You are here: Home > Econ & Business, Hot Topic > The Cost of Capitalism/ ต้นทุนของทุนนิยมเสรี

The Cost of Capitalism/ ต้นทุนของทุนนิยมเสรี

โดย พญ. นภาพร ลิมป์ปิยากร

                

      ฤดูใบไม้ร่วงของปี 2008 ธนาคารทั่วโลกเริ่มส่อเค้าล้มละลาย ตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ หดตัวลงเลวร้ายที่สุดตั้งแต่ก่อตั้งถึง 18% ภายในเวลาเพียงแค่สัปดาห์เดียว  แม้ว่าสัญญาณของความยุ่งยากในกิจการอสังหาริมทรัพย์จะเริ่มส่อเค้าให้เห็นตั้งแต่ปี 2007 แล้ว แต่ผู้กำหนดนโยบายทั้งหลายยังมัวแต่ให้ความสนใจแต่กับการยกระดับราคาและเชื่ออย่างสนิทใจว่าความเสียหายจะไม่กระจายไปในวงกว้างและเศรษฐกิจของสหรัฐและทั่วโลกจะไม่มีทางเข้าสู่ภาวะถดถอยอย่างเด็ดขาด แต่ในที่สุดเศรษฐกิจทั่วโลกก็เข้าสู่ภาวะถดถอยในฤดูร้อนของปี 2008 

        Robert J. Barbera รองประธานและหัวหน้าคณะนักเศรษฐศาสตร์แห่ง Investment Technology Group เห็นว่าแท้ที่จริงแล้วนักเศรษฐศาสตร์และผู้กำหนดนโยบายทั่วโลกควรจะทราบว่าวิกฤตเศรษฐกิจเป็นต้นทุนของทุนนิยมเสรี และพวกเขาควรที่จะคาดเดาได้อย่างถูกต้องแม่นยำก่อนเกิดวิกฤตมานานแล้ว หากพวกเขาศึกษาทฤษฎีของ Minsky นักเศรษฐศาสตร์การเงินสวนกระแสอย่างลึกซึ้งจะพบว่านโยบายการเงินเพียงอย่างเดียวไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้อย่างไม่จำกัด  Barbera จึงนำเสนอทฤษฎีของ Minsky ไว้ในหนังสือที่ชื่อ The Cost of Capitalism  หนังสือที่มี 240 หน้าตีพิมพ์ขึ้นในปี 2009 ยังจะอธิบายถึงสาเหตุของการเกิดวิกฤตเศรษฐกิจที่เริ่มต้นจากสหรัฐฯ ในครั้งนี้อย่างละเอียดละออด้วย

                ตลอด 25 ปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจของสหรัฐค่อนข้างราบเรียบและมีการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ  จากทศวรรษที่ 1980 ถึงปี 2006 อัตราเงินเฟ้อ อัตราว่างงานและผลผลิตมีความผันผวนต่ำ  อย่างไรก็ดีสถานการณ์ในตลาดหลักทรัพย์กลับมิได้เป็นเช่นนั้น  ความสำเร็จของระบบเศรษฐกิจในช่วงเวลาเดียวกันก่อให้เกิดวิกฤตการเงินหลายรอบ เช่น การล้มของกองทุน S&L ช่วงต้นทศวรรษที่ 1990 ฟองสบู่เทคโนโลยีแตกในช่วงต้นทศวรรษ 2000  ถึงกระนั้นก็ตามภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกหรือแม้แต่สหรัฐฯ เองกลับมิได้รับผลกระทบจากวิกฤตการเงินในตลาดหลักทรัพย์มากนัก ผู้กำหนดนโยบายทั้งหลายจึงยังคงเชื่อมั่นในตลาดเสรีและโลกรอบตัวอีกทั้งยังยืนยันว่าการเจริญเติบโตอย่างมหาศาลของตลาดการเงินเป็นการพัฒนาที่น่าประทับใจ

                 ถึงกระนั้นก็ตามวิกฤตเศรษฐกิจที่เริ่มในปี 2008 ครั้งนี้กลับแตกต่างอย่างสิ้นเชิง  Hymen Minsky นักเศรษฐศาสตร์การเงินสวนกระแสยืนยันว่า ภาวะการเงินเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เศรษฐกิจผันผวน   เมื่อใดก็ตามที่ภาวะการจ้างงานเกิดขึ้นอย่างเต็มที่ยาวนาน นักธุรกิจและนายธนาคารมักยินดีที่จะเสี่ยงก่อหนี้มากขึ้นส่งผลให้ภาคการเงินขาดเสถียรภาพตามมา  นอกจากนั้นการที่สภาวะเศรษฐกิจมีเสถียรภาพอยู่นานมักทำให้นักลงทุนหลงเชื่อว่าสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจจะเป็นเช่นนั้นตลอดไป และเมื่อความเชื่อมั่นมีมากเกินไป นักลงทุนก็มักยินดีที่จะเสี่ยงมากขึ้น นั่นหมายความว่า วงจรทางเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ 

                ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นธนาคารกลางของประเทศต่าง ๆ ก็เชื่อว่าอัตราดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียวเพียงพอที่จะกำจัดวงจรเศรษฐกิจได้แล้ว ทั้งนี้เพราะพวกเขาเห็นผลสำเร็จในการควบคุมอัตราเงินเฟ้อในปี 1979 ของพอล โวกเกอร์ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ โดยอาศัยเพียงแค่นโยบายดอกเบี้ยเท่านั้น  ในปีนั้นอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ สูงมาก นโยบายการเงินของโวกเกอร์จึงมีเป้าหมายเดียวคือ ลดอัตราเงินเฟ้อ  เขาเชื่อว่าหากเขาแสดงเจตจำนงว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ มีเป้าหมายเดียวนั่นคือ ลดอัตราเงินเฟ้อ  เงินเฟ้อจะลดลงแม้ว่าจะต้องใช้เวลาบ้างก็ตาม  ในที่สุดอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ก็ลดลงจนเข้าสู่ภาวะปกติ และนับจากนั้นมานโยบายหลักของธนาคารกลางสหรัฐฯ ก็มีเป้าหมายเพียงเรื่องเดียวนั่นคือตรึงอัตราเงินเฟ้อ  อย่างไรก็ดีนโยบายควบคุมอัตราเงินเฟ้อเพียงอย่างเดียวกลับมิได้ลดทอนความผันผวนทางเศรษฐกิจแต่อย่างใด โลกยังคงเผชิญหน้ากับสภาวะเศรษฐกิจถดถอยเป็นช่วง ๆ เช่น ในช่วงวิกฤต S&L วิกฤตการเงินในญี่ปุ่นและเอเชีย รวมทั้งการแตกของฟองสบู่เทคโนโลยีในสหรัฐฯ 

              วิกฤตเศรษฐกิจหลังทศวรรษที่ 1980 เป็นต้นมาไม่เคยมีครั้งใดที่อัตราค่าจ้างและเงินเฟ้อสูงจนควบคุมไม่ได้ แต่มักเป็นผลมาจากการลงทุนที่มากเกินไปต่างหาก นั่นหมายความว่า การควบคุมอัตราเงินเฟ้อซึ่งเป็นเป้าหมายเดียวของธนาคารกลางแห่งสหรัฐฯ ไม่สามารถป้องกันความผันผวนทางเศรษฐกิจได้ และสาเหตุที่แท้จริงของความถดถอยทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ 3 ครั้งหลังยังเป็นผลมาจากภาคการเงินด้วย นั่นหมายความว่า ผู้กำหนดนโยบายไม่สามารถที่จะละเลยภาคการเงินได้

                โดยทั่วไปประชาชนมักเปลี่ยนแปลงวิธีการเสี่ยงตลอดเวลา พวกเขามักไม่ตัดสินใจเกี่ยวกับหนี้และการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์อย่างมีเหตุผลเพียงครั้งเดียว แต่มักตัดสินใจไปตามอารมณ์ตามแต่สถานการณ์  เมื่อใดที่สภาวะเศรษฐกิจมีเสถียรภาพอย่างต่อเนื่อง คนส่วนใหญ่มักกล้าเสี่ยงก่อหนี้มากขึ้น และคาดว่าเศรษฐกิจในอนาคตจะดีเช่นเดิม   พวกเขาจึงมักก่อหนี้มากขึ้นด้วยการซื้อบ้านที่มีราคาสูงและนำบ้านไปจำนองโดยยินยอมเซ็นสัญญาการผ่อนงวดที่มากกว่ารายได้   เมื่อคนส่วนใหญ่ใช้กลยุทธ์การเก็งกำไรเช่นนี้ จำนวนบ้านถูกยึดจึงมีมากขึ้นส่งผลให้ราคาบ้านในตลาดไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้ จำนวนบ้านในตลาดจึงยิ่งเพิ่มขึ้นและราคาบ้านก็ยิ่งตกลง  แต่การยึดบ้านมิได้ก่อปัญหาแต่กับเจ้าของบ้านเท่านั้น ยังสร้างความเสียหายให้กับธนาคารด้วย

                เมื่อลูกหนี้ไม่สามารถผ่อนงวดได้และเริ่มถูกยึดจำนอง ราคาบ้านทั้งตลาดจึงลดลงส่งผลให้ทรัพย์สินของธนาคารมีมูลค่าลดลงตามไปด้วย  เมื่อธนาคารมีหนี้สินมากกว่ามูลค่าสินทรัพย์ พวกเขาจึงเข้าสู่ภาวะล้มละลาย  และเมื่อธนาคารเกือบทุกแห่งตกอยู่ในสถานการณ์เช่นเดียวกัน การล้มละลายจึงเกิดขึ้นในวงกว้าง  ธนาคารกลางสหรัฐฯ เกรงว่าธนาคารหลายแห่งจะเข้าสู่ภาวะล้มละลาย พวกเขาจึงแก้ปัญหาด้วยการลดอัตราดอกเบี้ยและเร่งการควบรวมกิจการ  นอกจากนี้รัฐบาลยังต้องยื่นมือเข้าช่วยเหลือด้วยการให้เงินกับธนาคารเพื่อกอบกู้ธุรกิจ

