You are here: Home > Hot Topic, Social Science > The Price of Privilege / ราคาของความมั่งคั่ง

The Price of Privilege / ราคาของความมั่งคั่ง

โดย พ. ญ. นภาพร ลิมป์ปิยากร

             ผู้ที่อ่านหนังสือพิมพ์มติชนฉบับวันที่ 23 สิงหาคม 2549 จะเห็นหัวข้อข่าวหนึ่งที่น่าสลดใจ นั่นคือ นักศึกษามหาวิทยาลัยกระโดดลงจากชานชาลาสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสลงไปบนรางเพื่อหวังปลิดชีพตัวเองและผู้ที่อ่านเดลินิวส์ฉบับวันที่ 25 กันยายน 2549 อาจเห็นข่าวเรื่องนักเรียน ม.2 ยิงตัวตายเพราะผลการเรียนตกต่ำ  การฆ่าตัวตายของคนวัยหนุ่มสาวไม่ใช่ของใหม่ในสังคมไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการประกาศผลการสอบเข้ามหาวิทยาลัย หรือ เอ็นทรานซ์  ผู้ใหญ่ที่ผ่านวันเวลาเหล่านั้นมานานแล้วอาจไม่เข้าใจหรือจำความรู้สึกนั้นไม่ได้ รวมทั้งผู้ใหญ่ที่มีลูกหลานซึ่งเพิ่งสอบผ่านด้วย  เรื่องการฆ่าตัวตายและการทำร้ายตัวเองของวัยรุ่นโดยเฉพาะวัยรุ่นที่มาจากครอบครัวของผู้มีอันจะกินซึ่งมีโอกาสดีกว่าคนทั่วไปกำลังได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในสังคมอเมริกันด้วยเหตุที่ปัญหานี้ส่งผลให้เกิดความสูญเสียทรัพยากรมนุษย์อย่างที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น  ดร.แมเดลีน ลีไวน์ (Madeline Levine) นักจิตวิทยาผู้ทำงานเกี่ยวกับปัญหาทางจิตวิทยาของเด็กมาเป็นเวลานานกว่า 25 ปี ได้เขียนถึงสาเหตุและแนวทางในการแก้ไขปัญหาจิตวิทยาของเด็กไว้อย่างน่าสนใจในหนังสือชื่อ The Price of Privilege ซึ่งคงแปลเป็นไทยว่า “ราคาของความมั่งคั่ง” โดยแบ่งหนังสือเป็น 2 ส่วนใหญ่ ๆ คือ ส่วนที่เกี่ยวกับตัวเด็กและปัจจัยต่าง ๆ ที่ส่งผลให้เด็กกลายเป็นเด็กกลุ่มเสี่ยง และส่วนที่เกี่ยวกับพ่อแม่ รวมทั้งพฤติกรรมและกลยุทธ์ของการเป็นพ่อแม่ที่มีส่วนในการก่อปัญหาและแนวทางในการแก้ไข

            ผู้เขียนเริ่มเรื่องด้วยการเล่าถึงผู้ป่วยรายสุดท้ายของสัปดาห์ซึ่งเป็นหญิงอายุเพียง 15 ปี เนื่องจากผู้ป่วยคนนี้เฉลียวฉลาด หน้าตาดี มาจากครอบครัวที่มั่งคั่ง แต่เธอกลับทำสิ่งที่คาดไม่ถึงคือ เธออวดแขนซ้ายที่มีรอยกรีดของมีดโกนเป็นตัวหนังสือใจความว่า “อ้างว้าง” หรือ “ว่างเปล่า” (Empty) ทำให้ผู้เขียนต้องพยายามอย่างหนักเพื่อจะจินตนาการว่าความรู้สึกทุกข์ทรมานของเด็กสาวนั้นมากขนาดไหนจนถึงต้องใช้มีดโกนกรีดลงบนเนื้อหนังมังสาของตัวเองราวกับผ้าข้าริ้ว และอะไรเป็นสาเหตุของการกระทำเช่นนั้น  

            สถานที่ทำงานของผู้เขียนอยู่ในย่านของคนมีการศึกษาและฐานะดี  แต่ละวันผู้เขียนมีผู้ป่วยวัยเด็กจากครอบครัวเหล่านั้นเข้ามารับการรักษาอยู่เป็นประจำตลอด 25 ปี  ผู้เขียนจึงรู้สึกประหลาดใจว่าทำไมผู้ป่วยวัยเด็กเหล่านั้นซึ่งถือได้ว่าเป็นกลุ่มคนที่มีโอกาสดีกว่าคนอื่น ๆ กลับมีโรคทางจิตและทางอารมณ์มากมาย เช่น ติดยา วิตกกังวล ซึมเศร้า โดยที่เด็กจะเข้าพบจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาด้วยคำบ่นคล้าย ๆ กันคือ ขาดอะไรสักอย่างในชีวิต ว่างเปล่า ถูกกดดัน ไม่เป็นที่เข้าใจ วิตกกังวลและขาดความกระตือรือร้น  ทั้งหมดนี้คือกลุ่มอาการขาดความสุขโดยที่เด็กไม่ทราบสาเหตุ  เด็กเหล่านั้นส่วนหนึ่งถูกส่งมาพบผู้เขียนเนื่องจากเด็กมีอาการเด่นชัด  แต่ก็มีกลุ่มที่ทำให้ผู้เขียนรู้สึกประหลาดใจที่ขอมาพบผู้เขียนด้วยตัวเอง  กลุ่มหลังนี้ผู้ปกครองมักไม่แสดงความกระตือรือร้นหรือตระหนักว่ามันเป็นเรื่องสำคัญ ทำให้ผู้เขียนต้องพยายามหาเหตุผลจนได้ข้อสรุปว่า เป็นเพราะเด็กเหล่านี้ยังคงมีความสามารถในการศึกษาและทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี พ่อแม่จึงไม่ตระหนักว่าเด็กกำลังมีปัญหาร้ายแรง

