You are here: Home > Econ & Business > Bailout Nation

Bailout Nation

โดย พญ.นภาพร ลิมป์ปิยากร

                ปัจจุบันผู้ที่ติดหนี้ธนาคาร 100 ดอลลาร์จะพบว่าเขาต้องเป็นผู้ทุกข์ใจเพราะต้องหาเงินมาใช้หนี้ธนาคาร แต่หากเขาสามารถติดหนี้ 100 ล้านดอลลาร์ เขาอาจไม่จำเป็นต้องทุกข์ใจอีกต่อไปเพราะเขาไม่จำเป็นต้องเป็นคนใช้หนี้ธนาคารแล้ว  เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ทั้ง ๆ ที่ประชาชนส่วนใหญ่ทั่วโลกเชื่อว่าในระบบทุนนิยมเสรี ประชาชนต้องช่วยเหลือตัวเอง อะไรทำให้รัฐบาลของแต่ละประเทศทำตัวเหมือนพี่เลี้ยงเด็กที่ต้องดูแลแต่นายธนาคารผู้ร่ำรวยเต็มไปหมด  อะไรทำให้บริษัทต่าง ๆ ที่ประสบปัญหาต่างตั้งตาคอยความช่วยเหลือทางการเงินจากรัฐบาล

            Barry Ritholtz หัวหน้านักกลยุทธ์จากสถาบันวิจัย และหัวหน้านักวิเคราะห์ทางด้านเศรษฐศาสตร์ของบริษัทจัดการสินทรัพย์มีคำตอบในหนังสือเรื่อง Bailout Nation  หนังสือขนาด 332 หน้าที่ตีพิมพ์ขึ้นในปี 2552 ไม่เพียงจะตอบคำถามข้างต้นเท่านั้น หนังสือจะบอกถึงที่มาที่ไปของต้นเหตุของแนวคิดที่คนร่ำรวยบางกลุ่มสามารถที่จะเอาเปรียบประชาชนทั่วไปด้วยการรับของฟรีและโยนความเสียหายจากการตัดสินใจผิด ๆ ในการบริหารให้กับผู้เสียภาษีทั่วโลก รวมทั้งวิธีการแก้ปัญหาเพื่อป้องกันมิให้รัฐต้องเข้าไปช่วยเก็บกวาดและให้ความช่วยเหลือทางการเงินกับบริษัทที่ประสบความล้มเหลวในอนาคตด้วย

                ย้อนไปในปี 1930 ก่อนภาวะเศรษฐกิจซบเซาในสหรัฐฯ รัฐยังมีขนาดเล็กมาก รายได้ของรัฐมักถูกใช้ไปกับการสร้างโครงสร้างพื้นฐานและปล่อยให้บริษัททั้งน้อยใหญ่เผชิญชะตากรรมของตัวเองตามความสามารถของผู้บริหาร  แนวคิดในการให้ความช่วยเหลือทางการเงินกับบริษัทใหญ่ ๆ เป็นผลมาจากการมีธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1913  แท้ที่จริงแล้วความพยายามในการตั้งธนาคารกลางแห่งสหรัฐฯ มีมาตั้งแต่ปี 1791 แล้วอันเป็นผลมาจากการที่รัฐบาลต้องการหนทางในการได้เงินกู้ระยะสั้นเพื่อบรรเทาการขาดเงินชั่วคราว  รัฐจึงตั้งสถาบันการเงินขึ้น  เมื่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ขยายตัวมากขึ้น การใช้อัตราแลกเปลี่ยนคงที่ร่วมกับการที่ไม่มีระบบเงินสำรองของชาติทำให้เศรษฐกิจมีความผันผวนมาก  เมื่อชาวอังกฤษจำนวนหนึ่งขนทองจำนวนมากเข้ามาที่ซานฟรานซิสโก  ธนาคารอังกฤษจึงเพิ่มอัตราดอกเบี้ยจาก 3.5% เป็น 6% เพื่อดึงดูดเงินทุนกลับประเทศ  สหรัฐฯ ในขณะนั้นยังไม่มีธนาคารกลางจึงไม่สามารถต่อกรกับอังกฤษได้  ในปี 1908 สภาจึงตัดสินใจก่อตั้ง National Monetary Commission ซึ่งกลายมาเป็นธนาคารกลางสหรัฐฯ ในปี 1913

                ในทศวรรษที่ 1930 นั้นตัวจักรสำคัญของระบบเศรษฐกิจคือภาคอุตสาหกรรมมิใช่ตลาดหุ้น  ถึงกระนั้นก็ตามการล้มลงของตลาดหุ้นมิได้ส่งผลกระทบเฉพาะแต่กับคนรวยเท่านั้น แต่กลับทำให้การว่างงานเพิ่มขึ้นถึง 25% เศรษฐานะของชาวอเมริกันส่วนใหญ่ตกอยู่ในภาวะคับขัน  ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศจึงต้องการความช่วยเหลือจากรัฐบาล  ในช่วงเศรษฐกิจซบเซาผู้ปล่อยกู้ส่วนใหญ่ขาดทุนจากการลงทุน รัฐบาลไม่สามารถเก็บภาษีที่ดินได้และการก่อสร้างก็ชะงักงัน  บ้านเกือบ 20% เสี่ยงต่อการถูกยึด  ประธานาธิบดีรูสเวลส์ซึ่งบริหารสหรัฐฯ อยู่ในขณะนั้นจึงขาดทางเลือก เขาจำเป็นออกนโยบายที่รู้จักกันในชื่อ New Deal เพื่อให้ความช่วยเหลือภาคอุตสาหกรรมและกระตุ้นให้เกิดการจ้างงาน  นอกจากนี้รัฐยังออกกฏหมาย Home Owners’ Loan เพื่อให้ความช่วยเหลือกับเจ้าของบ้านที่เสี่ยงต่อการถูกยึด ทั้งนี้เพราะพวกเขาไม่ได้ซื้อบ้านโดยไม่มีรายได้ หรือซื้อบ้านที่มีขนาดใหญ่เกินไป แต่พวกเขาไม่สามารถผ่อนบ้านได้เพราะเศรษฐกิจซบเซา  ยิ่งกว่านั้นรัฐยังปล่อยกู้ให้กับการรถไฟเพื่อพยุงมูลค่าหุ้นกู้   แม้ว่านโยบายเหล่านี้จะเป็นเสมือนการให้ความช่วยเหลือทางการเงินกับภาคเอกชน แต่แท้ที่จริงแล้วการยื่นมือเข้ายุ่งเกี่ยวกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจของรัฐโดยไม่จำเพาะเจาะจงกับบริษัทใดบริษัทหนึ่งเท่ากับเป็นการให้ความช่วยเหลือกับประชาชนทั่วไปอย่างทั่วถึงกัน 

                จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนประวัติศาสตร์การเข้าให้ความช่วยเหลือทางการเงินของรัฐบาลเริ่มต้นขึ้นเมื่อรัฐบาลสหรัฐฯ ให้ความช่วยเหลือ Lockheed Aircraft บริษัทผลิตเครื่องบินสัญชาติอเมริกันที่บริหารทางการเงินผิดพลาดจนเกือบล้มละลายในปี 1971 เป็นเงินมากถึง 250 ล้านดอลลาร์ ทั้ง ๆ ที่สถานการณ์ของ Lockheed Aircraft ไม่ดีมาหลายปีแล้ว แต่ผู้บริหารบริษัทยังขาดความสามารถในการแก้ไขปัญหาจนบริษัทจำเป็นต้องขอเข้ารับความช่วยเหลือจากรัฐบาลในที่สุด  หลังจากนั้นในเดียวกัน รัฐบาลยังเข้าช่วยเหลือ Penn Central บริษัทเดินรถไฟด้วยการค้ำประกันเงินกู้ 125 ล้านดอลลาร์และให้เงินสนับสนุนการเดินรถไฟอีก 7 พันล้านดอลลาร์อีกด้วย

            แม้ว่าการเข้าให้ความช่วยเหลือกับบริษัทใหญ่ ๆ เหล่านี้สร้างคำถามคาใจกับชาวอเมริกันหลายข้อ เช่น ทำไมรัฐจึงให้ความช่วยเหลือเฉพาะบริษัทใหญ่ ๆ และไม่ให้ความช่วยเหลือบริษัทเล็ก ๆ เส้นแบ่งในการให้ความช่วยเหลืออยู่ที่ใด แต่หลังจากรัฐให้ความช่วยเหลือบริษัทผลิตเครื่องบิน และการรถไฟแล้ว รัฐก็ให้ความช่วยเหลือบริษัทใหญ่ ๆ ต่อมาอีกหลายแห่ง เช่น กลางทศวรรษที่ 1970 เมื่อรัฐบาลสหรัฐฯ มีนโยบายห้ามบริษัทสัญชาติอเมริกันมิให้ค้าขายกับบางประเทศส่งผลให้บริษัทไครส์เลอร์ไม่สามารถส่งออกได้ตามปกติ  พวกเขาจึงเริ่มขาดทุนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งในปี 1979 บริษัทก็ขาดทุนถึงหนึ่งพันล้านดอลลาร์ภายในปีเดียว  รัฐจึงยื่นมือเข้าช่วยเหลือด้วยการค้ำประกันเงินกู้ 6 เท่าของที่เข้าช่วยเหลือบริษัทผลิตเครื่องบินโดยอ้างว่า บริษัทจ้างงานมากถึง 2 แสนคน  แต่การเข้าช่วยเหลือทางการเงินในครั้งนั้นยังคงไม่มีเงื่อนไขให้บริษัทต้องปรับปรุงประสิทธิภาพหรือเปลี่ยนผู้บริหารและวิธีการบริหารแต่อย่างใดจึงเท่ากับเป็นเพียงแค่การเลื่อนการล้มละลายไปเท่านั้น 

           เนื่องจากสภาพความเป็นจริงแล้ว เมื่อรัฐบาลเลือกที่จะให้ความช่วยเหลือบริษัทไครส์เลอร์ไม่ให้ล้มลง  ดังนั้นประชาชนจึงไม่สามารถทราบได้ว่า หากรัฐปล่อยให้บริษัทไครส์เลอร์ล้มละลายไปเสีย เหตุการณ์จะเป็นเช่นใด   นักเศรษฐศาสตร์ส่วนหนึ่งเชื่อว่า หากรัฐปล่อยให้บริษัทไครส์เลอร์ล้มละลายน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า ทั้งนี้เพราะการล้มละลายของไครส์เลอร์จะเท่ากับเป็นการส่งสัญญาณให้บริษัทผลิตรถยนต์สัญชาติอเมริกันและบริษัทสัญชาติอเมริกันอื่น ๆ ต้องปรับตัวมากกว่าที่เป็นอยู่  การที่รัฐบาลสหรัฐฯ แก้ปัญหาด้วยการให้เงินช่วยเหลือไครส์เลอร์ทำให้บริษัทผลิตรถยนต์สัญชาติอเมริกันแทนที่จะปรับปรุงรถให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นและประหยัดพลังงาน พวกเขากลับนำเงินไปวิ่งเต้นให้นักการเมืองปรับมาตรฐานรถให้ต่ำลงจนกระทั่งบริษัทเสียส่วนแบ่งตลาด  เป็นไปได้ว่าหากรัฐปล่อยให้ไครส์เลอร์ล้มละลายและปล่อยให้พนักงาน 123,000 คนตกงาน สหภาพแรงงานก็จะไม่มีอิทธิพลมากมายและสามารถก่ออันตรายให้กับอุตสาหกรรมรถอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน  การตกงานอย่างกระทันหันของคนงานจำนวนมากน่าที่จะสะท้อนให้ผู้บริหารบริษัทรถยนต์สัญชาติอเมริกันเห็นว่าการดำเนินธุรกิจเช่นที่เป็นอยู่ไม่สามารถที่จะดำเนินต่อไปได้ในอนาคต  แรงงานอาจจำเป็นต้องลดผลประโยชน์ทางด้านสุขภาพและเงินบำนาญเพื่อแลกกับหุ้นของบริษัทแทน ทั้งนี้เพราะผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เชื่อว่า การที่แรงงานมีหุ้นของบริษัทน่าที่จะทำให้ผลผลิตและประสิทธิภาพในการทำงานเพิ่มขึ้นอันเป็นผลมาจากการที่พวกเขามีผลประโยชน์ที่ผูกกับราคาหุ้นของบริษัท  การเข้าช่วยเหลือทางการเงินกับไครส์เลอร์จึงเท่ากับเป็นการปิดโอกาสในการปรับปรุงประสิทธิภาพของบริษัทต่าง ๆ ในอุตสาหกรรมรถยนต์สัญชาติอเมริกัน  จริงอยู่นโยบายเช่นนี้ให้ผลดีในระยะสั้น แต่กลับทำให้คนอีกนับล้านตกงานในอนาคต  การหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดในวันนั้นจึงเท่ากับเป็นการทำให้ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นในอนาคตมากยิ่งขึ้นไปอีก ร้ายกว่านั้นปรากฏการณ์นี้ยังเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าอีกด้วย  