                วงจรเศรษฐกิจข้างต้นทำให้ Minsky เชื่อว่าเสรีนิยมทางการเงินมี 3 ระยะคือ ระยะแรกเป็นระยะเวลาหลังภาวะเศรษฐกิจถดถอย คนส่วนใหญ่ยังคงจดจำได้ถึงการขาดแคลนเงินสด นักลงทุนจึงพยายามลงทุนโดยคำนึงถึงความเสี่ยงและเงินสดในมือที่มีอยู่ด้วย  ระยะกลางเป็นช่วงเวลาที่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นไปอย่างต่อเนื่องมาระยะหนึ่ง นักลงทุนส่วนใหญ่ยินดีที่จะเสี่ยงมากขึ้น ยอมเป็นหนี้มากขึ้น และเก็บเงินสดไว้ในมือเพียงแค่ให้เพียงพอต่อการจ่ายดอกเบี้ยเท่านั้น  นอกจากนี้นักลงทุนยังนิยมสร้างหนี้สินระยะสั้นและนำทรัพย์สินเก่ามาจำนองใหม่บ่อย ๆ  ระยะสุดท้ายเป็นช่วงเวลาที่ห่างไกลจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยมายาวนาน นักลงทุนส่วนใหญ่ไม่นิยมถือเงินสดให้เพียงพอต่อการชำระหนี้ และสร้างหนี้ระยะสั้นเป็นจำนวนมาก ซ้ำร้ายยังจำเป็นต้องนำทรัพย์สินเก่ามาจำนองเพื่อให้ได้เงินสดมาชำระหนี้เก่าด้วย  ในช่วงเวลานี้นักลงทุนส่วนใหญ่มักคาดหวังว่าทรัพย์สินที่พวกเขามีอยู่จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นจนสูงพอที่จะนำเงินสดใหม่ ๆ จากการนำสินทรัพย์ไปจำนองใหม่เพื่อมาใช้หนี้เก่า  สถานการณ์ที่คนส่วนใหญ่เริ่มหันมาเก็งกำไรเพราะคาดว่าราคาอสังหาริมทรัพย์จะเพิ่มขึ้นตลอดเวลา และกล้าก่อหนี้ในวงเงินที่สูงกว่าความสามารถที่จะชำระหนี้ได้โดยยินยอมจ่ายดอกเบี้ยในอัตราที่สูงกว่าปกติ  Minsky เรียกว่า Ponzi finance 

                โดยทั่วไปนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ก็มีแนวคิดเช่นเดียวกันกับนักลงทุนนั่นคือ พวกเขาคาดว่าอนาคตมักเป็นไปในทำนองกับที่ผ่านมา แม้แต่ในเวลาที่พวกเขาได้เห็นข้อมูลที่บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอยแล้ว พวกเขายังคงคาดว่าเศรษฐกิจจะเติบโตต่อไป เนื่องจากพวกเขาเคยชินเช่นนั้น  ยิ่งไปกว่านั้นโอกาสในการเกิดเศรษฐกิจถดถอยมีน้อยกว่าเศรษฐกิจเติบโตมากนัก  ดังนั้นการที่นักเศรษฐศาสตร์ทำนายว่าเศรษฐกิจจะเติบโตต่อไปย่อมเป็นการปลอดภัยมากกว่า  ความสามารถในการทำนายเศรษฐกิจของนักเศรษฐศาสตร์จึงมักเป็นไปในแนวทางที่พอล แซมมวลซันกล่าวอย่างติดตลกไว้ว่า นักเศรษฐศาสตร์สามารถที่จะทำนายอนาคตได้ถอยหลังไปหนึ่งไตรมาส

