของชาวบ้านที่มีพื้นที่ทำกินน้อย  ทั้ง ๆ ที่วิธีการที่ประเทศพัฒนาแล้วรวมทั้งองค์กรต่าง ๆ สามารถที่จะช่วยเหลือคนยากจนให้หลุดพ้นจากความยากจนได้ง่าย ๆ ก็คือการทำให้พวกเขาสามารถหารายได้เพิ่มขึ้นจากพื้นที่อันจำกัด  นอกจากนี้การเรียนรู้ความจริงเกี่ยวกับความยากจนยังสามารถก่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ ในซึ่งสามารถสร้างความร่ำรวยได้อีกด้วย  

                จากข้อมูลของหนังสือทำให้ทราบว่าเมื่อคนยากจนพ้นขีดความยากจน สิ่งแรกที่พวกเขาทำคือการเติมเต็มท้องที่เคยหิวโหย  นี่คือเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ข้าวซึ่งเป็นสินค้าส่งออกของไทยกลายเป็นสินค้าที่ต้องการมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทั้งนี้เพราะชาวเอเชียซึ่งเป็นประชากรที่บริโภคข้าวเจ้าหลายร้อยล้านคนพ้นขีดความยากจนมานั่นเอง นั่นหมายความว่า หากชาวเอเชียและชาวแอฟริกาซึ่งเป็นปัจจุบันส่วนหนึ่งยังคงยากจนสามารถก้าวพ้นความยากจนได้เพิ่มขึ้น พวกเขาย่อมจะบริโภคข้าวเจ้าเพิ่มขึ้น  แต่เนื่องจากประเทศเหล่านี้ส่วนใหญ่ขาดศักยภาพในการปลูกข้าว ข้าวไทยย่อมจะกลายเป็นสินค้าที่ขายดีในอนาคตอย่างแน่นอน

                หากรัฐและเกษตรกรมีเจตจำนงและมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างแท้จริง หนทางในการแก้ไขปัญหาสำหรับประเทศเราคงไม่ยุ่งยากมากนัก ทั้งนี้เพราะชาวไทยมีความคิดสร้างสรรค์และคุ้นเคยกับการเกษตรมาเป็นเวลานาน และประเทศเราก็อุดมสมบูรณ์ มีปริมาณน้ำฝนมาก และมีภัยธรรมชาติน้อยกว่าประเทศยากจนในทวีปแอฟริกาและเอเซียกลางมากนัก

Rating: 5 stars

Tags: , , , ,

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • Twitter
  • RSS

Comments are closed.

+(reset)-

Ratings Plugin created by Cheap Web Hosting - Powered by Attache Case and VLC Player Download.