              ข้อมูลบ่งว่าในปัจจุบันครอบครัวอเมริกันที่ถือว่าเป็นกลุ่มมีฐานะดีคือมีรายได้เฉลี่ย 120,000-160,000 ดอลลาร์ต่อปี หรือราว 400,000-500,000 บาทต่อเดือน มีสูงถึงร้อยละ 25 ของจำนวนครอบครัวทั้งหมด  ราวร้อยละ 22 ของเด็กวัยรุ่นหญิงที่มาจากครอบครัวเหล่านี้เป็นโรคซึมเศร้าซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของทั้งประเทศถึง 3 เท่าโดยเด็กจะเริ่มมีอาการตั้งแต่อายุ 12 ปี  นอกจากนั้นยังมีสถิติที่คาดไม่ถึงอีก นั่นคือร้อยละ 10-15 ของผู้ป่วยโรคซึมเศร้านี้จะฆ่าตัวตาย  ในขณะที่เด็กชายมีอัตราการใช้แอลกอฮอล์และสารเสพติดมากกว่าปกติ  

               คนทั่วไปมักคิดกันว่าเด็กจากครอบครัวมีฐานะจะเป็นเด็กที่ได้รับการประคบประงมมากเกินไป เพราะพ่อแม่มักไม่ค่อยให้รับผิดชอบงานบ้าน  แต่ในความเป็นจริงนั้นเด็กกลุ่มนี้กลับกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากเพราะต้องแบกรับความคาดหวังสูงมากโดยเฉพาะในด้านการเรียน  การวิจัยพบว่าเด็กเหล่านี้จะรู้สึกว่าอะไรก็ตามที่ต่ำกว่าความสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์เป็นความล้มเหลว ส่งผลให้พวกเขาเป็นเด็กมีสถิติการฆ่าตัวตายสูงและหวาดกลัวต่อความล้มเหลวเพียงเล็กน้อย  ข้อมูลบ่งว่าเด็กมักมาพบนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ด้วยเรื่องเพียงเล็กน้อย เช่น เมื่อถูกตัดตัวออกจากการเป็นนักกีฬาของโรงเรียน เด็กก็จะมาพบแพทย์ในสภาพน้ำตานองหน้า เพราะไม่กล้ากลับไปหาผู้ปกครองด้วยเกรงว่าจะทำให้ผู้ปกครองผิดหวัง  ซ้ำร้ายไปกว่านั้นยิ่งพ่อแม่โอ๋เด็กมากเท่าใด เด็กยิ่งรู้สึกว่างเปล่ามากขึ้นเท่านั้นเพราะความว่างเปล่าที่เกิดขึ้นมีสาเหตุจากการที่เด็กไม่สามารถสร้างความรู้สึกเป็นตัวของตัวเอง หรือไม่สามารถจัดการกับอารมณ์ของตัวเองได้  จึงเท่ากับว่ายิ่งผู้ปกครองเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับชีวิตของเด็กมากเท่าใด เด็กจะยิ่งไม่สามารถพัฒนาความเป็นตัวของตัวเอง ความสามารถและการสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่นมากยิ่งขึ้นเท่านั้น

              ตามความเห็นของผู้เขียนเด็กที่มีสุขภาพจิตดีคือเด็กที่รู้ว่าตัวเองชอบหรือไม่ชอบอะไร สามารถยืนกรานจะทำในสิ่งที่ชอบและจะไม่ทำในสิ่งที่ไม่ชอบหรือไม่ทำให้ตัวเองมีความสุข  เด็กเหล่านี้จะสามารถพัฒนาตัวตนได้ดี นั่นหมายความว่า เด็กจะรู้สึกว่าสามารถควบคุมตัวเองได้ มีค่าในโลก สามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับผู้อื่น มีสิ่งที่ตัวเองสนใจหรือมีงานอดิเรกที่ทำให้ตัวเองเพลิดเพลิน รู้สึกและยอมรับในคุณค่าของตัวเอง และเหนือสิ่งอื่นใดดูแลตัวเองได้ ส่งผลให้เด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่รู้จักความสุขของตัวเอง สามารถเลือกกิจกรรมที่ตัวเองจะมีความสุขได้โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาคำแนะนำของผู้อื่นว่า เขาควรทำอย่างไรคนอื่นจึงจะชื่นชมแล้วมีความสุขจากคำชื่นชมนั้น ๆ  นอกจากนี้เด็กที่รู้จักเป็นตัวของตัวเองจะสามารถบริหารจัดการตัวเองได้โดยไม่ยอมปล่อยให้ผู้อื่นชักใย หรือไม่ยอมให้ผู้อื่นตัดสินใจแทนให้  เด็กจะรู้จักปรับพฤติกรรมตามความจำเป็น รู้ว่าอะไรควรทำไม่ควรทำ มีความสามารถหรือความชำนาญในการควบคุมตัวเอง อดทนต่อความไม่พอใจ เข้าใจที่จะไม่ได้รับทุกสิ่งทุกอย่างที่ต้องการ อีกทั้งยังรู้จักการทนรอความพอใจที่จะเกิดขึ้นในวันหน้าและมีความสนใจในสิ่งเร้าภายนอก