                แม้ว่านักเศรษฐศาสตร์และนักธุรกิจส่วนใหญ่จะเห็นว่านับจากกลางทศวรรษที่ 1980 เป็นต้นมาความผันผวนของเศรษฐกิจทั่วโลกจะไม่รุนแรงมากนัก แต่หากศึกษาในรายละเอียดอย่างลึกซึ้งจะพบว่า วงจรเศรษฐกิจเกิดขึ้นตลอดเวลาโดยเฉพาะจากภาคการเงิน  หลังการต่อสู้อย่างยาวนานกับอัตราเงินเฟ้อที่สูงเกินปกติของธนาคารกลางแห่งสหรัฐฯ ในช่วงกลางทศวรรษที่ 1980 ได้สิ้นสุดลง  นักเศรษฐศาสตร์และภาคธุรกิจต่างเชื่อว่าท้องฟ้าภายภาคหน้าจะสดใสอย่างแน่นอน นักการเงินจึงนำผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ ๆ ออกสู่ตลาด  ยิ่งเมื่ออัตราดอกเบี้ยลดต่ำลง ร่วมกับผลประกอบการของบริษัทต่าง ๆ เพิ่มสูงขึ้น ราคาหุ้นของบริษัทต่าง ๆ ย่อมเพิ่มสูงขึ้นโดยปริยาย  เมื่อเศรษฐกิจเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วในปี 1987 อัตราเงินเฟ้อจึงเริ่มเพิ่มขึ้น ธนาคารกลางสหรัฐฯ จึงเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเพื่อลดความร้อนแรงของเศรษฐกิจส่งผลให้นักลงทุนส่วนหนึ่งขายหุ้นเข้าสู่ตลาดจนทำให้ในเดือนตุลาคมปี 1987 มูลค่าตลาดหุ้นในวอลล์สตรีทของสหรัฐฯ ลดลงถึง 25% ภายในเวลาเพียงแค่วันเดียว  นักลงทุนทั่วทั้งตลาดต่างหวั่นเกรงว่าระบบเศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะตกต่ำเหมือนอย่างปี 1930  ธนาคารกลางสหรัฐฯ จึงประกาศลดอัตราดอกเบี้ยทันทีและเสริมสภาพคล่องเข้าสู่ระบบ  นักลงทุนจึงหายตื่นตระหนกส่งผลให้เศรษฐกิจเจริญเติบโตต่อไป  ต่อมาอีกหนึ่งปี เมื่อธนาคารกลางเล็งเห็นว่าอัตราเงินเฟ้อเริ่มสูงขึ้น พวกเขาก็เพิ่มอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง  การดำเนินนโยบายเช่นนี้จึงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า  เมื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำ ภาคการเงินก็มักทำให้เศรษฐกิจร้อนแรงเกินไปจากผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ ๆ จนทำให้เกิดฟองสบู่เล็ก ๆ น้อย ๆ ในตลาดการเงินและลงท้ายด้วยการเข้าช่วยเหลือของภาครัฐ

                ส่วนญี่ปุ่นในช่วงต้นทศวรรษที่ 1990 นั้น เมื่อฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์แตก มูลค่าหุ้นของธนาคารต่าง ๆ ลดลงถึง 65% ในขณะที่อสังหาริมทรัพย์ก็มีมูลค่าลดลงถึงกว่า 80% ด้วย  รัฐบาลญี่ปุ่นย่อมปราศจากทางเลือก พวกเขาจึงจำเป็นต้องยื่นมือเข้าช่วยเหลือธนาคารและบริษัทต่าง ๆ ด้วยการให้ยืมเงิน และกลายเป็นผู้ลงทุนหลักของประเทศเพื่อป้องกันมิให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นพังทลายไปต่อหน้าต่อตา  ผลของกิจกรรมของรัฐบาลญี่ปุ่นทำให้ญี่ปุ่นกลายเป็นประเทศที่ขาดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจยาวนานนับทศวรรษเลยทีเดียว  การที่ญี่ปุ่นต้องเข้าสู่ภาวะชะงักงันเป็นเวลานานเป็นเพราะก่อนเกิดวิกฤตการณ์ ธนาคารกลางญี่ปุ่นให้ความสนใจแต่กับภาคธุรกิจที่แท้จริงโดยมิได้ให้ความสนใจกับภาคอสังหาริมทรัพย์เลย  ภาคธุรกิจก็ให้ความสนใจแต่กับการผลิตด้วยความหวังที่จะเป็นผู้ผลิตอันดับหนึ่งของโลก  ชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่จึงยินดีกับการที่รัฐสามารถควบคุมอัตราค่าจ้างและอัตราเงินเฟ้อ รวมทั้งอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับต่ำเพื่อกระตุ้นภาคธุรกิจ

                หลังฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ญี่ปุ่นแตก โลกตะวันตกจึงหันมายังกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาซึ่งมีอัตราค่าจ้างต่ำส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศในแถบเอเชียเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว  เมื่อภาวะเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้แข็งแกร่งขึ้น ค่าเงินของพวกเขาก็แข็งแกร่งขึ้นตามไปด้วย  การที่เศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้เจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ร่วมกับค่าเงินที่แข็งแกร่งทำให้ธนาคารของประเทศเหล่านี้ก่อหนี้ต่างประเทศเพิ่มเป็นจำนวนมาก  ซ้ำร้ายพวกเขายังนำเงินกู้ระยะสั้นจากต่างประเทศมาลงทุนระยะยาวในประเทศ   เมื่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้มีเพิ่มขึ้น อัตราค่าจ้างย่อมสูงขึ้นส่งผลให้สัดส่วนของเงินทุนต่อค่าจ้างย่อมสูงขึ้นตามไปด้วยยังผลให้กำไรของบริษัทต่าง ๆ เริ่มลดลง  อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจึงลดลงในที่สุด

