You are here: Home > Econ & Business > The Bottom Billion/ เรื่องราวของคนพันล้าน

The Bottom Billion/ เรื่องราวของคนพันล้าน

โดย พญ.นภาพร ลิมป์ปิยากร

                 ผู้ที่เห็นความทุกข์ยากของชาวเฮติจากแผ่นดินไหวคงแทบไม่เชื่อว่าสถานการณ์ความยากไร้เช่นนี้ยังหลงเหลืออยู่ในโลกปัจจุบันที่ห้อง ๆ เดียวของคอนโดในกรุงเทพเมืองหลวงของประเทศกำลังพัฒนาราคาสูงถึงเกือบ 10 ล้านดอลลาร์   การที่คนนับพันล้านยังคงยากจนข้นแค้นและมีรายได้ต่ำกว่าวันละ 1 ดอลลาร์ แม้ได้รับความช่วยเหลือจากนานาชาติและองค์กรการกุศลมาหลายทศวรรษแล้วเป็นผลมาจากสาเหตุหลายประการ   Paul Collier ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาด้านเศรษฐกิจแอฟริกาแห่งมหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ดเป็นผู้หนึ่งซึ่งศึกษาเรื่องราวของคนเหล่านี้และสรุปไว้ในหนังสือชื่อ The Bottom Billion: Why the Poorest Countries are Failing and What Can Be Done About It   หนังสือที่มี 224 หน้าซึ่ง ได้รับรางวัล Arthur Ross Book และ Lionel Gelber ในปี 2008 นี้ยังนำเสนอแนวทางซึ่งน่าที่จะทำให้คนยากจนเหล่านี้สามารถก้าวพ้นจากสภาพทุกข์ยากที่พวกเขากำลังเผชิญอยู่ด้วย

                เฮติ มาลาวี เอธิโอเปีย และเซอร์ราลีโอนต่างไม่เพียงล้าหลังประเทศต่าง ๆ ในโลกเท่านั้น พวกเขากำลังจะกลายเป็นประเทศที่ล้มเหลวด้วย (Failed State)  โดยทั่วไปประเทศที่ตกอยู่ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจตกต่ำยาวนานย่อมเสี่ยงที่จะเกิดสงครามภายใน และเมื่อความขัดแย้งเริ่มขึ้น การตกอยู่ภายในกับดักของความรุนแรงก็ยากที่จะหลีกเลี่ยงได้  เนื่องจากประเทศกำลังพัฒนาแต่ละแห่งมีความแตกต่างกัน  การใช้ยาสูตรเดียวกันในการจำแนกแยกแยะและแก้ไขปัญหาจึงเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง นั่นหมายความว่า การที่องค์กรภายนอกไม่เข้าใจปัญหาที่แท้จริงของประเทศยากจนเหล่านี้ อีกทั้งยังละเลยปัญหาด้วยการปฏิเสธที่จะให้ความช่วยเหลือหรือให้ความช่วยเหลือด้วยวิธีการที่ผิด ๆ ไม่เพียงจะส่งผลร้ายต่อประเทศเหล่านี้เท่านั้น ยังจะส่งผลร้ายต่อโลกในระยะยาวด้วย  

             ผู้เขียนพบว่าการที่ประเทศยากจนไม่สามารถก้าวพ้นความยากจนได้เป็นเพราะพวกเขาติดอยู่ในกับดัก 4 ประการนั่นคือ 1) กับดักความขัดแย้ง 79% ของคนยากจนทั่วโลกตกอยู่ในภาวะสงครามกลางเมือง 2) กับดักทรัพยากรธรรมชาติ 29% ของคนยากจนทั่วโลกอยู่ในประเทศที่มีทรัพยากรที่มีราคาสูง 3) กับดักของการตั้งอยู่ห่างทะเลและมีเพื่อนบ้านที่ไม่ดี 30% ของคนยากจนอยู่ในประเทศที่มีสภาพภูมิศาสตร์เช่นนี้ 4) กับดักของการมีรัฐบาลและนโยบายเศรษฐกิจที่เลว 76% ของคนยากจนอยู่ในประเทศที่มีสภาพการเมืองและเศรษฐกิจที่เลวร้าย

              โดยทั่วไปประเทศที่ตกอยู่ในกับดักใดกับดักหนึ่งในสี่ประการนี้มักเป็นประเทศที่มีขนาดเล็ก  อายุตามคาดของประชาชนเพียงแค่ 50 ปี อัตราการเสียชีวิตก่อนอายุ 5 ปีสูงถึง 14% จำนวนเด็กขาดอาหารสูงถึง 36%  การแก้ปัญหาขององค์กรระหว่างประเทศโดยเฉพาะ IMF จึงมักเน้นไปที่การเพิ่มรายได้และการจ้างงานด้วยความเชื่อที่ว่า เมื่อประเทศมีรายได้เพิ่มขึ้นและอัตราการจ้างงานสูงขึ้นมักประชากรทั้งประเทศจะดีขึ้นตามไปด้วย ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่  ข้อมูลบ่งว่ารายได้ของประเทศยากจนกำลังเพิ่มขึ้นในอัตราสูงถึงปีละ 4% แต่รายได้ของกลุ่มคนยากจนในประเทศยากจนไม่เพียงไม่เพิ่มขึ้นตามรายได้ของประเทศเท่านั้น นับจากปี 1980 เป็นต้นมาคนยากจนเหล่านี้กลับมีรายได้ลดลงปีละ 0.5% ด้วยซ้ำไปจนทำให้พวกเขาหวนกลับมามีรายได้เท่ากับปี 1970 อีกครั้งหนึ่งเมื่อสิ้นคริสต์ศตวรรษที่ 20  แม้ว่าต้นคริสต์ศตวรรษนี้ รายได้ของคนยากจนกลุ่มนี้จะเพิ่มขึ้นปีละ 1.7% อันเป็นผลมาจากการค้นพบทรัพยากรใหม่ ๆ และราคาผลผลิตทางด้านการเกษตรเพิ่มขึ้น แต่พวกเขายังคงไม่สามารถก้าวพ้นความยากจนอยู่ดี 

                ความจริงอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นกับทุกสังคมก็คือความขัดแย้ง จริงอยู่ความขัดแย้งเป็นเรื่องที่ไม่สามารถแบ่งแยกออกจากการเมืองได้  แต่ประเทศที่เต็มไปด้วยคนยากจนนับพันล้านคนไม่เพียงมีปัญหาความขัดแย้งทางด้านการเมืองเท่านั้น พวกเขายังตกอยู่ในกับดักของความรุนแรงที่ท้าทายความสามารถของรัฐบาล และสงครามภายในด้วย  โดยทั่วไปสงครามมักเริ่มต้นและสิ้นสุดลงอย่างรวดเร็ว แต่ในกรณีของสงครามกลางเมืองในประเทศยากจนนั้นมักมีสาเหตุมาจากปัจจัยที่หลากหลาย มันจึงยืดเยื้อยาวนานจนยากที่จะสามารถหาต้นตอและข้อยุติได้ส่งผลให้ประชาชนส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่ในประเทศเหล่านี้ยากจน

                ผู้เขียนพบแบบจำลองที่สามารถนำมาคาดเดาการเกิดสงครามภายในได้นั่นคือ 1) ระดับรายได้  ประเทศที่มีระดับรายได้ต่ำย่อมเสี่ยงที่จะเกิดสงคราม 2) อัตราการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจต่ำ หยุดนิ่งและลดลง  ประเทศที่มีรายได้ต่ำมีโอกาสเกิดสงครามสูงถึง 14% และทุก ๆ 1% ของอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจจะลดความเสี่ยงนี้ลง 1% เช่นกัน เช่น หากอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเท่ากับ 3% ความเสี่ยงในการเกิดสงครามจะลดลงเหลือ 11% เมื่อรายได้ต่ำหมายถึงความยากจน การเจริญเติบโตที่ต่ำจึงยิ่งทำให้คนหมดหวัง  คนหนุ่มในประเทศยากจนเหล่านี้จึงมักยินดีเข้าร่วมกับกลุ่มกบฏหรือผู้ก่อการร้ายเพราะมันเป็นหนทางเดียวที่จะสร้างโอกาสให้พวกเขาร่ำรวยหรือมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นซึ่งเหมือนกับเด็กหนุ่มอเมริกันเข้าร่วมกับแก๊งค้ายาเสพติดนั่นเอง 3) สินค้าส่งออก เช่น น้ำมันและเพชร  บริษัทข้ามชาติหลายแห่งเป็นผู้ให้การสนับสนุนกลุ่มกบฏเพื่อให้พวกเขาสามารถเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติที่มีค่ายิ่งเหล่านี้ 4) ประเทศที่มีคนหลายเชื้อชาติโดยแต่ละเชื้อชาติมีขนาดพอ ๆ กันส่งผลให้ประชาชนไม่ไว้ใจกัน  5) สภาพภูมิศาสตร์ที่ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่อยู่ตามขอบของประเทศ และมีป่าไม้และภูเขาเป็นจำนวนมากทำให้กลุ่มกบฏสามารถหาที่หลบซ่อนตัวได้ง่าย  ส่วนสาเหตุที่สงครามภายในกินระยะเวลายาวนานประกอบด้วย 1) รายได้ในช่วงเริ่มต้นของสงครามต่ำ ยิ่งรายได้ของประเทศในช่วงเริ่มต้นของสงครามต่ำเท่าไหร่ สงครามยิ่งยาวนานมากขึ้นเท่านั้น 2) ทรัพยากรของประเทศเป็นที่ต้องการมาก เช่น เพชร น้ำมัน 

                เมื่อเกิดสงครามภายในขึ้น ความวุ่นวายจากสงครามภายในมักไม่จำกัดเฉพาะภายในประเทศเท่านั้น เพื่อนบ้านรอบ ๆ ก็จะได้รับผลกระทบด้วยโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการแพร่เชื้อของโรคติดต่อร้ายแรงต่าง ๆ เช่น เอดส์ ทั้งนี้เพราะสงครามมักตามมาด้วยการก่ออาชญากรรมและการข่มขืนซึ่งทำให้โรคแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ร่วมกับการขาดการดูแลรักษาอย่างเป็นระบบส่งผลให้โรคติดเชื้อเกิดการดื้อยาและแพร่กระจายไปยังประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก  นอกจากนี้สงครามภายในยังทำให้ประเทศไม่สามารถพัฒนาได้และลดอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจถึงปีละ 2.3%  ดังนั้นการให้ความช่วยเหลือกับประเทศที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดสงครามกลางเมืองสูงจึงเป็นหน้าที่ของทุกประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่ร่ำรวย ทั้งนี้เพราะประเทศที่มีความเสี่ยงสูงเหล่านี้ไม่สามารถแก้ปัญหาได้เองโดยปราศจากความช่วยเหลือ อีกทั้งการหลุดพ้นจากความเสี่ยงยังไม่เพียงจะส่งผลดีแต่กับประเทศนั้น ๆ และเพื่อนบ้านเท่านั้น ยังส่งผลดีต่อโลกโดยรวมด้วย 

          การที่ประเทศที่มีความเสี่ยงสูงมีรายได้เพิ่มขึ้น มีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นและสามารถส่งออกสินค้าที่มีความหลากหลายเพิ่มขึ้นจะลดทอนความเสี่ยงในการเกิดสงครามกลางเมืองได้  แต่การเพิ่มระดับรายได้ การทำให้อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นรวมทั้งการเพิ่มความหลากหลายของสินค้าส่งออกกลับมิใช่เรื่องง่ายโดยเฉพาะประเทศที่มีแต่คนยากจนและมีสงครามกลางเมืองบ่อยครั้ง   แม้ว่าผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เชื่อว่าประชาธิปไตยจะทำให้ความเสี่ยงของการเกิดสงครามกลางเมืองลดลง แต่หลายประเทศที่ได้ประชาธิปไตยกลับเกิดสงครามกลางเมืองบ่อยครั้งขึ้น เช่น ไนจีเรีย นั่นหมายความว่า การพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวอาจไม่ทำให้ประเทศยากจนเหล่านี้ก้าวพ้นความยากจนได้