               ยิ่งไปกว่านั้นเด็กที่มีความรู้สึกในความเป็นตัวตน (sense of self) จะมีความกล้าในการยืนยันความคิดของตัวเองถึงแม้จะรู้ว่ามีโอกาสทำให้ผู้ปกครองไม่พอใจก็ตาม เพราะเด็กมีความมั่นใจว่าความสัมพันธ์ที่ตนมีกับผู้ปกครองนั้นมั่นคงเหนียวแน่นมากพอจึงกล้าคิดหรือตัดสินใจกระทำกิจกรรมที่แตกต่างจากความต้องการของผู้ปกครอง  หากเมื่อใดที่ผู้ปกครองบีบบังคับหรือตัดสินใจให้เด็กมากเกินไปในทุกสถานการณ์หรือแม้แต่ในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ จะทำให้เด็กไม่สามารถมีพัฒนาการสู่ความเป็นตัวตนได้ และที่เลวร้ายไปกว่านั้นคือ ผู้ปกครองที่ร่ำรวยได้ทำลายกลไกการพัฒนาความเป็นตัวตนของเด็กด้วยข้อกดดันที่มากเกินไปทั้งในด้านการศึกษา และการวัดความสำเร็จในด้านอื่น ๆ เช่น กีฬา ดนตรี อีกทั้งชอบวิพากษ์วิจารณ์เด็กอย่างรุนแรงเมื่อเด็กพลาดหรือทำอะไรให้ตัวเองผิดหวัง  ผลกระทบที่สำคัญอีกอย่างจากการที่พ่อแม่เข้าไปวุ่นวายกับชีวิตของลูกมากเกินไปก็คือ ลูกจะไม่กล้าสร้างความผูกพันใกล้ชิดกับผู้อื่นเพราะความรักฉันท์ชู้สาวต้องการทั้งความมั่นคงและการเติบโต นั่นคือ ต้องรู้จักเป็นตัวของตัวเอง ต้องมีเวลาอยู่ด้วยกันเพื่อสร้างความสัมพันธ์ใกล้ชิด แต่ยังคงมีช่องว่างสำหรับการพัฒนาตัวเองด้วย

             ผู้เขียนเน้นย้ำประเด็นเกี่ยวกับวัยรุ่นว่าเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดในการสร้างเอกลักษณ์ (identity) ซึ่งเป็นงานที่ยากลำบากและต้องการความช่วยเหลือจากผู้ปกครองที่ไม่ใช่การบงการ หากเป็นการให้โอกาสในการสร้างความเป็นตัวตน  ตราบใดที่ผู้ปกครองแยกแยะไม่ออกว่าอะไรคือความช่วยเหลือและอะไรคือการบงการ ตราบนั้นจะเกิดเด็กที่มีปัญหาทางจิตอย่างไม่สิ้นสุด  และที่แย่ไปกว่านั้นคือ ผู้ปกครองฐานะดีจะรู้สึกกระอักกระอ่วนใจในการพาลูกเข้ารับความช่วยเหลือเมื่อเด็กไม่สามารถสร้างเอกลักษณ์ของตนเองได้จนเกิดปัญหาทางจิตโดยเฉพาะเด็กที่มีปัญหาอย่างเงียบ ๆ เช่น ท้อแท้และใช้แอลกอฮอล์ ส่งผลให้เด็กต้องได้รับความทุกข์ทรมานอยู่เป็นเวลานานกว่าจะได้รับความช่วยเหลือ ซึ่งบางครั้งก็สายเกินไป หรือในบางกรณีก็ยากที่จะเยียวยา

           ผู้เขียนเสนอว่าสาเหตุหลักที่ทำให้เด็กจากครอบครัวที่มั่งคั่งมีปัญหาร้ายแรงได้แก่วัฒนธรรมของคนมีฐานะอันประกอบด้วยวัตถุนิยม (materialism) การแข่งขันอย่างรุนแรง (competition) ลัทธิต้องดีพร้อมหมด (perfectionism) และปัจเจกหรืออัตตานิยม (individualism)   