                เมื่อนักลงทุนต่างชาติเริ่มคาดว่าผลประกอบการของบริษัทต่าง ๆ จะลดลงและระบบเศรษฐกิจจะไม่เจริญเติบโตดังเก่า พวกเขาก็เริ่มขายหุ้นและถอนเงินกลับประเทศจนทำให้ค่าเงินอ่อนตัวลง ธนาคารกลางจึงมักแก้ปัญหาการถอนเงินทุนกลับด้วยการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อเพิ่มแรงจูงใจให้กับนักลงทุนต่างชาติ แต่อัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นนี้กลับทำให้บริษัทต่าง ๆ เข้าสู่ภาวะวิกฤตเนื่องจากพวกเขามีหนี้สินเป็นจำนวนมาก  ระบบการเงินของประเทศกำลังพัฒนาเหล่านี้จึงขาดเสถียรภาพจนก่อให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจในที่สุด  อย่างไรก็ดีประเทศต่าง ๆ ในเอเชียเป็นฐานการผลิตได้จากการมีค่าแรงต่ำ เมื่อค่าเงินของพวกเขาอ่อนค่าลง พวกเขาย่อมขายสินค้าได้เพิ่มขึ้นส่งผลให้เศรษฐกิจของพวกเขาสามารถฟื้นคืนได้ในระยะเวลาไม่นานนัก

                สถานการณ์ทางเศรษฐกิจทั่วโลกหลังปี 1980 เป็นต้นมามีลักษณะใกล้เคียงกันนั่นคือ ในภาวะที่เศรษฐกิจกำลังเจริญเติบโต ราคาหุ้นของบริษัทต่าง ๆ ในตลาดหลักทรัพย์ก็มักสูงขึ้นด้วย  ในช่วงเวลาเช่นนี้บริษัทมักเพิ่มการลงทุนและเพิ่มการกู้ยืม อีกทั้งยังทำให้ผู้บริโภคเพิ่มการบริโภคจนส่งผลให้เศรษฐกิจร้อนแรงขึ้นอย่างฉับพลัน  การเพิ่มขึ้นของกำไรของบริษัทต่าง ๆ จึงยิ่งมากขึ้น  นอกจากนี้การเพิ่มการลงทุนและการเพิ่มการบริโภคยังกดดันให้ค่าจ้างและระดับราคาสูงขึ้นด้วย  เมื่อผู้กำหนดนโยบายจำเป็นต้องลดความร้อนแรงทางเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อ พวกเขาจึงจำเป็นต้องเพิ่มอัตราดอกเบี้ย การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจึงลดลงซึ่งส่งผลให้นักลงทุนผิดหวัง ราคาหุ้นของบริษัทต่าง ๆ จึงลดลง  แต่เนื่องจากนักลงทุนส่วนใหญ่มักกู้เงินมาลงทุนในช่วงเศรษฐกิจร้อนแรง เมื่ออัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นร่วมกับราคาหุ้นของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ลดลง ความมั่งคั่งของพวกเขาจึงลดลงตามไปด้วยยังผลให้พวกเขาต้องขายหุ้นส่วนหนึ่งออกมาเพื่อหาเงินมาชำระหนี้  ระบบเศรษฐกิจที่แท้จริงในเวลาต่อมาจึงต้องเผชิญหน้ากับระดับราคา การลงทุน และการใช้จ่ายที่ลดลงส่งผลให้เศรษฐกิจถดถอยตามมา 

            หากผู้กำหนดนโยบายต้องการหลีกเลี่ยงภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ หนทางเดียวที่พวกเขาจะทำได้ก็คือ การพยายามทำให้เกิดการจ้างงานอย่างต่อเนื่องต่อไปด้วยการลดอัตราดอกเบี้ยหรือต้นทุนของเงินทุนซึ่งหมายถึงการปล่อยให้เศรษฐกิจร้อนแรงต่อไปเรื่อย ๆ จนเกิดภาวะฟองสบู่ตามมาซึ่งในที่สุดฟองสบู่ย่อมต้องแตกอยู่ดีนั่นเอง  ภาวการณ์ทางเศรษฐกิจเช่นนี้แสดงให้เห็นว่าแท้ที่จริงแล้ววงจรเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และต้นทุนของทุนนิยมเสรีก็คือ การขอเข้ารับความช่วยเหลือจากรัฐบาล

                ในสถานการณ์ปกตินักธุรกิจส่วนใหญ่มักเห็นว่ารัฐไม่ควรเข้ายุ่งเกี่ยวกับภาคธุรกิจ ทั้งนี้เพราะผลประโยชน์ของโครงการรัฐมิได้มีการตีความหรือมีมูลค่าเฉกเช่นเดียวกับการลงทุนโดยภาคเอกชน แต่มักถูกตีความหรือตีราคาตามสายตาของนักการเมืองหรือรัฐบาล พวกเขาสามารถที่จะเปลี่ยนค่าหรือราคากี่ครั้งก็ได้  แม้ว่านักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักส่วนใหญ่จะเชื่อว่าลัทธิทุนนิยมเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการส่งมอบสินค้าและบริการให้ประชาชน  แต่เมื่อตลาดเข้าสู่ภาวะขาดเสถียรภาพ ทั้งนักธุรกิจและนักเศรษฐศาสตร์กลุ่มเดียวกันนี้กลับเห็นตรงกันว่ารัฐจำเป็นต้องยื่นมือเข้าช่วยเหลือ นั่นหมายความว่า ความช่วยเหลือของรัฐเป็นต้นทุนของเสรีนิยมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