                คนทั่วไปมักคิดว่าประเทศที่มีทรัพยากรที่มีค่ามากจะมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงและร่ำรวย ทั้งนี้เพราะผู้บริหารประเทศที่มีทรัพยากรที่มีค่ามากสามารถหารายได้จากทรัพยากรทดแทนกิจกรรมทางเศรษฐกิจแบบปกติได้  ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่  แท้ที่จริงแล้วการที่ประเทศต่าง ๆ จะร่ำรวยได้ก็ต่อเมื่อรัฐบาลนำทรัพยากรที่มีอยู่มาพัฒนาประเทศจนเกิดความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ  แต่โดยทั่วไปประเทศที่มีทรัพยากรที่มีค่ามากมักตกอยู่ในคำสาปที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่าโรคชาวดัชท์  ทั้งนี้เพราะเมื่อประเทศใดประเทศหนึ่งสามารถส่งออกทรัพยากรที่มีมูลค่าสูงเป็นจำนวนมาก พวกเขาย่อมได้รับเงินตราต่างประเทศมากขึ้นส่งผลให้ค่าเงินของพวกเขาแข็งจนทำให้สินค้าที่พวกเขาผลิตขึ้นอื่น ๆ ไม่สามารถแข่งขันกับตลาดโลกได้ยังผลให้พวกเขาต้องขายทรัพยากรมากยิ่งขึ้นไปอีกเพื่อหาเงินตราต่างประเทศมาซื้อสินค้า  ไนจีเรียเป็นประเทศหนึ่งที่เคยมีประสบการณ์โรคชาวดัชท์เมื่อน้ำมันมีราคาสูงขึ้น พวกเขาก็มีรายได้จากน้ำมันส่งผลให้กาแฟและถั่วซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์หลักของประเทศมีต้นทุนในการผลิตเพิ่มขึ้นจนเกษตรกรไม่สามารถทำกำไรจากพืชประเภทนี้ได้  ซ้ำร้ายเมื่อรัฐบาลมีรายได้จากการขายทรัพยากรธรรมชาติเพิ่มขึ้น พวกเขาก็มีแนวโน้มที่จะใช้จ่ายมากขึ้นและเพิ่มค่าจ้างให้กับข้าราชการ แต่เมื่อทรัพยากรธรรมชาติมีราคาลดลง พวกเขากลับไม่สามารถลดการใช้จ่ายลงได้ส่งผลให้รัฐต้องลดการลงทุนและเกิดวิกฤตเศรษฐกิจตามมา 

                เป็นที่ทราบกันดีว่าอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นผลมาจากการลงทุน แต่ประเทศที่มีทรัพยากรมาก รัฐบาลมักไม่ค่อยลงทุน ทั้งนี้เพราะนักการเมืองของประเทศเหล่านี้สามารถที่จะนำเงินจากการขายทรัพยากรที่มีค่ามาซื้อเสียงจากผู้นำชุมชนที่อุปถัมภ์ประชาชน การดำเนินนโยบายเพื่อส่วนรวมเพื่อให้ได้คะแนนเสียงจึงกลายเป็นสิ่งไม่จำเป็น  ยิ่งเมื่อรัฐบาลมีรายได้มากพอจากทรัพยากรที่มีราคาสูงจนประชาชนไม่ต้องเสียภาษี พวกเขาจึงไม่สนใจที่จะตรวจสอบการใช้เงินของรัฐบาลมากนักเพราะไม่ต้องการเสียสละ  รัฐบาลจึงไม่จำเป็นต้องลงทุนในโครงการที่ให้ได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า แม้ว่าพวกเขาจะมิได้เป็นประเทศเผด็จการก็ตาม  ข้อมูลบ่งว่าการขาดการตรวจสอบทำให้อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจลดลงได้มากถึง 2.8% เลยทีเดียว 

                นักเศรษฐศาสตร์ทราบมานานแล้วว่าภูมิศาสตร์มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ  ประเทศที่ไม่มีทางออกทะเลจึงต้องเผชิญกับปัญหาในด้านการขนส่ง พวกเขาจึงไม่เพียงต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานของประเทศเพื่อนบ้านเท่านั้น ยังต้องอาศัยอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศเพื่อนบ้านด้วย  สถิติบ่งว่าหากอัตราการเจริญเติบโตของประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มขึ้น 1% อัตราการเจริญเติบโตของประเทศที่ไม่มีทางออกทะเลจะเพิ่มขึ้น 0.4%

              อย่างไรก็ดี Steve O’Connell ศาสตราจารย์จากวิทยาลัย Swarthmore พบว่า การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศที่ไม่มีทางออกทะเลไม่เพียงขึ้นอยู่กับเพื่อนบ้านเท่านั้นยังขึ้นอยู่กับโอกาสด้วย หากพวกเขามีทรัพยากรธรรมชาติและการบริหารจัดการที่ดีพอ พวกเขาก็สามารถที่จะพัฒนาได้เช่นกัน เช่น สวิส บอสวานา  ถึงกระนั้นก็ตามประเทศยากจนในแอฟริกากลับเป็นประเทศที่มีความแตกต่างจากประเทศในทวีปอื่น ๆ ตรงที่ พวกเขาไม่เพียงไม่มีทางออกทะเลและไม่มีทรัพยากรธรรมชาติเท่านั้น พวกเขายังไม่สามารถพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานและนโยบายของประเทศเพื่อนบ้านด้วย  พวกเขาต้องจึงพึ่งตนเองและตลาดโลกเพราะเกือบทุกประเทศทั้งภูมิภาคตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันหมด   กลยุทธ์ที่พวกเขาควรทำก็คือ 1) เพิ่มอัตราการรินไหลของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจด้วยการพยายามส่งเสริมการค้าชายแดนให้มากขึ้น 2) ส่งเสริมนโยบายเศรษฐกิจของประเทศเพื่อนบ้าน 3) ส่งเสริมความสามารถในการเข้าถึงชายฝั่ง 4) ดำเนินนโยบายที่เอื้อต่อการลงทุนเพื่อให้สามารถเป็นศูนย์กลางการลงทุนในภูมิภาค 5) เปิดเสรีขนส่งทางอากาศ และพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อให้เอื้อต่อการขายบริการทางด้านเทคโนโลยี 6) กระตุ้นให้ผู้อพยพส่งเงินกลับประเทศเพื่อนำเงินมาพัฒนาประเทศ  7) สร้างสภาพแวดล้อมที่โปร่งใสและเป็นมิตรกับนักลงทุน 8) พัฒนาเมือง 9) พยายามดึงดูดความช่วยเหลือ