                ไม่เพียงธนาคารกลางสหรัฐฯ จะเริ่มให้ความช่วยเหลือทางการเงินกับบริษัทใหญ่ ๆ เท่านั้น พวกเขายังให้ความช่วยเหลือนักลงทุนในตลาดหุ้นด้วย  นับจากอลัน กรีนสแปนได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ในปี 1987 เป็นต้นมา แทนที่เขาจะคงบทบาทธนาคารกลางให้เป็นแค่ผู้รักษาระดับราคาป้องกันมิให้เศรษฐกิจผันผวนมากเกินไป และมองตลาดหุ้นว่าเป็นตัวสะท้อนถึงสุขภาพของเศรษฐกิจ เขากลับสร้างวัฒนธรรมที่ส่งเสริมความเสี่ยงและให้ความสนใจกับตลาดหุ้นมากเกินไป  เขามักเพิ่มเงินเข้าไปในระบบและใช้อัตราดอกเบี้ยเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมการเพิ่มขึ้นของราคาหุ้นเมื่อราคาหุ้นมีแนวโน้มที่จะลดลงจนนักลงทุนพากันเชื่อว่าราคาหุ้นมีแต่จะเพิ่มขึ้นเท่านั้น

                เมื่อกรีนสแปนให้ความสนใจกับตลาดหุ้นมากกว่าตลาดพันธบัตร นักลงทุนในตลาดจึงเริงร่ามาก พวกเขาทราบดีว่าจะทำอย่างไรให้กรีนสแปนตอบสนองต่อความต้องการของพวกเขา เช่น เมื่อการลดอัตราดอกเบี้ยไม่สามารถสร้างความพอใจให้กับนักลงทุน พวกเขาก็ขู่คำรามเอากับกรีนสแปน  นอกจากนี้กรีนสแปนยังมีตรรกะที่ผิดปกติในเรื่องฟองสบู่ตรงที่ แทนที่เขาจะป้องกันมิให้เกิดฟองสบู่ เขากลับชอบที่จะแก้ปัญหาเมื่อฟองสบู่แตกมากกว่า  เขามักย้ำว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ ไม่จำเป็นต้องเกรงกลัวว่าฟองสบู่ในตลาดหุ้นจะแตกตราบใดที่มันไม่รุกลามเข้าไปยังระบบเศรษฐกิจที่แท้จริง  เมื่อนักลงทุนทราบว่ากรีนสแปนจะช่วยเหลือและตอบสนองต่อความต้องการของพวกเขาเสมอ พวกเขาจึงเก็งกำไรและกู้มากขึ้นโดยขาดความระมัดระวังเยี่ยงปกติ

                กองทุน LTCM เป็นตัวอย่างแรกที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ให้ความช่วยเหลือนักลงทุนที่ชอบเสี่ยงสูง  กองทุนที่มีมูลค่ากว่า 100 พันล้านดอลลาร์จากเเงินทุนเพียงแค่ 1  พันล้านดอลลาร์นี้ถูกจัดตั้งขึ้นจากนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล 2 คนโดยใช้เครื่องมือทางคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนร่วมกับระบบคอมพิวเตอร์ ดังนั้นเมื่อราคาหุ้นตกลงเพียงแค่ 10% กองทุนก็ถึงกาลอวสาน  แทนที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะปล่อยให้กองทุนล้มไปต่อหน้าต่อตาซึ่งจะทำให้นักลงทุนที่ชอบความเสี่ยงสูงขาดทุน กรีนสแปนกลับตัดสินใจให้เงินช่วยเหลือด้วยการซื้อสินทรัพย์ของกองทุนด้วยเงิน 3.65 พันล้านดอลลาร์  การเข้าช่วยเหลือทางการเงินในครั้งนี้ทำให้นักลงทุนกล้าเสี่ยงมากยิ่งขึ้นไปอีกเพราะพวกเขามั่นใจว่าธนาคารกลางจะเข้าช่วยเหลือเมื่อประสบปัญหาซึ่งเท่ากับเป็นการสร้างความเสี่ยงทางด้านศีลธรรม (moral hazard)

                 หลังวิกฤต LTCM ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทก็กลับเข้าสู่ภาวะกระทิงอีกครั้งหนึ่งในปี 1999  ในช่วงเวลานั้นผู้เชี่ยวชาญในสาขาอาชีพต่าง ๆ พากันเลิกทำงานวิชาชีพและหันมาเล่นหุ้นเพียงอย่างเดียวทั้ง ๆ ที่ในช่วงเวลานั้น P/E ratio ของตลาดหุ้น NASDAQ สูงถึงเกือบ 100 เท่าแล้ว  ถึงแม้ว่าตลาดหุ้นจะร้อนแรงถึงเพียงนี้ กรีนสแปนไม่เพียงไม่ทำอะไรเพื่อหยุดยั้งความร้อนแรงเท่านั้น เขายังกลับอนุญาตให้นักลงทุนสามารถกู้เงินมาเล่นหุ้นเพิ่มด้วย  ร้ายกว่านั้นด้วยความกลัวว่าธนาคารจะเกิดปัญหา Y2K ในช่วงปี 2000 กรีนสแปนจึงอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบอีก 50 พันล้านดอลลาร์ด้วย  ปลายปี 1999 P/E ratio  ของ NASDAQ จึงเพิ่มขึ้นเป็น 200 เท่าหรือเพิ่มขึ้นถึง 85.6% ในปีนั้น 

           ต้นปี 2000 ดัชนีตลาดหุ้นเริ่มลดลงจากการที่บริษัทต่าง ๆ เลิกซื้ออุปกรณ์คอมพิวเตอร์ใหม่ จากนั้นมาดัชนีตลาดหุ้นก็ตกลงเรื่อย ๆ  ธนาคารกลางสหรัฐฯ จึงลดอัตราดอกเบี้ยลงเรื่อย ๆ จาก 6% เหลือเพียง 3.5% ภายในเวลาเพียงแค่ 3 เดือนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และเมื่อสหรัฐฯ ถูกโจมตีจากผู้ก่อการร้ายในเดือนกันยายน ธนาคารกลางก็ลดอัตราดอกเบี้ยลงไปอีกจนเหลือเพียง 1.25% และยังคงอัตราดอกเบี้ยต่ำอยู่อีกนานหลายปี  ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเบน เบอร์เนนเก้ยังแนะนำให้รัฐบาลสหรัฐฯ ใช้มาตรการสำคัญที่ประเทศอื่น ๆ ไม่สามารถทำได้นั่นคือ เพิ่มปริมาณเงินเข้าไปในระบบซึ่งเท่ากับเป็นการลดมูลค่าของเงินดอลลาร์ลงในตัวจนเขาได้รับการขนานนามจากแนวคิดนี้ว่า Helicopter Ben   แม้ว่าในขณะนั้นนักเศรษฐศาสตร์ส่วนหนึ่งจะเห็นว่าการที่ธนาคารกลางปล่อยให้อัตราดอกเบี้ยต่ำอยู่เป็นเวลานานไม่เพียงจะทำให้เกิดการเก็งกำไรเกิดขึ้นในวงกว้างเท่านั้น ยังจะส่งผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจในระยะยาวด้วย  ถึงกระนั้นก็ตามธนาคารกลางยังคงตรึงอัตราดอกเบี้ยต่ำต่อไป