              ในช่วงที่เศรษฐกิจเจริญเติบโตแบบฟองสบู่ นักลงทุนส่วนใหญ่ในตลาดมักคิดและตัดสินใจคล้าย ๆ กันจึงทำให้ระบบเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะอันตราย  ยิ่งเมื่อพวกเขาเห็นว่าข่าวร้ายปรากฏขึ้น พวกเขาก็ยิ่งพากันเหโลไปในทิศทางเดียวกันด้วยการขายสินทรัพย์ออกมา เพราะเกรงว่าตลาดจะเข้าสู่ภาวะตกต่ำส่งผลให้เศรษฐกิจโดยรวมเข้าสู่ภาวะถดถอยจริง ๆ  ดังนั้นการดำเนินกลยุทธ์ที่ถูกต้องทั้งในช่วงที่เศรษฐกิจเติบโตอย่างปกติและร้อนแรงจึงเป็นนโยบายสำคัญที่จะทำให้ระบบเสรีนิยมสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

                ปัจจุบันนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่เห็นว่าวิกฤตเศรษฐกิจที่เริ่มต้นเมื่อกลางปี 2008 นั้นเป็นผลมาจากการละเลยของธนาคารกลางสหรัฐฯ  William Fleckenstein ผู้เขียน Greenspan’s Bubble ได้กล่าวโทษอลัน กรีนสแปนประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ในช่วงปี 2000 อย่างรุนแรงว่าเป็นผู้ที่ควรจะถูกตรึงกางแขนมากที่สุดจากการที่เขาขาดประสบการณ์ หลงตัวเอง ละเลย รวมทั้งเกียจคร้านจนทำให้ระบบเศรษฐกิจสหรัฐฯ และโลกต้องเข้าสู่ภาวะถดถอยจนอาจถึงกับซบเซาได้ ทั้งนี้เป็นเพราะนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่และผู้กำหนดนโยบายมอบหมายให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ เป็นผู้มีอำนาจเต็มในการดูแลภาวะเศรษฐกิจ  แต่ตลอด 25 ปีที่ผ่านมาธนาคารกลางแห่งสหรัฐฯ ดำเนินนโยบายผิดพลาดหลายครั้ง เช่น 1)  พวกเขาให้ความสำคัญกับระบบเศรษฐกิจในทางแคบเกินไป นั่นคือ ดูแลเฉพาะค่าจ้างและระดับราคา 2) พวกเขาเชื่อมั่นกับการตัดสินใจของตลาดมากเกินไป 3) พวกเขาเชื่อมั่นในตัวเองมากเกินไปว่าจะสามารถกำกับดูแลให้เศรษฐกิจโลกเติบโตไปได้อย่างยั่งยืน  ถึงกระนั้นก็ตามนักเศรษฐศาสตร์บางกลุ่มก็เห็นว่าการกล่าวโทษกรีนสแปนเพียงผู้เดียวอาจเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องนัก ทั้งนี้เพราะกลยุทธ์ของเขาส่วนใหญ่เป็นไปในทิศทางเดียวกับความเห็นของนักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักทั่วโลกและได้รับการตอบรับอย่างดีทั้งจากนักเศรษฐศาสตร์และนักธุรกิจ

                เมื่อนักเศรษฐศาสตร์และผู้กำหนดนโยบายส่วนใหญ่เชื่อว่าการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องยาวนานเป็นเพียงเป้าหมายเดียวที่พวกเขาต้องการ  การดำรงอัตราดอกเบี้ยต่ำอย่างยาวนานร่วมกับการเพิ่มเงินเข้าไปในระบบจึงน่าจะเป็นหนทางที่ดีที่สุดที่จะทำให้ระบบเศรษฐกิจสามารถดำเนินทางสู่เป้าหมายได้  ในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยลดลงอันเป็นผลจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ พยายามที่จะป้องกันมิให้เศรษฐกิจชะงักงันจากการแตกตัวของฟองสบู่เทคโนโลยีเป็นเวลาที่ดีสำหรับการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์  ชาวอเมริกันส่วนหนึ่งหันมาซื้อบ้านหลังที่สอง ส่วนคนอีกกลุ่มหนึ่งก็นำบ้านมาจำนองใหม่อีกครั้งเพื่อนำเงินส่วนเพิ่มมาใช้จ่าย 

                เมื่อกลุ่มที่มีรายได้ดีและกลุ่มที่มีบ้านอยู่แล้วใช้ประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยต่ำจนหมดแล้ว  ผู้ปล่อยกู้บ้านจึงจำเป็นต้องหาตลาดใหม่ ๆ  พวกเขาเลือกที่จะปล่อยกู้ให้กับกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงสูงมากขึ้นด้วยการลดมาตรฐานการปล่อยกู้ลงส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจตกอยู่ในความเสี่ยง  การที่ผู้ปล่อยกู้กล้าปล่อยกู้ให้กับกลุ่มลูกค้าที่มีความเสี่ยงสูงเช่นไม่มีเครดิต หรือไม่มีงานทำไม่เพียงเป็นผลมาจากอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ และการขาดการกำกับดูแลจากภาครัฐเท่านั้น ยังเป็นผลมาจากการที่พวกเขาสามารถนำหลักทรัพย์จากสิทธิจำนองมาทำเป็นอนุพันธ์และขายต่อให้กับบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ และนักลงทุนต่าง ๆ ทั่วโลกอีกทีหนึ่งได้ด้วย 