                รัฐบาลและนโยบายเศรษฐกิจที่ดีสามารถสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจได้สูงถึง 10%  ส่วนรัฐบาลและนโยบายที่เลวก็สามารถทำลายความมั่งคั่งได้เช่นกัน  หลังทศวรรษที่ 1980 เป็นต้นมา ประเทศกำลังพัฒนาหลายแห่งทั่วโลกใช้การส่งออกเพิ่มอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ  โดยทั่วไปผู้ส่งออกส่วนใหญ่ต้องการนโยบายที่ส่งเสริมการส่งออกเพียงเล็กน้อย เช่น การเก็บภาษีในอัตราที่เหมาะสม เสถียรภาพของเศรษฐศาสตร์มหภาคและโครงสร้างพื้นฐานทางด้านการขนส่งเท่านั้น  แต่ประเทศที่เต็มไปด้วยคนยากจนมักโชคร้าย พวกเขาไม่เพียงมีรัฐบาลที่ชอบคอรัปชั่นเท่านั้น พวกเขายังขาดประชาชนที่มีการศึกษามากพอที่จะทำให้ประเทศพัฒนาด้วย

                ปัจจุบันประเทศยากจนหลายแห่งซึ่งติดอยู่ในกับดักทั้งสี่กำลังตกอยู่ในสภาวะที่ธนาคารโลกให้คำจำกัดความว่าเป็น ประเทศที่ล้มเหลว (Failing state) เช่น แองโกลา แอฟริกากลาง เฮติ ลิเบีย ซูดาน เกาะโซโลมอน โซมาเลีย และซิมบับเว  ถึงกระนั้นก็ตามประเทศล้มเหลวเหล่านี้ก็สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงหรือหมุนกลับได้หากมีคุณสมบัติ 3  ประการคือ 1) จำนวนประชากรเพิ่มขึ้น 2) จำนวนประชากรที่มีการศึกษาระดับมัธยมเพิ่มขึ้น 3) สงครามกลางเมืองสิ้นสุดลง  แม้ว่าประเทศยากจนจะมีคุณลักษณะครบทั้งสามประการ แต่สถิติบ่งว่าประเทศล้มเหลวยังคงต้องใช้เวลานานถึง 59 ปีกว่าจะพ้นจากความเป็นประเทศล้มเหลวอยู่ดี  

             การที่ประเทศร่ำรวยต้องพยายามให้ความช่วยเหลือประเทศยากจนเพื่อมิให้พวกเขาเข้าสู่ภาวะประเทศที่ล้มเหลวเป็นเพราะต้นทุนของประเทศล้มเหลวตลอดประวัติศาสตร์ของพวกเขาและเพื่อนบ้านสูงถึง 100 พันล้านดอลลาร์   อิรักเป็นตัวอย่างที่ดีของประเทศที่ล้มเหลว  ก่อนการบุกอิรัก สหรัฐฯ คาดว่าต้นทุนทางการทหารจะเท่ากับ 100 พันล้านดอลลาร์ แต่ค่าใช้จ่ายทางการทหารของสหรัฐฯ ในปัจจุบันที่ถูกใช้ไปเพื่อพยายามสร้างเสถียรภาพในประเทศนี้พุ่งสูงถึง 350 พันล้านดอลลาร์เข้าไปแล้ว  ยิ่งเมื่อต้นทุนสูงขึ้นมากเท่าใดก็ยิ่งดูเหมือนว่าการบุกอิรักเป็นความล้มเหลวของสหรัฐฯ มากยิ่งขึ้นเท่านั้น  ถึงกระนั้นก็ตามโลกยังคงต้องมีต้นทุนในการสร้างความพยายามให้ชาวอิรักขับไล่ซัดดัม ฮุตเซนออกจากประเทศเองอยู่ดีแต่ค่าใช้จ่ายอาจไม่สูงมากเท่านี้ก็เป็นได้หากสหรัฐฯ เลือกหนทางอื่นแทนการใช้กำลังทหาร 

             แท้ที่จริงแล้วการก้าวพ้นจากความยากจนมิใช่เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพียงแต่มันยากลำบากเท่านั้น ทั้งนี้เพราะปัจจุบันโลกอยู่ในกระแสโลกาภิวัตน์ที่การเคลื่อนย้ายสินค้า เงินทุนและประชากรเป็นไปอย่างรวดเร็ว  การที่ประเทศกำลังพัฒนากลุ่มหนึ่งสามารถก้าวพ้นความยากจนได้ในสามทศวรรษที่ผ่านมาทำให้ความแตกต่างระหว่างกลุ่มคนจนในประเทศกำลังพัฒนากับกลุ่มคนจนในประเทศที่ติดอยู่ในกับดักทั้งสี่พันล้านคนต่างกันมากยิ่งขึ้นไปอีก  ดังนั้นหากประเทศยากจนเหล่านี้สามารถก้าวพ้นจากกับดักทั้งหลายและเกาะติดกระแสโลกาภิวัตน์ได้ พวกเขาย่อมสามารถที่จะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว  ตัวอย่างมีให้เห็นแล้วหลายประเทศ เช่น สเปน โปรตุเกสและไอร์แลนด์  


           เป็นที่ทราบกันดีว่าการค้าระหว่างประเทศเกิดขึ้นมาหลายพันปีแล้ว แต่เมื่อยี่สิบห้าปีนี่เองที่ประเทศกำลังพัฒนาไม่เพียงเป็นผู้ส่งทรัพยากรธรรมชาติเข้าไปยังประเทศพัฒนาแล้วเท่านั้น พวกเขายังส่งสินค้าและบริการเข้าไปยังประเทศพัฒนาแล้วด้วย  ความสามารถในการขยายตลาดอย่างรวดเร็วยังผลให้แรงงานราคาถูกเป็นที่ต้องการมากขึ้นและทำให้ประเทศกำลังพัฒนามีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วด้วย 