                โดยทั่วไปผู้ซื้อบ้านจำเป็นต้องเก็บเงินเพื่อดาวน์บ้าน อัตราดอกเบี้ยจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้ซื้อบ้านต้องคำนึงถึง  แต่เมื่ออัตราดอกเบี้ยในสหรัฐฯ ต่ำมากร่วมกับค่าเงินดอลลาร์ที่ลดลง นักลงทุนทั่วโลกจึงหันมาให้ความสนใจกับอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐฯ  อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำผิดปกติร่วมกับการเพิ่มเงินเข้าไปในระบบเป็นจำนวนมากของธนาคารกลางสหรัฐฯ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจจึงส่งผลให้ 1) มูลค่าของดอลลาร์นับจากปี 2001-8 ลดลงถึง 40% 2) สินค้าที่ซื้อขายกันในตลาดโลกด้วยเงินดอลลาร์มีราคาสูงขึ้นมาก ทั้งนี้เพราะชาวอเมริกันพากันบริโภคเพิ่มขึ้นยังผลให้สินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลกมีราคาสูงขึ้นตามไปด้วย 3) ผู้บริโภคนำบ้านมาจำนองใหม่เพื่อมาซื้อทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า ทั้งนี้เพราะไม่เพียงรัฐจะอนุญาติให้ผู้ปล่อยกู้ลดมาตรฐานการปล่อยกู้บ้านโดยไม่คำนึงถึงรายได้ประจำ หรือความสามารถในการจ่ายเงินของผู้กู้แล้ว  การมีผลิตภัณฑ์ทางการเงินจากสิทธิจำนองใหม่ ๆ เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากยังทำให้ผู้ปล่อยกู้มิได้คำนึงถึงความสามารถในการผ่อนงวดของผู้กู้ แต่กลับคำนึงถึงความสามารถของตนในการนำสิทธิจำนองมาทำอนุพันธ์มากกว่าด้วย

           4) เงินออมของชาวอเมริกันลดลง 5) ผู้จัดการกองทุนจำเป็นต้องใฝ่หาผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่มีผลตอบแทนต่อการลงทุนที่สูงขึ้น  โดยทั่วไปกองทุนบำเหน็จบำนาญและกองทุนใหญ่ ๆ ของมูลนิธิต่าง ๆ ล้วนมีกฎระเบียบที่เข้มงวดในการลงทุน แต่อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำติดดินของกรีนสแปนทำให้ผลประกอบการของกองทุนบำเหน็จบำนาญทั่วโลกย่ำแย่  ผู้บริหารกองทุนเหล่านี้จึงจำเป็นต้องหาซื้อผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่มีผลตอบแทนสูงกว่าพันธบัตรรัฐบาล  เมื่อบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ร่วมกับบริษัทจัดอันดับจัดทำอนุพันธ์ที่มีความเสี่ยงและผลตอบแทนไม่เท่ากันออกมาขายให้กับกองทุนต่าง ๆ โดยที่บริษัทจัดอันดับมิได้ใส่ใจกับคุณภาพของสิทธิจำนองเนื่องจากผลตอบแทนของบริษัทจัดอันดับขึ้นอยู่กับระดับความน่าเชื่อถือของอนุพันธ์ด้วยจึงกลายเป็นชนวนที่ทำให้วิกฤตเศรษฐกิจลุกลามไปทั่วโลก ทั้งนี้เพราะแท้ที่จริงแล้วสิทธิจำนองที่บริษัทจัดอันดับให้ระดับความเชื่อมั่นสูงเป็นสิทธิจำนองจากเจ้าของบ้านที่ไม่มีรายได้ เมื่อพวกเขาไม่สามารถที่จะผ่อนงวดได้ เริ่มถูกยึดทรัพย์และราคาบ้านลดลง  อนุพันธ์ที่เกิดจากสินทรัพย์ของพวกเขาจึงด้อยค่าลง 

           ในที่สุดเมื่อการยึดทรัพย์มีมากขึ้นร่วมกับราคาบ้านที่ลดลงมาก อนุพันธ์เหล่านี้จึงไม่เป็นที่ต้องการอีกต่อไป  กองทุนต่าง ๆ ทั่วโลกที่ซื้ออนุพันธ์เหล่านี้ด้วยความหวังที่จะได้ผลตอบแทนที่สูงกว่าพันธบัตรรัฐบาลก็เริ่มขาดทุนหรือล้มละลายซึ่งเป็นที่มาของเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกในปัจจุบัน  อนุพันธ์จากสิทธิจำนอง (CDO) ที่กองทุนบำเหน็จบำนาญทั่วโลกและกองทุนเก็งกำไรต่าง ๆ ซื้อไว้นี่เองที่ทำให้การผิดนัดชำระหนี้ของชาวอเมริกันในแคลิฟอร์เนียทำให้ระบบเศรษฐกิจของไอซ์แลนด์ทั้งประเทศล้มครืนลงต่อหน้าต่อตา

                ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 21 การปล่อยกู้ด้วยความระมัดระวังเริ่มหมดไป  การที่ผู้ปล่อยกู้ส่วนใหญ่ชอบที่จะเสี่ยงมากขึ้นเป็นเพราะตลาดมีบริษัทปล่อยกู้ที่ไม่จำเป็นต้องมีเงินฝากผุดขึ้นมาราวดอกเห็ด  บริษัทเหล่านี้สามารถที่จะระดมทุนจากการนำสิทธิจำนองไปให้บริษัทในตลาดหลักทรัพย์จัดทำเป็นอนุพันธ์โดยมีสัญญาว่าผู้จำนองจะไม่ผิดนัดใน 90 วันได้ด้วย  เมื่อผู้ปล่อยกู้บ้านต้องเสียเวลากังวลกับการผิดนัดชำระหนี้ของลูกค้าเพียงแค่ 90 วันเท่านั้น พวกเขาจึงยินดีที่จะปล่อยกู้บ้านให้กับใครก็ได้ไม่ว่าจะมีคนที่มีเครดิตไม่ดี ไม่มีงานทำหรือแม้แต่ไม่มีรายได้เลยก็ตามจนมีการเรียกการปล่อยกู้ประเภทนี้ว่า Liar Loan   นอกจากนี้การที่ผู้ปล่อยกู้ได้รับค่าตอบแทนเป็นสัดส่วนของวงเงินกู้ร่วมกับการที่พวกเขาไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบกับการผิดนัดชำระหนี้ของลูกค้าเกิน 90 วันทำให้พวกเขายินดีปล่อยกู้ในจำนวนเงินซึ่งมักสูงกว่าที่ควรจะเป็นจึงทำให้ราคาอสังหาริมทรัพย์ทั่วทั้งตลาดเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว  ยิ่งกว่านั้น ผู้ปล่อยกู้ยังช่วยลูกค้าด้วยการทำสัญญากู้ที่อนุญาตให้ลูกค้าจ่ายดอกเบี้ยต่ำกว่าปกติใน 2 ปีแรกและจ่ายสูงกว่าปกติมากใน 28 ปีหลังของการกู้เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกว่าพวกเขาไม่จำเป็นต้องผ่อนค่างวดมากโดยหวังว่าเมื่อถึงเวลาที่ลูกค้าต้องจ่ายดอกเบี้ยในราคาสูง ราคาบ้านจะเพิ่มขึ้น ลูกค้าจะสามารถนำบ้านกลับมาจำนองใหม่เพื่อให้ได้เงินมากขึ้นไปผ่อนงวด 

        เมื่อการปล่อยกู้เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมและกลโกง การผิดนัดชำระหนี้จึงเกิดขึ้นในวงกว้างส่งผลให้เกิดการยึดบ้านเป็นจำนวนมาก ราคาบ้านจึงเริ่มลดลง  การที่ราคาบ้านลดลงไม่เพียงทำให้เจ้าของบ้านไม่สามารถที่จะนำบ้านกลับมากู้ใหม่ได้เท่านั้น  เจ้าของบ้านบางกลุ่มยังจำเป็นต้องหาเงินมาจ่ายธนาคารเพิ่มขึ้นด้วยเนื่องจากมูลค่าบ้านต่ำกว่าจำนวนเงินที่กู้  ดังนั้นเมื่อพวกเขาไม่สามารถหาเงินมาชำระได้ พวกเขาก็ถูกยึดบ้าน ปริมาณบ้านในตลาดจึงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วกดดันให้ราคาบ้านลดลงไปอีก  ดังนั้นในไตรมาสแรกของปี 2009 เมื่อราคาบ้านทั่วทั้งตลาดลดลงถึง 25% การปล่อยกู้บ้านทั้งหมดจึงหยุดชะงัก   เมื่อการผิดนัดชำระหนี้มีมากขึ้น และตลาดเริ่มไม่มั่นใจกับอนุพันธ์ที่เกิดจากสิทธิจำนอง  อนุพันธ์เหล่านี้จึงกลายเป็นสินค้าที่บริษัทต่าง ๆ เริ่มไม่ต้องการ 

               สัญญาณแรกของความยุ่งเหยิงปรากฎขึ้นในฤดูร้อนของปี 2007 เมื่อแบร์เสติร์นบริษัทผู้รับประกันและขายพันธบัตรที่เกี่ยวเนื่องกับสิทธิจำนองที่ใหญ่ที่สุดประกาศว่ากองทุนใหญ่สองแห่งของพวกเขาขาดทุน  ลูกค้ารายใหญ่ของบริษัทจึงถอนเงินทุนจากบริษัททันทีส่งผลให้ลูกค้ารายอื่น ๆ พากันถอนเงินออกไปด้วย  ภายในเวลาเพียงแค่ 3 วันสภาพคล่องของบริษัทจาก 18 พันล้านดอลลาร์ก็เหลือเพียง 2 พันล้านดอลลาร์เท่านั้น  ซ้ำร้ายบริษัทยังถืออนุพันธ์ด้อยคุณภาพเป็นจำนวนมาก และอนุพันธ์เหล่านี้ก็มีมูลค่าลดลงอย่างรวดเร็วด้วย  แต่แทนที่ CEO ของบริษัทจะขายอนุพันธ์ออกมาเพื่อลดการขาดทุน เขากลับกล่าวโทษผู้ที่ถอนทุนแทน  อย่างไรก็ดีในที่สุดรัฐบาลก็ยื่นมือเข้าช่วยเหลือแบร์เสติร์น

             หลังวิกฤตแบร์เสติร์น นักลงทุนก็เริ่มมองไปที่เลห์แมนบราเดอร์ส  ผู้บริหารเลห์แมนและนักลงทุนอื่น ๆ ในช่วงเวลานั้นต่างพากันเชื่อว่ารัฐบาลจะยื่นมือเข้าช่วยเหลือเลห์แมนเช่นที่พวกเขาให้กับแบร์เสติร์นจึงทำให้นักลงทุนถอนเงินออกจากเลห์แมนน้อย  แต่เมื่อเลห์แมนปฏิเสธการช่วยเหลือจากวอร์เรน บัฟเฟต ซ้ำร้ายหนี้ของเลห์แมนยังมากกว่าสินทรัพย์ด้วย เบอร์เนนเก้และพอลสันจึงเลือกที่จะปล่อยให้เลห์แมนบราเดอร์สสถาบันการเงินที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของสหรัฐฯ ล้มละลายไปต่อหน้าต่อตา  แทนที่จะเขียนเช็คมูลค่ากว่า 30 พันล้านเข้าช่วยเหลือ ทั้งนี้เพราะทั้งคู่เกรงจะถูกกล่าวหาว่ามีพฤติกรรมที่เกิดความเสี่ยงต่อศีลธรรม