            การวิจัยพบว่าครอบครัวที่มั่งคั่งจะให้ความสำคัญต่อเรื่องเงินมากที่สุด ทั้งที่ผลงานวิจัยส่วนใหญ่ได้ยืนยันแล้วว่า เงินไม่ใช่ปัจจัยที่ทำให้เกิดความสุขเสมอไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่เรามีเงินมากพอที่จะใช้ตอบสนองต่อความต้องการเบื้องต้นได้แล้ว  และในขณะเดียวกันเงินก็ไม่ใช่สาเหตุของความทุกข์ด้วย  ดังนั้นเงินจึงไม่ใช่ทั้งจำเลยและตัวการที่ทำให้เกิดปัญหา  แต่การให้คุณค่ากับวัตถุที่แสดงออกด้วยความมั่งคั่ง ฐานะ ภาพพจน์และการบริโภคต่างหากที่เป็นตัวการในการกระตุ้นให้เด็กสร้างพฤติกรรมที่พ่อแม่ต้องการ เพราะพ่อแม่มักจะใช้วัตถุหรือสิ่งของภายนอกมาเป็นตัวทดแทนการสร้างสัมพันธภาพกับเด็ก จนทำให้เด็กเฝ้าแต่วัดความสำเร็จของเขาจากสิ่งของที่เขามี ส่งผลให้เด็กมีปัญหาในการพัฒนาตัวตนเพราะเด็กไม่สามารถใช้สิ่งกระตุ้นภายในตัวเองแต่กลับใช้ตัวกระตุ้นภายนอกหรือคำชมของผู้อื่นมาแสดงความเป็นตัวตนหรือให้ค่าของตัวเอง

            นอกจากนั้นวัตถุนิยมยังนำมาซึ่งการแข่งขันที่ไม่ถูกต้อง  การศึกษาพบว่านักเรียนที่ยึดวัตถุนิยมสูงจะชอบการแข่งขัน  เด็กจะแข่งขันเพื่อให้ได้รับความสำเร็จในการศึกษา อาชีพการงาน รวมทั้งคำยกย่องจากสังคมมาเป็นสื่อในการแสดงความมีตัวตนหรือความสำเร็จ  เด็กไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองมีค่าเพราะการเป็นตัวเขา แต่ค่าของเขาเกิดจากความสำเร็จที่สังคมคาดหมายหรือมอบให้ ส่งผลให้เขามีค่านิยมของการแข่งขันรุนแรงยิ่งขึ้นไปอีก  บางครั้งกิจกรรมที่ทำให้เด็กเด่นดังหรือประสบความสำเร็จอาจมิใช่กิจกรรมที่เด็กต้องการกระทำอย่างแท้จริงเพราะการที่เด็กต้องแข่งขันอย่างเอาเป็นเอาตายตลอดเวลาเพื่อจะรักษาระดับความสำเร็จนั้นไว้นำความทุกข์มาให้เขา  เด็กจึงต้องการหยุดทำกิจกรรมนั้น  แต่สังคมยังคงคาดหวังความสำเร็จจากตัวเด็ก  ความสำเร็จจึงไม่ได้นำความสุขมาให้แต่กลับยิ่งทำให้เด็กรู้สึกอ้างว้างในจิตใจจนอาจเป็นที่มาของการใช้มีดโกนกรีดคำว่า “อ้างว้าง” หรือ “ว่างเปล่า” (empty) ไว้บนแขนของตัวเอง หรือแม้แต่นำมาซึ่งการฆ่าตัวตาย

            ลัทธิต้องดีพร้อมหมด (perfectionism) ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เด็กขาดความสุข เพราะมันทำให้เด็กต้องเหนื่อยเกินไปในการเพียรพยายามขวนขวายให้ได้มาซึ่งสิ่งที่พ่อแม่ต้องการจนอาจถึงต้องสูญเสียหลายสิ่งหลายอย่างในชีวิต เช่น ความสัมพันธ์ ความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ เวลาว่างและความรู้สึกเป็นตัวตน  เป็นที่ทราบกันดีว่า สังคมของผู้มีฐานะดีมักจะมีแต่คำว่า “ยังไม่ดีพอ”  นั่นเป็นเพราะสังคมของคนกลุ่มนี้ต้องการแต่ “สิ่งที่ดีสุดยอด” เท่านั้นซึ่งบางครั้งมันเกินขอบเขตของสิ่งที่มนุษย์จะทำได้  คนกลุ่มนี้มักชอบเรียกร้อง วิพากษ์วิจารณ์ และมีความสัมพันธ์อย่างมีเงื่อนไข นั่นคือ ต้องประสบความสำเร็จตามที่ตนเรียกร้องจึงจะได้รับความรัก ส่งผลให้เด็กรู้สึกขาดความมั่นใจและต้องการการเห็นด้วยตลอดเวลา  คนเหล่านี้จะไม่สามารถมีความสุขอยู่กับปัจจุบันเพราะมัวแต่รอความสำเร็จของวันข้างหน้าที่ไม่เคยมาถึง สร้างความกดดันให้กับทั้งตัวเองและคนอยู่ด้วยตลอดเวลา  ผู้เขียนเสนอว่าการที่พ่อแม่ชอบบีบบังคับลูกเช่นนี้อาจเป็นเพราะคนกลุ่มนี้มีความซึมเศร้าและความปรารถนาของตัวเองที่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง จึงผลักดันความต้องการนั้นไปให้ลูก  การที่พ่อแม่เลือกหนทางชีวิตให้ลูกทำให้เด็กขาดโอกาสที่จะเลือกเส้นทางชีวิตของตัวเอง ขาดแรงบันดาลใจ  ผู้เขียนแนะว่าแทนที่พ่อแม่จะทำเช่นนั้น พ่อแม่ต้องพยายามสังเกตจนอ่านให้ออกว่าลูกมีความสามารถพิเศษด้านใด และต้องตระหนักถึงสัจธรรมอย่างหนึ่งไว้เสมอ นั่นคือ ถนนมีหลายสายและสายที่ดีอาจไม่เกี่ยวข้องกับเงินทองเสมอไป  สายที่เราควรจะเลือกต้องเลือกด้วยหัวใจเพราะมันจะเป็นเส้นทางที่จะทำให้เรามีความสุข จึงเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่จะต้องส่งเสริมลูกให้เลือกเส้นทางชีวิตของเขาเอง และทำให้เขาสามารถเป็นในสิ่งที่เขาอยากจะเป็น ลูกจึงจะรู้สึกประสบความสำเร็จและสามารถมีชีวิตอย่างมีความสุขได้ในอนาคต