            ระหว่างทศวรรษที่ 1960-80 ประเทศพัฒนาแล้วเป็นผู้ผลิตสินค้าส่งออกมากกว่าประเทศกำลังพัฒนา ทั้ง ๆ ที่ค่าแรงในการผลิตสูงกว่าประเทศกำลังพัฒนาถึง 40 เท่า ทั้งนี้เพราะพวกเขามีนโยบายควบคุมและจำกัดการค้ากับประเทศยากจน  แต่เมื่อบริษัทหนึ่งสามารถเคลื่อนย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีค่าแรงต่ำกว่า บริษัทอื่น ๆ ย่อมเคลื่อนย้ายตามไปด้วยส่งผลให้ประเทศที่มีค่าแรงถูกกว่ามีความมั่นคงทางเศรษฐกิจมากขึ้น การว่างงานลดลงและค่าแรงเพิ่มขึ้น  ในช่วงทศวรรษที่ 1990 เอเซียได้กลายเป็นแหล่งผลิตแหล่งใหม่ของโลกที่ประเทศร่ำรวยและประเทศยากจนไม่สามารถแข่งขันได้ ทั้งนี้เพราะประเทศร่ำรวยมีค่าแรงสูงเกินไป ในขณะที่ประเทศยากจนไม่สามารถจับกันเป็นกลุ่มก้อนเหมือนอย่างประเทศในเอเซียได้ 

            ยิ่งประเทศยากจนไม่สามารถที่จะพัฒนาตนเองมากเท่าใด คนเก่ง ๆ ในประเทศยิ่งอพยพหนีออกจากประเทศมากยิ่งขึ้นเท่านั้น  นอกจากนั้นการที่ประเทศในเอเซียมีประชากรอยู่เป็นจำนวนมากจึงทำให้โอกาสที่ประเทศในทวีปแอฟริกาจะกลายเป็นประเทศที่ดึงดูดการลงทุนมิใช่เรื่องง่าย  ร้ายกว่านั้นการที่จีนเข้าซื้อทรัพยากรที่มีราคาสูงในประเทศยากจนเหล่านี้เพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านทรัพยากรยังผลให้ทรัพยากรเหล่านี้มีราคาสูงขึ้นจึงเท่ากับเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดความขัดแย้ง อีกทั้งยังทำให้รัฐบาลของประเทศยากจนที่มีทรัพยากรที่มีราคาสูงไม่จำเป็นต้องพัฒนาประเทศอีกด้วย

            เป็นที่ทราบกันดีการที่ประเทศจะพัฒนาได้ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการลงทุนโดยภาคเอกชน แต่ผู้ลงทุนหลักในทวีปแอฟริกากลับเป็นภาครัฐยังผลให้ประชาชนขาดเครื่องไม้เครื่องมือจนไม่สามารถเพิ่มผลิตภาพได้  นอกจากนี้นักลงทุนยังมักมองข้ามทวีปนี้ด้วยอันเป็นผลจากากรที่ประเทศในภูมิภาคนี้มักขาดธรรมาภิบาล มีนโยบายเศรษฐกิจที่ไม่เอื้อต่อการลงทุน ขาดโครงสร้างพื้นฐานที่ดี และมีความเสี่ยงสูง

                แม้ว่าประเทศยากจนเหล่านี้จะสามารถแก้ไขปัญหาด้านธรรมาภิบาลและเพิ่มการลงทุนทางด้านโครงสร้างพื้นฐานได้ แต่นักลงทุนยังต้องจะใช้เวลานานในการเปลี่ยนมุมมองต่อประเทศ ทั้งนี้เพราะ 1) กว่าการปฏิรูปจะเข้ารูปเข้ารอยต้องใช้เวลานาน 2) การปฏิรูปมักเกิดขึ้นอย่างกระจัดกระจายซึ่งไม่สามารถส่งผลกระทบต่อสถานการณ์โดยรวมของประเทศได้ 3) ขนาดเศรษฐกิจของประเทศในแอฟริกามีขนาดเล็กจนไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน 4) นักลงทุนมักไม่ให้ความเชื่อถือการปฏิรูปจากเงินบริจาค  นอกจากนี้ไม่เพียงประเทศในทวีปแอฟริกาจะขาดแคลนการไหลเข้าของเงินทุนเท่านั้น พวกเขายังต้องเผชิญกับการไหลออกของเงินทุนไปยังต่างประเทศด้วย ทั้งนี้เพราะผู้ส่งออกเห็นว่าประเทศเหล่านี้ขาดโอกาสในการลงทุนอีกทั้งยังไม่สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีจากการลงทุนได้  นอกจากนี้ผู้บริหารที่ฉ้อฉลก็เกรงว่าจะถูกยึดเงินด้วย  ยิ่งกว่านั้นเมื่อประเทศขาดโอกาสในการลงทุนและความก้าวหน้า ประชาชนที่มีการศึกษาสูงจึงพากันตัดสินใจอพยพไปหาโอกาสในต่างประเทศ และเมื่อคนเหล่านี้ย้ายออกจากประเทศไปแล้ว โอกาสที่พวกเขาจะกลับมาทำงานในประเทศก็หมดไปตลอดกาล  ดังนั้นแม้ว่าประเทศเหล่านี้จะสามารถปฏิรูปได้ พวกเขาก็จะประสบปัญหาการขาดแคลนทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพที่จะพัฒนาประเทศต่อไปอยู่ดีจึงทำให้ประเทศยากจนเหล่านี้ยังคงไม่สามารถดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศได้ซึ่งทำให้พวกเขาไม่สามารถก้าวทันโลกได้ด้วย 