               ยิ่งกว่านั้นการที่อัตราดอกเบี้ยทั่วโลกอยู่ในเกณฑ์ต่ำอยู่เป็นเวลานานยังเป็นผลมาจากการที่ประเทศต่าง ๆ ในเอเชียยินดีที่จะผลิตสินค้าราคาถูกมาป้อนให้กับสหรัฐฯ ทำให้ดัชนีผู้บริโภคของสหรัฐฯ ลดลง  ดังนั้นแม้ว่าชาวอเมริกันจะบริโภคเพิ่มขึ้น แต่อัตราเงินเฟ้อกลับไม่เพิ่มขึ้น  ธนาคารกลางสหรัฐฯ จึงไม่คิดจะเพิ่มอัตราดอกเบี้ย  นอกจากนี้เมื่อประเทศในเอเชียมีรายได้เพิ่มขึ้น ประกอบกับเศรษฐกิจในประเทศของพวกเขาขาดเสถียรภาพ  พวกเขาจึงนำเงินที่เหลือมาลงทุนในสหรัฐฯ ส่งผลให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐฯ สามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง  นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่เห็นว่าการที่กรีนสแปนปล่อยให้อัตราดอกเบี้ยต่ำอยู่เป็นเวลานานร่วมกับการขาดโอกาสในการลงทุนของประเทศในแถบเอเชียซึ่งมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างมากจากเศรษฐกิจที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วเป็นต้นเหตุของฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์  ซ้ำร้ายธนาคารกลางสหรัฐฯ ยังไม่เห็นฟองสบู่ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ด้วย พวกเขาจึงขึ้นอัตราดอกเบี้ยช้าเกินไป

                การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องยาวนานทำให้เศรษฐกิจของประเทศในเอเชียในช่วงระหว่างปี 2006-7 ร้อนแรงมากจนราคาน้ำมันและวัตถุดิบต่าง ๆ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วตามไปด้วย  ธนาคารกลางสหรัฐฯ จึงแก้ปัญหาด้วยการเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเพื่อลดความร้อนแรงของเศรษฐกิจ  อัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนี้ทำให้ต้นทุนในการกู้ซื้อบ้านเพิ่มสูงขึ้น  เมื่อความต้องการบ้านลดลง ราคาบ้านจึงลดลงตามไปด้วย  การที่บ้านมีราคาลดลงทำให้ผู้กู้ไม่สามารถนำบ้านกลับมาจำนองใหม่เพื่อนำเงินส่วนเกินมาใช้จ่ายหรือจ่ายค่างวดได้ ผู้กู้จึงเริ่มผิดนัดชำระหนี้   เมื่อจำนวนบ้านที่ผิดนัดชำระหนี้เพิ่มขึ้น ราคาบ้านทั่วทั้งตลาดจึงลดลงส่งผลให้ลูกค้าทั่วไปเริ่มประสบปัญหาเช่นกัน เนื่องจากสินทรัพย์ของพวกเขาด้อยค่าลงตามตลาดไปด้วย 

              เมื่อบริษัทส่วนใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ต่างถือสินทรัพย์ที่มีมูลค่าลดลงนี้ไว้ในมือเป็นจำนวนมาก ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยเริ่มสูงขึ้น อัตรากู้ยืมระหว่างบริษัทจึงเพิ่มขึ้น  ถึงกระนั้นก็ตาม ธนาคารกลางแห่งสหรัฐฯ ยังไม่ได้รับสัญญาณของการขาดสภาพคล่องในระบบ พวกเขาจึงยืนกรานที่จะดำเนินนโยบายโดยมีเป้าหมายเพียงแค่ลดอัตราเงินเฟ้อเท่านั้นจึงลังเลที่จะลดอัตราดอกเบี้ย  เมื่อบริษัทในตลาดหลักทรัพย์เกิดความคลางแคลงใจในผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่องกับสิทธิจำนองที่พวกเขาถืออยู่ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ไม่เป็นที่ต้องการอีกต่อไป ราคาของมันจึงตกลงอย่างรวดเร็วจนหยุดชะงักซึ่งกลายเป็นที่มาของการที่แบร์เสติร์นบริษัทที่ออกผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เกี่ยวเนื่องกับสิทธิจำนองมากที่สุดต้องขอเข้ารับความช่วยเหลือจากรัฐเพื่อมิให้บริษัทต้องล้มละลาย 