            วัฒนธรรมอีกอย่างหนึ่งที่เด็กจากครอบครัวฐานะดียึดถือคือ อัตตานิยมอันเป็นผลมาจากการที่เด็กอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีการแข่งขันสูง เด็กจึงมีแนวโน้มที่จะเห็นแต่ประโยชน์ส่วนตนโดยไม่ให้คุณค่ากับสังคม ส่งผลให้เด็กขาดความรู้สึกของการให้ความช่วยเหลือผู้อื่น แยกตัวเอง ถึงขนาดที่ผู้ปกครองบางคนพบว่าเด็กเล็ก ๆ ที่เพื่อนโทรศัพท์มาขอความช่วยเหลือเพราะทำการบ้านไม่ได้ ยังไม่ยอมรับโทรศัพท์เพียงเพราะเด็กคิดว่าเมื่อมีคนหนึ่งทำไม่ได้ ตัวเองจะได้เปรียบมากขึ้น  เด็กจำพวกนี้มักคิดว่าเขาเกิดมาเพียงเพื่อตัวเองเท่านั้น  จึงเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่จะแสดงให้ลูกเห็นคุณค่าของการเป็นพลเมืองดีที่รู้จักหยิบยื่นความช่วยเหลือให้กับผู้อื่น  นอกจากนั้นพ่อแม่ควรจะสอนให้เด็กรู้จักอุทิศตนให้กับสังคมโดยเน้นการทำกิจกรรมเพื่อให้เด็กเลือกศีลธรรมจรรยา ความเสียสละ และการแข่งขันที่เป็นธรรม เหนือการมีอภิสิทธิ์เพราะลูกของผู้มีฐานะดีเหล่านี้มักเติบโตไปเป็นกลุ่มคนที่มีอำนาจหรืออยู่ในอาชีพที่ต้องมีเมตตาธรรมสูง เช่น แพทย์ ทนายความและข้าราชการ

            เป็นที่ทราบกันดีว่า เด็กในแต่ละวัยมีพัฒนาการทางปัญญาและสังคมแตกต่างกัน พ่อแม่จึงควรมีความเข้าใจในความแตกต่างนี้เพื่อที่จะใช้กลยุทธ์ที่เหมาะสมในการอบรมสั่งสอนเด็ก อันจะส่งผลให้เด็กมีพัฒนาการที่ดี สามารถสร้างความเป็นตัวของตัวเอง และมีความสุขได้ในอนาคต  ผู้เขียนแบ่งเด็กออกตามวัยและเสนอแนวคิดให้พ่อแม่ดังนี้

            ช่วงอายุ 2-4 ปี เด็กจะพัฒนาความจำแบบรูปธรรม และใช้ตัวเองเป็นศูนย์กลาง รวมทั้งเรียนรู้วิธีการทำให้พ่อแม่พึงพอใจ  พ่อแม่จึงต้องรู้ว่าช่วงเวลานี้เด็กจะเลียนแบบผู้ปกครองทุกอย่าง จึงจำเป็นต้องระมัดระวังความประพฤติของตัวเอง

            ช่วงอายุ 5-7 ปี เด็กจะมีความรู้สึกว่าตนเองเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่งทุกอย่าง และจดจำเรื่องราวแบบทั้งหมด นั่นคือ ดีทั้งหมดหรือแย่ไปเสียทั้งหมด  เด็กวัยนี้จะเอาใจใส่ต่อความต้องการของพ่อแม่และให้ค่ากับการถูกวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุด  พ่อแม่จึงต้องระวังการวิพากษ์วิจารณ์และต้องพยายามทำให้เด็กเข้าใจให้ได้ว่าการวิจารณ์นั้นทำต่อพฤติกรรมของเขามิใช่ต่อตัวของเขา และต้องระวังมิให้เด็กเกิดความประทับใจต่อตัวเองในด้านลบเพราะมันเป็นสิ่งที่ยากจะเปลี่ยนแปลงต่อไปในอนาคตอันจะส่งผลให้เด็กทุกข์ทรมานกับภาพพจน์ที่เป็นลบของตัวเองไปตลอดชีวิต