           จริงอยู่ประเทศยากจนเหล่านี้ได้รับความช่วยเหลือจากประเทศพัฒนาแล้วและคนร่ำรวยอยู่เป็นประจำ แต่ความช่วยเหลือทั้งทางด้านการเงินและเทคนิคตลอดเวลาที่ผ่านมากลับไม่สามารถทำให้ประเทศเหล่านี้พัฒนาได้ ทั้งนี้เพราะความช่วยเหลือเหล่านี้มักขาดประสิทธิภาพอันเป็นผลมาจากการที่เงินช่วยเหลือมักมาจากองค์กรที่หลากหลายซึ่งไม่เคยร่วมมือกัน มีกฎระเบียบที่ขัดแย้งกัน ซ้ำยังใช้กฎระเบียบที่ยุ่งยากบีบบังคับผู้รับทุนให้ปฏิบัติตามด้วย 

          ผู้เขียนเห็นว่า แท้ที่จริงแล้ววิธีการช่วยเหลือที่ง่ายที่สุดน่าจะเป็นการช่วยเหลือทางด้านงบประมาณกับประเทศผู้ขอรับความช่วยเหลือ  แต่เงินช่วยเหลือจะก่อผลที่ดีหรือไม่นั้นยังคงขึ้นอยู่กับวิธีการในการใช้เงินของรัฐบาลอยู่ดี  การที่ประเทศร่ำรวยมักให้เงินช่วยเหลือกับประเทศยากจนที่สามารถใช้เงินได้อย่างสมเหตุสมผลและมีประสิทธิภาพสูงสุดยังผลให้ประเทศที่มีปัญหามากที่สุดซึ่งต้องการเงินสูงสุดไม่ได้รับเงินช่วยเหลือหรือได้รับเงินช่วยเหลือน้อยที่สุด  ยิ่งกว่านั้นประเทศร่ำรวยส่วนใหญ่ยังมักหลีกเลี่ยงการให้ความช่วยเหลือแบบให้เปล่ากับประเทศที่ใช้จ่ายเงินไปกับการทหารมากที่สุดด้วย ทั้งนี้เพราะพวกเขาเกรงว่าเงินช่วยเหลือที่พวกเขาให้จะสนับสนุนการใช้จ่ายทางการทหารมากยิ่งขึ้นไปอีก  ข้อมูลบ่งว่าประเทศในทวีปแอฟริกาซึ่งยากจนที่สุดในโลกใช้เงินช่วยเหลือไปกับด้านการทหารสูงถึง 40%   ดังนั้นแทนที่เงินช่วยเหลือแบบให้เปล่าจะตกถึงมือประเทศยากจน ประเทศที่มีรายได้ปานกลางกลับเป็นผู้ได้รับเงินช่วยเหลือมากกว่า  ยิ่งกว่านั้นการที่ธนาคารโลกเป็นเพียงองค์กรเดียวที่ให้การช่วยเหลือกลับให้ความช่วยเหลือในรูปเงินกู้ นั่นหมายความว่า แทนที่ประเทศยากจนจะก้าวพ้นความยากจนได้ พวกเขาจึงยิ่งติดอยู่ในกับดักของการเป็นหนี้เพิ่มขึ้น

                นักวิจัยส่วนหนึ่งยังเชื่อว่าเงินช่วยเหลือก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ประเทศยากจนตกอยู่ในกับดักของความขัดแย้ง ทั้งนี้เพราะผู้ที่มีอำนาจจะสามารถเข้าถึงเงินช่วยเหลือขนาดมหึมาได้ ทหารในประเทศยากจนจึงนิยมทำการปฏิวัติเพื่อที่จะสามารถเข้าถึงเงินเหล่านี้   แต่ผู้เขียนยังคงเห็นว่า เงินช่วยเหลือสร้างผลประโยชน์จำนวนมากให้กับประเทศยากจนอยู่ดี เพราะมันทำให้เศรษฐกิจเติบโตโดยเฉพาะหลังสงคราม  อย่างไรก็ดีกว่ารัฐบาลจะสามารถสร้างประเทศให้มีเสถียรภาพหลังสงครามได้ต้องอาศัยระยะเวลา  ดังนั้นเงินช่วยเหลือจึงจำเป็นที่จะต้องมีอย่างเพียงพอและต่อเนื่องเพื่อทำให้เศรษฐกิจเติบโต   ปัจจุบันธนาคารโลกจึงเปลี่ยนระเบียบด้วยการคงความช่วยเหลือประเทศหลังสงครามนานถึง 7 ปีเพื่อให้ประเทศเหล่านี้มีโอกาสฟื้นตัว 

                นอกจากความช่วยเหลือทางด้านการเงินแล้ว การให้ความช่วยเหลือทางด้านทักษะก็เป็นสิ่งสำคัญ ทั้งนี้เพราะประชาชนและข้าราชการในประเทศยากจนมักขาดทักษะทั้งในด้านการปฏิบัติงานและการบริหารอันเป็นผลมาจากการที่รัฐบาลเดิมไม่นิยมส่งเสริมคนเก่งให้มีโอกาสก้าวหน้า  ถึงกระนั้นก็ตามการช่วยเหลือทางด้านเทคนิคยังคงต้องเข้าไปในจังหวะที่เหมาะสม รวมทั้งมีขนาดใหญ่และยาวนานพอที่จะทำให้รัฐบาลมีเงินที่จะใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทำให้บุคลากรของประเทศผู้รับความช่วยเหลือมีความสามารถทางด้านเทคนิคมากพอที่จะทำการปฏิรูปต่อไปในอนาคต


                โดยทั่วไปรัฐบาลหลังความขัดแย้งมักเพิ่มค่าใช้จ่ายทางด้านการทหารเพราะพวกเขารู้สึกว่าพวกเขาตกอยู่ในความเสี่ยง  แต่ค่าใช้จ่ายทางด้านการทหารที่เพิ่มขึ้นกลับทำให้ความขัดแย้งมีเพิ่มขึ้น ทั้งนี้เพราะค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นสะท้อนให้กลุ่มกบฏเห็นว่ารัฐบาลมีแนวโน้มที่จะไม่ทำตามสัญญา  ดังนั้นประเทศร่ำรวยจึงควรเป็นผู้ส่งทหารเข้าไปค้ำประกันสันติภาพ ป้องกันการปฏิวัติและฟื้นฟูประเทศ  เพื่อให้รัฐบาลของประเทศยากจนสามารถนำเงินไปพัฒนาประเทศแทนที่จะใช้เงินช่วยเหลือไปกับการทหาร แม้ว่าสงครามอิรักอาจทำให้การขอเสียงสนับสนุนจากประชาชนในประเทศร่ำรวยเพื่อใช้กำลังทหารในประเทศยากจนจะทำได้ยากมากขึ้นก็ตาม  นอกจากนี้สนธิสัญญาหลังสงครามยังควรมีแนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ให้ความช่วยเหลือด้วยเพื่อให้ผู้ให้ความช่วยเหลือส่งเงินและกำลังทหารเพื่อสร้างสันติภาพให้กับประเทศยากจนอย่างสม่ำเสมอด้วย