                วิกฤตแบร์เสติร์นและเลห์แมนบราเดอร์สทำให้นักลงทุนได้รับบทเรียนจากสถาบันการเงินทั้งสองว่า การขาดความสามารถยังเป็นสิ่งที่ให้อภัยได้มากกว่าความหยิ่งยโส และหากคิดจะเสี่ยงอย่าเสี่ยงเพียงคนเดียวต้องทำให้ตลาดการเงินทั้งโลกตกอยู่ในความเสี่ยงด้วย  การขาดความสามารถที่จะบริหารบริษัทของตัวเองเพียงแห่งเดียวไม่เพียงพอที่จะทำให้ได้รับความช่วยเหลือ  หากต้องการได้รับความช่วยเหลือต้องทำให้ระบบเศรษฐกิจทั่วโลกเดือดร้อนตามไปด้วย  การที่ธนาคารกลางเกรงว่าแบร์เสติร์นจะทำให้สถาบันการเงินทั้งโลกเดือดร้อนเป็นเหตุผลที่ทำให้พวกเขาได้รับความช่วยเหลือ  นอกจากนี้แบร์เสติร์นยังมีอนุพันธ์อยู่ถึง 9 ล้านล้านดอลลาร์ซึ่ง 40% เจพีมอร์แกนถืออยู่  การช่วยเหลือแบร์เสติร์นจึงเท่ากับเป็นการช่วยเหลือเจพีมอร์แกนไปในตัวด้วย 

              จากนั้นมาประชาชนก็เห็นรัฐบาลยื่นมือเข้าช่วยเหลือบริษัทใหญ่ ๆ ครั้งแล้วครั้งเล่าตลอดปี  เช่น เข้าถือหุ้น AIG ถึง 79.9% อันเป็นผลมาจากการที่ AIGFP ค้ำประกันอนุพันธ์ของเลห์แมน  ในที่สุดเมื่อรัฐบาลเห็นว่าการเข้าช่วยเหลือบริษัทและธนาคารทีละแห่งไม่น่าจะหยุดยั้งวิกฤตได้  กระทรวงการคลังสหรัฐฯ จึงตัดสินใจขออนุมัติงบประมาณ 125 พันล้านดอลลาร์เพื่ออัดฉีดเข้าไปในธนาคาร 9 แห่งและอีก 300 พันล้านดอลลาร์ให้กับ Citigroup  ปัจจุบันรัฐบาลสหรัฐฯ จึงกลายเป็นเจ้าของกิจการที่หลากหลายและใหญ่โตที่สุดในประวัติศาสตร์โลกจากการอัดฉีดและค้ำประกันเงินกู้เป็นจำนวนเงินมากถึง 15 ล้านล้านดอลลาร์

             เป็นที่ทราบกันดีว่าเมื่อไม่มีกฎ มนุษย์มักทำเรื่องผิด ๆ เสมอ  นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่โทษว่าวิกฤตเศรษฐกิจที่เริ่มต้นขึ้นในปี 2008 ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่รัฐลดระดับการควบคุมในกิจการต่าง ๆ   เช่น 1) อนุญาตให้ธนาคารสามารถที่จะมีหน่วยทำธุรกรรมในภาคการเงินได้ จริงอยู่การที่รัฐอนุญาตให้ธนาคารมีหน่วยงานที่สามารถทำธุรกรรมทางการเงินที่มีความเสี่ยงสูงจะมิได้เป็นต้นเหตุวิกฤตการณ์ แต่มันก็ทำให้จำนวนเงินที่รัฐต้องเสียมากขึ้นและยังทำให้ความเสียหายเกิดขึ้นเป็นวงกว้างด้วย 2) CEO ของบริษัทเพื่อการลงทุนขนาดใหญ่ทั้งห้า (โกลด์แมนแซค เมอร์ริลลินซ์ เลห์แมนบราเดอร์ส แบร์เสติร์นและมอร์แกนสแตนลีย์) ร่วมกันกดดันให้รัฐยกเลิกระเบียบการคงสัดส่วนหนี้ต่อทุนไม่เกิน 12:1 ซึ่งทำให้พวกเขาก่อสามารถก่อหนี้เพิ่มขึ้นจนสัดส่วนหนี้ต่อทุนเพิ่มขึ้นเป็น 35-40:1 เมื่อสิ้นปี 2004

            ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ยังเชื่อว่า สาเหตุของวิกฤตเศรษฐกิจมิได้เป็นผลมาจากการลดระดับการควบคุมเท่านั้น ยังเป็นผลมาจากการที่รัฐพยายามหลอกลวงประชาชนในเรื่องอัตราเงินเฟ้อด้วย  แท้ที่จริงแล้วกรีนสแปนน่าที่จะเห็นหายนะที่รออยู่อันเป็นผลมาจากการที่เขาลดอัตราดอกเบี้ยเป็นเวลานานเกินไปมานานแล้ว แต่การที่ Boskin Commission ซึ่งทำหน้าที่คำนวณอัตราเงินเฟ้อรายงานอัตราเงินเฟ้อต่ำกว่าปกติมาเป็นเวลานาน ทั้ง ๆ ที่ราคาน้ำมันก็เพิ่มขึ้นถึง 9 เท่าจาก 16 ดอลลาร์เป็น 147 ดอลลาร์ภายในเวลาเพียงแค่ 7 ปี ราคาบ้านก็เพิ่มขึ้นถึงสองเท่าแล้วจึงทำให้นักเศรษฐศาสตร์ ผู้กำหนดนโยบายและกรีนสแปนเองไม่สามารถตระหนักว่าอัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นมากแล้ว นั่นหมายความว่า หากรัฐไม่ให้ Boskin Commission หน่วยงานที่รัฐจัดตั้งขึ้นเปลี่ยนแปลงวิธีการคำนวณดัชนีผู้บริโภคเพื่อให้ดูเหมือนว่าอัตราเงินเฟ้อยังต่ำอยู่เพื่อช่วยเหลือมิให้สำนักงานประกันสังคม องค์การทหารผ่านศึกและรัฐบาลล้มละลายจากการที่ต้องจ่ายเงินเพิ่มให้กับผู้อยู่ภายใต้ความคุ้มครองมากขึ้น  กรีนสแปนก็อาจไม่ปล่อยให้อัตราดอกเบี้ยต่ำผิดปกติอยู่เป็นเวลานานจนก่อให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจเช่นที่เกิดขึ้นนี้ก็เป็นได้