            ช่วงอายุ 8-11 ปี เด็กจะพัฒนาความคิดแบบตรรกะและเริ่มจะประเมินตัวเองได้แล้ว อีกทั้งยังมีความสามารถที่จะเข้าใจด้วยว่าตัวเองไม่จำเป็นต้องเป็นขาวหรือดำเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง  เด็กในวัยนี้จะมีความต้องการให้พ่อแม่ให้ค่ากับเอกลักษณ์ (identity) และความพยายามของเขามากกว่าผลการเรียนหรือการกระทำ  นอกจากนั้นเด็กในวัยนี้มีความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนที่มีความสนใจในเรื่องเดียวกันหรือมีทัศนคติคล้ายคลึงกันได้แล้ว จึงเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่จะสอนให้เด็กรู้จักการให้กับสังคมและเสียสละ  พ่อแม่ต้องรู้จักแบ่งงานในบ้านให้เด็กรับผิดชอบ เพื่อให้เด็กได้มีโอกาสเรียนรู้ที่จะสร้างผลิตผลและเป็นคนดีของสังคมต่อไป

            ช่วงอายุ 12-14 ปี เป็นช่วงที่เด็กสามารถที่จะคิดแบบนามธรรมได้ เด็กจะพยายามแยกตัวจากพ่อแม่ จนทำให้บางครั้งเด็กจะรู้สึกกระวนกระวายเมื่อต้องอยู่ใกล้ชิดพ่อแม่  พ่อแม่จึงควรใช้เวลาอาหารเย็นกับเด็กให้มากขึ้นเพราะจะเป็นช่วงเวลาที่เด็กสามารถแสดงความคิดเห็นหรือถ่ายทอดประสบการณ์ในแต่ละวันของเขา  พ่อแม่ควรรับฟังด้วยความเคารพเพื่อช่วยให้เด็กมีโอกาสพัฒนา รวมทั้งทำให้เด็กได้รู้สึกถึงความรักที่พ่อแม่มีต่อเขาและรับรู้ถึงคุณค่าที่เขามีต่อพ่อแม่  ยิ่งไปกว่านั้นพ่อแม่ต้องยินดีที่จะให้เขาแยกตัวด้วยการถอยห่างจากเขา  แต่ยังคงทำตัวเป็นรังที่อบอุ่นเพื่อให้เขาสามารถสร้างเอกลักษณ์ของตัวเอง

            ช่วงอายุ 15-17 ปีเป็นช่วงที่เด็กมีความขัดแย้ง  บางครั้งเด็กจะรู้สึกว่าตัวเองมีค่าแต่บางครั้งกลับรู้สึกตรงข้าม  พ่อแม่ต้องตั้งความหวังที่ถูกต้องและเหมาะสมเพื่อให้ลูกสามารถเรียนรู้ที่จะผ่านช่วงเวลาของความยากลำบากไปได้ด้วยตัวเอง  เด็กจะต้องเรียนรู้ที่จะทำผิดพลาดเพื่อให้เขาสามารถหาหนทางของตัวเอง หรือมีกลยุทธ์ที่จะพาตัวเองออกจากความยากลำบากในขณะที่ยังมีพ่อแม่คอยคุ้มครองอยู่ห่าง ๆ  สิ่งสำคัญที่สุดที่พ่อแม่ควรทำในช่วงเวลานี้คือ การสื่อสารให้ลูกได้รับรู้ว่า พ่อแม่มีความรักและมิตรภาพที่แท้จริงต่อเขา

           เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า พ่อแม่มีส่วนสำคัญที่สุดต่อพัฒนาการทั้งทางสติปัญญาและอารมณ์ของเด็ก  ดร. ไดแอนา บอมาไรน์ (Dr.Diana Baumarind) นักจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ผู้ได้ศึกษารูปแบบของพ่อแม่ที่ส่งผลถึงการพัฒนาการของเด็กเป็นเวลากว่า 40 ปี สรุปว่า รูปแบบของการเป็นพ่อแม่มี 3 แบบคือ แบบเผด็จการ แบบตามใจและแบบผู้เชี่ยวชาญ  กลยุทธ์แต่ละแบบที่พ่อแม่ใช้จะมีผลแตกต่างกันต่อพัฒนาการสู่ความมีอิสระ ความสามารถและความรักของเด็ก