                การเปลี่ยนแปลงกฎหมายของประเทศร่ำรวยก็เป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะช่วยประเทศยากจนได้  การที่คนรวยในประเทศยากจนสามารถนำเงินมาฝากไว้กับธนาคารของประเทศร่ำรวยโดยไม่จำเป็นต้องเปิดเผยข้อมูลและไม่จำเป็นต้องคืนเจ้าของประเทศหากพบว่าเงินเหล่านี้มาจากการคอรัปชั่นทำให้ผู้บริหารของประเทศยากจนมีแนวโน้มที่จะคอรัปชั่นแล้วส่งเงินมาเก็บไว้นอกประเทศ  ดังนั้นหากประเทศร่ำรวยเปลี่ยนแปลงกฎหมายด้วยการอนุญาตให้แช่แข็งและส่งเงินที่คาดว่าจะเกิดจากการคอรัปชั่นกลับสู่ประเทศ  ผู้นำของประเทศยากจนย่อมคอรัปชั่นลดลง  ปัจจุบันรัฐบาลของประเทศร่ำรวยมักไม่พยายามหาหนทางที่จะบีบบังคับให้บริษัทสัญชาติตนเองทำตามกฎหมายการเปิดเผยข้อมูลและคืนเงินจากการคอรัปชั่น ทั้งนี้เพราะพวกเขาเกรงว่าบริษัทสัญชาติตนเองจะไม่สามารถได้รับสัญญาการก่อสร้างและสัมปทานทรัพยากรธรรมชาติจากประเทศยากจนเหล่านี้ 

                นอกจากนั้นประเทศร่ำรวยควรลดการสนับสนุนภาคการเกษตรของตนและรวมทั้งควรยกเลิกนโยบายการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษีเพื่อเปิดโอกาสให้กับสินค้าของประเทศยากจนเหล่านี้เพิ่มขึ้น  ส่วนการที่ประเทศร่ำรวยและ NGO รณรงค์ให้ประชาชนทั่วโลกซื้อสินค้าการเกษตรของประเทศยากจนเสมือนหนึ่งได้บริจาค เช่น กาแฟกลับสร้างผลเสียระยะยาวต่อประเทศเหล่านี้ ทั้งนี้เพราะเมื่อประชาชนในประเทศยากจนมีรายได้มากพอจากสินค้าเกษตร พวกเขาก็จะละความพยายามในการพัฒนาศักยภาพในการผลิตเพื่อให้สามารถแข่งขันกับประเทศอื่น ๆ ได้  การช่วยเหลือด้วยวิธีนี้จึงเท่ากับเป็นการขังพวกเขาไว้กับสินค้าที่ทำให้พวกเขายากจนนั่นเอง   

              ส่วนนโยบายการค้าของประเทศยากจนก็ควรได้รับการปรับปรุงเช่นกัน ทั้งนี้เพราะกฎหมายคุ้มครองอุตสาหกรรมภายในส่งผลให้ต้นทุนของสินค้ามีราคาสูงขึ้น  แต่บริษัทในประเทศยากจนมักต้องอาศัยการกีดกันทางการค้าเพื่อป้องกันมิให้ต่างชาติเข้ามาแข่งขัน  นอกจากนี้การกีดกันทางการค้ายังทำให้รัฐบาลสามารถคอรัปชั่นได้ด้วยการออกใบอนุญาตให้เฉพาะญาติและเพื่อนฝูง  

                 โดยทั่วไปรายได้ของประเทศยากจนที่มีทรัพยากรธรรมชาติที่มีค่าเป็นจำนวนมากจะมาจากการขายทรัพยากรธรรมชาติมากกว่าเงินช่วยเหลือ แต่มันมักถูกใช้ไปกับนโยบายประชานิยมหรือถูกใช้อย่างขาดประสิทธิภาพ เดอเบียร์บริษัทค้าเพชรยักษ์ใหญ่จึงใช้กลยุทธ์ใหม่ในการช่วยเหลือประชาชนของประเทศยากจนเหล่านี้ด้วยการออกใบรับรองเพื่อให้รัฐบาลเป็นผู้ได้ผลประโยชน์จากทรัพยากรอย่างเต็มที่  หากคนร่ำรวยยินดีซื้อแต่ของที่มีใบรับรอง การลักลอบขุดเพชรก็ยากที่จะทำกำไรให้กับผู้ลักลอบได้ส่งผลให้การลักลอบขุดเพชรมีลดลง  นอกจากนี้ประชาชนทั่วโลกยังสามารถที่จะบอยคอตรัฐบาลของประเทศยากจนได้ด้วยการไม่ซื้อสินค้าของประเทศนั้น ๆ จนกว่ารัฐบาลจะทำตามกฎหมายระหว่างประเทศหรือให้ความเป็นธรรมกับประชาชนของตนเอง เป็นต้น

                เงินช่วยเหลือในรูปเงินตราต่างประเทศเป็นจำนวนมากก็สามารถสร้างปัญหาให้กับประเทศยากจนได้เช่นกัน ทั้งนี้เพราะการมีเงินตราต่างประเทศเป็นจำนวนมากส่งผลให้ค่าเงินของประเทศยากจนเหล่านี้แข็งขึ้นจนทำให้สินค้าส่งออกไม่สามารถแข่งขันได้  การเปิดโอกาสให้ประเทศยากจนสามารถเข้าถึงตลาดของประเทศร่ำรวยจึงเป็นอีกหนทางหนึ่งในการช่วยเหลือประเทศเหล่านี้แทนการให้เงินช่วยเหลือเป็นจำนวนมากเพื่อให้โรงงานในประเทศเหล่านี้ได้มีโอกาสพัฒนาผลิตภาพและผลิตผล  