                นอกจากธนาคารกลางสหรัฐฯ จะไม่ควบคุมธนาคารและบริษัทที่ทำธุรกรรมทางการเงินอย่างเหมาะสมรวมทั้งไม่เพิ่มอัตราดอกเบี้ยให้ทันต่อเหตุการณ์แล้ว พวกเขายังเป็นผู้ทำให้เกิดพฤติกรรมที่ทำให้เกิดความเสี่ยงทางศีลธรรม (Moral Hazard) ในวงการธุรกิจอย่างกว้างขวางอีกด้วย  พฤติกรรมซึ่งมักเกิดขึ้นเมื่อผู้กระทำคาดว่าพวกเขาไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายจากการกระทำของตนเองตาม  แนวคิดเศรษฐศาสตร์ในเรื่องนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากการประกัน นั่นคือ หากมีการปกป้องคนใดคนหนึ่งมากเกินไปจากผลของการกระทำ ผู้นั้นจะสะเพร่ามากขึ้น เช่น ผู้ที่ซื้อประกันรถในราคาแพง เขาจะขับรถเร็วกว่าปกติเพราะเขาเชื่อว่าบริษัทประกันจะเป็นผู้ชดเชยค่าเสียหายจากการขับรถเร็ว  นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่เชื่อว่า หากรัฐไม่เข้าช่วยเหลือบริษัทไคร์สเลอร์ในปี 1980 บริษัทผลิตรถยนต์สัญชาติอเมริกันอื่น ๆ น่าที่จะปรับปรุงสัญญาจ้างเพื่อลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มคุณภาพรถให้ดีขึ้นซึ่งจะทำให้พวกเขาไม่สูญเสียตลาดให้กับบริษัทรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นและเยอรมันเหมือนอย่างในขณะนี้  ซ้ำร้ายเมื่อบริษัทรถยนต์สัญชาติอเมริกันกลุ่มเดิมประสบปัญหาในวิกฤตครั้งนี้ พวกเขายังคงทำตัวเป็นปลิงและแร้งเช่นเดิมผ่านกลุ่มล็อบบี้ยิสต์ที่จ้องจะดูดซับทรัพยากรของประเทศ  การที่นักลงทุนส่วนใหญ่เชื่อว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ พร้อมที่จะยื่นมือเข้าช่วยเหลือตลอดเวลาทำให้พวกเขามักมีพฤติกรรมที่ทำให้เกิดความเสี่ยงทางศีลธรรมเสมอ  

           หายนะที่สหรัฐฯ กำลังเผชิญอยู่จึงไม่ใช่เป็นเพียงแค่มูลค่าความสูญเสียที่มากที่สุดเท่าที่เกิดขึ้นมารวมกันเท่านั้น แต่ยังเป็นผลมาจากการถูกละเลยโดยคนจำนวนมากมาเป็นเวลานานด้วย   วิกฤตเศรษฐกิจที่เริ่มต้นในปี 2008 ครั้งนี้เป็นผลมาจากคนหลายกลุ่ม  โจเซฟ สติ๊กลิสนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลศาสตราจารย์ทางด้านเศรษฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบียเห็นว่าวิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้เป็นผลมาจาก ความล้มเหลวของระบบ ทั้งนี้เพราะมันไม่ได้เกิดจากการตัดสินใจผิดเพียงครั้งเดียว แต่มันเป็นผลจากการตัดสินใจผิดหลายครั้งร่วมกับความไม่ใส่ใจในหลาย ๆ เรื่องรวมกันของคนที่ขาดความสามารถหลายกลุ่ม

                เริ่มต้นจาก 1) อลัน กรีนสแปนอดีตประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ  เขาชอบดำเนินนโยบายการเงินแบบผิด ๆ  เช่น 1.1) ไม่สนใจมาตรฐานการปล่อยกู้ 1.2) ละเลยที่จะกำกับดูแลการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ของภาคการเงินและธนาคาร 1.3) ชอบที่จะแทรกแซงตลาดหุ้นและช่วยเหลือนักลงทุนมากเกินไปอันเป็นผลจากความหลงผิดของเขาที่เชื่อว่าตลาดจะกำกับดูแลตัวเองได้จนธนาคารกลางกลายเป็นผู้ที่ทำให้สหรัฐฯ และอีกหลายประเทศเข้าสู่ภาวะล้มละลาย  2) เบน เบอร์เนนเก้ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ คนปัจจุบัน ทั้งนี้เพราะเขาไม่ดำเนินมาตรการใด ๆ เลยในช่วงที่อัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

                3) สภา Gramm สมาชิกรัฐสภาเป็นผู้ที่พยายามยกเลิกกฎหมายที่ควบคุมธุรกรรมของธนาคาร 4) สมาชิกสภาส่วนใหญ่อ้างว่าพวกเขามิได้อ่านกฎหมายอย่างละเอียดก่อนผ่านกฎหมาย เพราะมันเป็นหน้าที่ของคนเสนอ  ข้ออ้างเช่นนี้เท่ากับเป็นการตบหน้าชาวอเมริกันทั้งประเทศเพราะเท่ากับว่าพวกเขาเลือกทำ สมาชิกสภาที่อ่านหนังสือไม่ออก

                5) ประธานาธิบดีจอร์จ บุช ทั้งนี้เพราะ 5.1) เขาก็เหมือนกับกรีนสแปนตรงที่มีความเชื่อผิด ๆ ที่ว่าตลาดจะสามารถกำกับดูแลตัวเองได้  5.2) เขายังละโอกาสที่ป้องกันมิให้เกิดหายนะในช่วงที่ผู้กำกับดูแลธนาคารเห็นสัญญาณของการลดมาตรฐานการปล่อยกู้  พวกเขาเคยเขียนขอเสนอไว้หลายประการ เช่น ธนาคารต้องใช้ความพยายามในการพิสูจน์ให้ได้ว่าผู้กู้ทำงานอะไรกันแน่  ผู้ปล่อยกู้ต้องประเมินว่าผู้กู้มีความสามารถในการจ่ายค่างวดหรือไม่  ธนาคารที่ซื้อหนี้จากผู้ปล่อยกู้ต้องพยายามพิสูจน์ให้ได้ว่าผู้กู้มีความสามารถที่จะจ่ายคืนเงินกู้  ธนาคารต้องอธิบายให้ผู้ซื้ออนุพันธ์ทราบว่าพวกเขากำลังซื้ออะไรกันแน่  5.3) เขาเป็นผู้ตั้งประธานตลาดหลักทรัพย์ (SEC chairman) ผิด ๆ อีกถึง 3 คน นั่นคือ 1) Harvey Pitt อดีตทนายความผู้ทำให้จริยธรรมในตลาดลดลง จนผู้คนกระแนะกระแหนว่า การตั้ง Harvey Pitt มาเป็นผู้กำกับดูแลตลาดหลักทรัพย์ก็เหมือนกับการตั้งบิน ลาเดนมาทำงานด้านความมั่นคงนั่นเอง 2)William Donaldson อดีตประธาน NYSE เป็นผู้ยกเลิกกฎสัดส่วนเงินกู้ต่อทุน 3) Christopher Cox เป็นผู้ยกเลิก uptick rule และ short sell ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับตลาดหุ้นอย่างมหาศาลในเวลาต่อมา  6) ประธานาธิบดีบิล คลินตัน ทั้งนี้เพราะเขาเป็นผู้เซ็นกฎหมายที่อนุญาตให้ธนาคารทำธุรกรรมได้มากขึ้นและยกเลิกการกำกับดูแลอนุพันธ์