            พ่อแม่แบบเผด็จการจะเข้มงวด ขาดความยืดหยุ่น ใช้กฎระเบียบที่ตึงเขม็งในการปกครองและไม่ยอมให้มีการต่อรองใด ๆ ทั้งสิ้น  สัมพันธภาพจะเป็นไปอย่างเหินห่าง อีกทั้งยังเรียกร้องผลงานจากลูกอย่างไม่สิ้นสุดอีกด้วย  เมื่อเด็กทำไม่ได้ตามที่ต้องการจะถูกลงโทษอย่างรุนแรงในขณะที่การตอบสนองต่อความต้องการของลูกจะต่ำที่สุดเช่นกัน  เด็กที่เกิดในครอบครัวของพ่อแม่ประเภทนี้มักจะขาดการสนับสนุนในการพัฒนาความเป็นอิสระ ทำให้เด็กรู้สึกว่าการอยู่บ้านเหมือนอยู่ท่ามกลางสงครามอยู่เป็นประจำ เด็กจะพยายามทำตัวเป็นกบฏมากที่สุดเท่าที่จะทำได้และมักลงเอยด้วยการใช้สารเสพติดหรือแอลกอฮอล์ในการแก้ปัญหา  เด็กจึงเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่ขาดความมั่นใจในตัวเอง ขาดทักษะในการเข้าสังคม มีอัตราการเป็นโรคซึมเศร้าสูง มีบุคลิกภาพของการพึ่งพาสูงยังผลให้ไม่สามารถตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ได้ด้วยตัวเอง

            พ่อแม่แบบตามใจจะให้ความเป็นเพื่อนและความร่วมมือกับลูกทุกอย่าง ทำให้เด็กรู้สึกว่ามีสัมพันธภาพที่อบอุ่นและได้รับการสนองตอบต่อความต้องการเป็นอย่างดี  พ่อแม่ประเภทนี้มักไม่กล้าใช้กฎระเบียบที่เข้มงวดกับลูกและจะปกป้องลูกจากผลของพฤติกรรมไม่ดีหรือความล้มเหลวของลูก อีกทั้งยังหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับความผิดหวังและทนไม่ได้เมื่อเห็นลูกไม่มีความสุขอีกด้วย ส่งผลให้เด็กกลายเป็นพวกที่ขาดความรับผิดชอบมากที่สุด มีผลการเรียนต่ำ ถูกชักจูงได้ง่าย  ถึงแม้ว่าเด็กจะเป็นพวกที่เข้าสังคมเก่ง เป็นที่ชื่นชอบของคนทั่วไปและมีความมั่นใจสูง แต่มักขาดความสามารถที่จะรับมือกับความผิดหวังหรือความล้มเหลว จึงกลายเป็นกลุ่มที่มีปัญหาเกี่ยวกับการใช้สารเสพติดมากที่สุด

           พ่อแม่แบบผู้เชี่ยวชาญ หรือพ่อแม่ที่พึงปรารถนา เป็นประเภทที่มีความมั่นคงและยอมรับลูกอย่างที่เด็กเป็น มีการให้คำอธิบายที่ชัดเจนเกี่ยวกับความคาดหวังและข้อจำกัด  พวกเขาจะให้ความสมดุลกับลูกทั้งเรื่องการเรียกร้องและการสนองตอบ รวมทั้งให้การสนับสนุนมากกว่าคำวิพากษ์วิจารณ์หรือการทำโทษ รู้จักให้กำลังใจเพื่อให้ลูกทำกิจกรรมต่าง ๆ จนประสบความสำเร็จ  พ่อแม่ประเภทนี้ให้ค่ากับการให้ความร่วมมือ การเข้าสังคมและแสดงความรับผิดชอบเพื่อให้บรรลุผลตามเป้าหมายมากกว่าการแข่งขันอย่างเอาเป็นเอาตาย อีกทั้งยังให้อิสระกับเด็กอย่างเต็มที่ในการตัดสินใจกับเรื่องท้าทายในชีวิตอีกด้วย  เด็กจากครอบครัวประเภทนี้มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จสูง มีทักษะในการเข้าสังคม มีผลการเรียนดี ใช้สารเสพติดน้อยและไม่เผชิญกับโรคซึมเศร้า จึงสามารถพัฒนาไปสู่ชีวิตที่มีความเป็นอิสระ มีความสามารถในการสร้างสัมพันธภาพอันลึกซึ้งกับผู้อื่น และมีความสุขกับความสามารถของตัวเอง

              ผู้เขียนเน้นเรื่องรูปแบบของการเป็นพ่อแม่ที่ส่งผลต่อความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์กับเด็ก  อย่างไรก็ตามบางครั้งเด็กอาจรู้สึกขาดความเชื่อมโยงหรือขาดความอบอุ่นเพราะผู้ปกครองไม่ได้ใกล้ชิดกับเขาอย่างแท้จริง  เด็กมักจะอธิบายกับนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ว่า บางครั้งเขารู้สึกว่าแม่อยู่กับเขาตลอดเวลาแต่ในขณะเดียวกันก็ไม่อยู่กับเขาเลยเพราะเด็กรู้สึกว่าแม่จะจ้ำจี้จ้ำไชและก้าวก่ายไปในทุกเรื่องแต่ไม่เข้าใจเขาเลย  เด็กจึงไม่รู้สึกอบอุ่นใจ