                 นอกจากนี้ประเทศยากจนในทวีปแอฟริกายังจำเป็นต้องได้รับสิทธิพิเศษกว่าประเทศในทวีปเอเซียในการเข้าถึงตลาดของประเทศร่ำรวยเพื่อให้สินค้าของพวกเขาสามารถที่จะแข่งขันกับสินค้าจากประเทศในเอเซียได้ เช่น เสียภาษีต่ำกว่า  ไม่เช่นนั้นแล้วพวกเขาย่อมไม่สามารถที่จะแข่งขันได้อย่างแน่นอน หากต้องรอให้ค่าจ้างของประเทศในแถบเอเซียเพิ่มขึ้นจนเกิดการย้ายฐานการผลิต ทั้งนี้เพราะประเทศในทวีปแอฟริกายังมีข้อเสียเปรียบทางด้านต้นทุนอีกหลายประการ เช่น โครงสร้างพื้นฐานในการขนส่ง ไฟฟ้า แรงงานที่มีฝีมือ การคอรัปชั่น และบริการ  แต่ในปัจจุบันแทนที่นโยบายการค้าของประเทศร่ำรวยจะช่วยให้ประเทศยากจนสามารถพัฒนาอุตสาหกรรมจนสามารถผลิตสินค้าส่งออกที่มีความหลากหลายมากขึ้นด้วยการลดภาษีนำเข้าเป็นพิเศษให้กับสินค้าที่มาจากท้องถิ่นเหล่านี้ แต่พวกเขากลับมีนโยบายปกป้องสินค้าภายในกลุ่มประเทศของตนเองจนทำให้สินค้าของประเทศยากจนเหล่านี้ไม่สามารถที่จะแข่งขัน  นโยบายส่งเสริมการสร้างเขตการค้าเสรีระหว่างกันของประเทศในแอฟริกาก็มิใช่วิธีการแก้ปัญหาที่ดี ทั้งนี้เพราะประเทศเหล่านี้มีขนาดเศรษฐกิจเล็กมาก  

                ปัจจุบันปัญหาของประเทศยากจนจึงแตกต่างจากเมื่อสี่สิบปีก่อนมาก ทั้งนี้เพราะคนยากจนข้นแค้นที่สุดหนึ่งพันล้านคนส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในทวีปแอฟริกา และการต่อสู้เพื่ออนาคตของผู้ยากไร้พันล้านคนนี้มิได้เกิดขึ้นระหว่างโลกของคนรวยกับคนจน แต่เกิดขึ้นภายในสังคมของพวกเขาเอง  ความช่วยเหลือของกลุ่มประเทศร่ำรวยและองค์กรการกุศลเพื่อให้พวกเขาสามารถก้าวพ้นจากกับดักของ 1) ความขัดแย้ง 2) การมีทรัพยากรที่มีค่ามาก 3) การไม่มีทางออกทะเลและ 4) การมีรัฐบาลและระบบเศรษฐกิจที่เลวย่อมสามารถที่จะทำให้ผู้ยากไร้พันล้านคนนี้ก้าวพ้นจากความยากจนได้อย่างแน่นอน หากประเทศร่ำรวยใช้กลยุทธ์ที่เหมาะสมในการแก้ไขปัญหา เช่น 1) เปลี่ยนแปลงนโยบายให้ความช่วยเหลือด้วยการเน้นความช่วยเหลือไปยังประเทศที่มีปัญหามากที่สุดโดยยอมรับความเสี่ยงและความล้มเหลวมากขึ้น แทนที่จะให้ความสำคัญกับความสำเร็จของโครงการเพียงอย่างเดียว 2) เปลี่ยนแปลงนโยบายด้านการทหารด้วยการส่งเสริมให้ใช้กองกำลังจากภายนอกเข้าค้ำประกันสันติภาพเพื่อให้รัฐบาลของประเทศยากจนมีโอกาสที่จะลดค่าใช้จ่ายทางการทหาร รวมทั้งกระตุ้นให้เยอรมนีและญี่ปุ่นเข้าร่วมกับกองทหารเพื่อสันติภาพเหล่านี้มากขึ้น 3) เปลี่ยนแปลงกฎหมายในประเทศร่ำรวยเพื่อป้องกันการเกิดคอรัปชั่นในประเทศยากจน 4) เปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าในประเทศร่ำรวยเพื่อเอื้อต่อการส่งออกของประเทศยากจน 5) ให้ความช่วยเหลือรัฐบาลประเทศยากจนในการปฏิรูปเศรษฐกิจและการเมือง

                ข้อคิดเห็น แม้ว่าเรื่องความยากจนของกลุ่มคนยากจนพันล้านคนในทวีปแอฟริกานี้จะดูห่างไกลจากเมืองไทยมากนัก และคนไทยส่วนใหญ่ก็สามารถก้าวพ้นความยากจนแล้ว  แต่การที่เมื่อไม่กี่วันนี้ประเทศเราเคยเข้าใกล้ภาวะประเทศล้มเหลว อีกทั้งยังกำลังเริ่มเข้าสู่กับดักของความขัดแย้งทางการเมืองภายในที่ยาวนาน ร่วมกับการมีรัฐบาลที่มีความฉ้อฉลสูง  ตัวอย่างจากหนังสือน่าที่จะทำให้ผู้อ่านเห็นถึงชะตากรรมของเราได้ หากคนไทยทุกคนไม่ร่วมมือร่วมใจกันแก้ไขปัญหาความขัดแย้งภายในให้สิ้นสุดลงโดยเร็ว ไม่ช้าโลกอาจมีคนยากจนเพิ่มขึ้นอีกเกือบ 70 ล้านคนก็เป็นได้

Rating: 5 stars

Tags: , , , , , , , , ,

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • Twitter
  • RSS

Comments are closed.

+(reset)-

Ratings Plugin created by Cheap Web Hosting - Powered by Attache Case and VLC Player Download.