                7) ผู้ปล่อยกู้ ทั้งนี้เพราะพวกเขาพยายามปล่อยกู้ด้วยจำนวนวงเงินสูงที่สุดโดยไม่สนใจความสามารถในการชำระหนี้ของผู้กู้ ตราบใดที่การผิดนัดชำระหนี้จะไม่เกิดก่อน 90 วันเป็นใช้ได้เพื่อพวกเขาได้รับนายหน้าสูงสุด  8) ผู้ออกอนุพันธ์ที่ใช้สิทธิจำนองหนุนหลัง 9) บริษัทจัดอันดับ ทั้งนี้เพราะทั้งผู้ออกอนุพันธ์ที่ใช้สิทธิจำนองหนุนหลังและบริษัทจัดอันดับต่างร่วมมือกันเปลี่ยนสิทธิจำนอง F-rate ให้กลายเป็นอนุพันธ์ rate-A  เพื่อให้กองทุนต่าง ๆ สามารถเข้าลงทุนได้  10) ผู้บริหารกองทุนต่าง ๆ ทั้งนี้เพราะพวกเขาส่วนใหญ่ทราบดีว่ากำลังซื้ออะไรอยู่ 11) ผู้บริหารระดับสูงในภาคการเงิน ทั้งนี้เพราะพวกเขาผูกผลประโยชน์และถูกประเมินผลงานจากกำไรหรือผลประกอบการ พวกเขาจึงจำเป็นต้องพยายามที่จะหาผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ ๆ ที่ทำให้ผลประกอบการของบริษัทดูดีซึ่งจะทำให้พวกเขาได้รับผลตอบแทนมากขึ้นจนทำให้ค่าตอบแทนของผู้บริหารสูงสุดของแต่ละบริษัทเพิ่มขึ้นเป็น 300-400 เท่าเทียบกับพนักงานแล้ว  ไม่เพียงพวกเขาจะได้ค่าตอบแทนที่สูงแล้ว พวกเขายังตบหน้าชาวอเมริกันทั้งประเทศด้วยการประกาศจ่ายเงินปันผลให้ตัวเอง  หลังจากที่ แฮงค์ พอลสันรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอดีต CEO โกล์ดแมนแซคขออนุมัติเงินจากสภาโดยไม่มีรายละเอียดได้ใช้เงินไปกว่า 3 เท่าของเงินที่ขออนุมัติแล้วไปกับการช่วยเหลือบริษัทในภาคการเงินและอุตสาหกรรมใหญ่ ๆ ของประเทศแล้ว  มันเป็นตรรกะที่โง่มากที่ให้ผู้เสียภาษีเป็นผู้รับผิดชอบต่อความล้มเหลวในการบริหารงานของ CEO บริษัทใหญ่ ๆ เหล่านี้ 

                การปฏิเสธความจริง การสร้างข้อมูลปลอม การตกแต่งตัวเลข การทำให้อัตราเงินเฟ้อดูต่ำเกินจริง การเสแสร้งจัดอันดับสินทรัพย์ด้อยคุณภาพร่วมกับการปล่อยให้เกิดพฤติกรรมที่ทำให้เกิดความเสี่ยงอย่างแพร่หลายล้วนทำให้ผู้บริหารบริษัทใหญ่ ๆ และกลุ่มเก็งกำไรได้ผลประโยชน์โดยปล่อยให้ความเสี่ยงตกกับผู้เสียภาษีและสร้างผลกระทบรุนแรงทั่วโลกอย่างรุนแรงโดยไม่ตั้งใจ  รัฐบาลสหรัฐฯ จึงควรออกระเบียบควบคุมกิจกรรมของธนาคารและนักลงทุน หรือไม่ก็ปล่อยให้ตลาดทำโทษผู้ที่บริหารงานผิดพลาดแทนที่จะคอยให้ความช่วยเหลือพวกเขาด้วยเงินภาษีของประชาชนอย่างทุกวันนี้ 

                ข้อคิดเห็น ตัวอย่างจากในหนังสือแสดงให้เห็นว่า สหรัฐฯ ประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็นต้นตำรับของทุนนิยมเสรีกลับยินยอมให้นักการเงิน สมาชิกสภาและธนาคารกลางดำเนินนโยบายสวัสดิการบริษัทอย่างทั่วถึงจึงเท่ากับว่าสหรัฐฯ ก็เป็นอีกประเทศหนึ่งที่นักการเมืองและผู้กำหนดนโยบายนิยมการพูดอย่างทำอย่าง

           เมื่อคนทั่วโลกนับถือเงินเป็นพระเจ้าและทุกประเทศต่างประเมินความก้าวหน้าของประเทศด้วยจีดีพีเหมือนกันหมด  มันจึงเป็นเรื่องยากที่ประเทศไทยซึ่งรวมอยู่ในกระแสโลกาภิวัตน์จะต่อต้านแนวคิดนี้ได้  อย่างไรก็ดีประเทศไทยยังคงแตกต่างจากประเทศอื่น ๆ อยู่มาก แม้ว่าจีดีพีของเราจะมีสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศมากถึง 70% ก็ตาม  ดังนั้นหากรัฐบาลไทยยังคงดำเนินนโยบายที่เน้นการควบคุมธุรกรรมทางการเงินมิให้มีความเสี่ยงมากเกินไป ไม่หลงลืมประวัติศาสตร์ รู้จักเรียนรู้ข้อผิดพลาดของประเทศอื่น และรู้จักเลือกอุตสาหกรรมที่จะทำให้คนในประเทศมีส่วนร่วมได้มากขึ้น เช่น อุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการเกษตร  เศรษฐกิจของบ้านเราน่าที่จะสามารถเติบโตอย่างแข็งแกร่งอย่างไม่ลำบากนัก ยกเว้นคนไทยส่วนใหญ่จะไม่รักชาติด้วยการสร้างปัญหาให้กับตัวเองมากขึ้นเท่านั้น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Rating: 4 stars

Tags: , , ,

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • Twitter
  • RSS

Comments are closed.

+(reset)-

Ratings Plugin created by Cheap Web Hosting - Powered by Attache Case and VLC Player Download.