               แม้ว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะสามารถจัดการกับปัญหาของแบร์สเติร์นได้ แต่เมื่อธนาคารกลางสหรัฐฯ ยินยอมให้เลห์แมนล้มละลายไปต่อหน้าต่อตาโดยอ้างว่าความล้มเหลวของเลห์แมนมิได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน นักลงทุนและธนาคารต่างมีเวลาเตรียมตัวแก้ปัญหาที่คาดว่าจะเกิดขึ้นได้  ความตื่นตระหนกจึงเกิดขึ้นทั่วทั้งตลาด  ความเกรงกลัวที่ตลาดจะขาดสภาพคล่องทำให้บริษัทต่าง ๆ ต้องการที่จะถือเงินสดแทนหุ้นกู้ ตลาดหุ้นกู้มูลค่ากว่าล้านล้านดอลลาร์จึงปิดตัวลงตามไปด้วย  ธนาคารพาณิชย์ต่าง ๆ ก็ไม่ยินดีจะปล่อยกู้  และการถอนเงินจำนวนมากอย่างรวดเร็วทั่วทั้งตลาดส่งผลให้ผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลเป็นศูนย์  เมื่อการกู้ยืมระยะสั้นหยุดชะงักลง บริษัทต่าง ๆ นอกภาคการเงินก็เริ่มประสบปัญหา   เมื่อทั้งบริษัทและประชาชนต่างขาดเงินทุนและขาดความเชื่อมั่น พวกเขาจึงหยุดลงทุนและใช้จ่ายส่งผลให้เศรษฐกิจโดยรวมเข้าสู่ภาวะถดถอย

               ในทศวรรษที่ 1930 ทฤษฏีของเคนส์กล่าวว่า หากประชาชนทุกคนหันมาออมหมด ปริมาณความต้องการจะลดลงยังผลให้ผลผลิต การจ้างงานและรายได้ทั้งระบบลดลง รัฐจึงมีหน้าที่ในการกระตุ้นเศรษฐกิจแทน  วิกฤตเศรษฐกิจที่เริ่มต้นจากสหรัฐฯ ในปี 2008 ทำให้ชาวอเมริกันส่วนใหญ่คาดว่าราคาบ้านในอนาคตจะตกลง พวกเขาจะพยายามลดสัดส่วนหนี้อย่างแน่นอน  นโยบายของรัฐในการพยายามพยุงราคาบ้านมิให้ตกลงมากขึ้นจึงเป็นนโยบายที่สมเหตุสมผล  การลดภาษีให้กับประชาชนจึงเป็นนโยบายหนึ่งที่รัฐควรกระทำเพราะเท่ากับเป็นการเพิ่มการออมซึ่งจะทำให้พวกเขาไม่จำเป็นต้องลดการใช้จ่าย

              นอกจากนี้การที่วิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้เกิดขึ้นในวงกว้างและส่งผลกระทบกับทุกประเทศทั่วโลก  รัฐบาลของทุกประเทศจึงจำเป็นต้องกลายเป็นผู้ลงทุนหลักด้วยการเพิ่มการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทดแทนการลงทุนจากภาคเอกชนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ  และนี่จะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์หลังสงครามโลกครั้งที่สองที่รัฐบาลของประเทศต่าง ๆ จะต้องเป็นผู้ลงทุนหลักอีกครั้งหนึ่ง  ส่วนธนาคารกลางก็จำเป็นที่จะต้องสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนว่าพวกเขาพร้อมที่จะดำเนินนโยบายที่ถูกต้องทันเวลาเพื่อป้องกันมิให้เกิดปัญหารุนแรงเช่นครั้งที่ผ่านมา  รัฐบาลก็จำเป็นต้องสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนว่าการลงทุนในตลาดที่มีความเสี่ยงยังคงปลอดภัย 

            ข้อคิดเห็น วิกฤตเศรษฐกิจที่เริ่มต้นในปี 2008 แสดงให้เห็นแล้วว่าโลกต้องการกระบวนทัศน์ใหม่นั่นคือ 1) การควบคุมตลาดทุนเสรีนิยมอย่างมีเหตุผล 2) ภาคการเงินเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจเจริญเติบโตและซบเซา  ดังนั้นทฤษฏีทางเศรษฐศาสตร์ในอนาคตจึงต้องมุ่งไปที่เรื่องของพฤติกรรมทางการเงินด้วย 

             ส่วนวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าตลอด 25 ปีที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นว่านโยบายการเงินที่ธนาคารกลางดำเนินอยู่เป็นต้นเหตุให้ระบบเศรษฐกิจเกิดปัญหา  ผู้กำหนดนโยบายจึงควรให้ความสนใจกับภาคอสังหาริมทรัพย์และภาคการเงินไม่น้อยไปกว่าเรื่องค่าจ้างและระดับราคา  และบทเรียนที่สำคัญที่สุดจากวิกฤตเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่เริ่มต้นในปี 2008 ก็คือ ต้นทุนที่แท้จริงของทุนนิยมมาจากเงินภาษีจากประชาชนนั่นเอง

 

 

 

 

 

 

               

 

 

 

 

 

 

 

               

 

               

 

 

 

               

 

Rating: 5 stars

Tags: , , , , , ,

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • Twitter
  • RSS

Comments are closed.

+(reset)-

Ratings Plugin created by Cheap Web Hosting - Powered by Attache Case and VLC Player Download.