             ความรู้สึกอบอุ่นใจหมายถึงปฏิสัมพันธ์ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจและการยอมรับอันเป็นการสื่อถึงความรักเพื่อให้ลูกเกิดความมั่นใจว่าพ่อแม่จะสนับสนุนและยอมรับเขาอย่างที่เขาเป็นจนทำให้เขามีสามารถที่จะพัฒนาความเป็นตัวของตัวเองได้  ความรู้สึกอบอุ่นใจจะเกิดได้ก็ต่อเมื่อ คนทั้งคู่ต่างต้องมีหูที่จะฟังและตาที่จะมองเห็นเรื่องราวของกันและกันอย่างแท้จริงซึ่งเหมือนกับตอนที่เราฟังเพื่อนปรับทุกข์ เราให้เวลาและความใส่ใจฟังเพื่อน  เด็กก็ต้องการแบบเดียวกัน  ผู้เขียนแนะว่าพ่อแม่ต้องพยายามอย่ารีบด่วนให้ข้อสรุปหรือวิธีแก้ปัญหาแก่เด็ก  ตรงข้ามต้องตั้งใจฟังสิ่งที่เขาพูดและพยายามเข้าใจเขาอย่างถ่องแท้เสียก่อน

            เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าครอบครัวของคนมีฐานะดีมักเป็นครอบครัวที่ขาดเวลาให้แก่กันและกัน เพราะสมาชิกในครอบครัวต่างมีกิจกรรมส่วนตัวมากเป็นพิเศษกว่าครอบครัวอื่น ๆ  สภาพเช่นนี้มักก่อให้เกิดอาการที่เรียกกันในหมู่นักวิจัยว่า “กลุ่มอาการช้อนเงิน” (Silver Spoon Syndrome) นั่นคือ อาการของเด็กในครอบครัวฐานะดีที่รู้สึกว่าตัวเองได้คะแนนน้อยนิดจากสิ่งทั้งหมดที่พ่อแม่ต้องการให้ทำ ส่งผลให้เกิดความตรงข้ามระหว่างเงินกับความใกล้ชิด นั่นคือ ยิ่งมีเงินมากเท่าไหร่ ความใกล้ชิดยิ่งลดลงมากเท่านั้น  สัญลักษณ์หนึ่งของความสัมพันธ์ในครอบครัวที่นักจิตวิทยาให้ความสำคัญคือการกินข้าวด้วยกัน การศึกษาพบว่าครอบครัวที่มีการรับประทานอาหารร่วมกันมากกว่า 5 ครั้งต่อสัปดาห์จะมีเด็กที่มีอาการซึมเศร้าและใช้ยาเสพติดน้อยกว่าปกติ  ส่วนครอบครัวที่มีกิจกรรมนี้น้อยกว่า 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์จะมีเด็กที่มีอาการเหล่านั้นมากกว่าปกติ  การกินข้าวด้วยกันทำให้เด็กรู้สึกถึงความเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวและรู้สึกอบอุ่นใจ  สิ่งหนึ่งที่นักจิตวิทยาต้องการให้พ่อแม่ตระหนักคือ เวลาของสมาชิกอื่น ๆ ในครอบครัว เช่น ปู่ย่าตายาย ไม่สามารถทดแทนเวลาของพ่อแม่ที่ให้กับเด็กได้  อย่างไรก็ตามยังมีพ่อแม่บางคนตีความหมายของความอบอุ่นผิดไปด้วยการเข้าไปยุ่งเรื่องส่วนตัวของเด็กมากเกินไป หรือออกความเห็นในทุกเรื่องจากการที่พ่อแม่กลัวความไม่แน่นอนที่จะเกิดขึ้น หรือวิตกกังวลมากเกินไป ส่งผลให้เด็กไม่สามารถพัฒนาความสามารถในการแก้ไขปัญหา ขาดความคิดสร้างสรรค์ และเกิดความกระสับกระส่ายจนทำให้เกิดปัญหาทางจิตได้

            ผู้เขียนเสนอว่าโดยทั่วไปการแสดงความอบอุ่นจากพ่อแม่นั้นอาจผ่านการแสดงออกได้ 2 แบบคือ การชมและการวิพากษ์วิจารณ์  พ่อแม่มักไม่เข้าใจว่าการชมที่พร่ำเพรื่อเป็นความอบอุ่นที่ไม่ดี  พ่อแม่ควรใช้การชมเป็นเครื่องมือเฉพาะในกรณีที่เกี่ยวกับศีลธรรมจรรยาหรืองานที่ต้องใช้ความพยายามมากกว่าปกติหรือความสำเร็จที่พิเศษเท่านั้น ไม่เช่นนั้นแล้วเด็กจะรู้สึกสับสนและขาดความเชื่อมั่นจนอาจทำให้เด็กถึงกับงุนงงได้ในบางครั้ง เช่น การที่พ่อแม่ชมลูกว่าเป็นเด็กพิเศษ แต่ใช้ลูกเทขยะและจัดโต๊ะอาหาร  เด็กจะงงว่าถ้าเขาพิเศษจริงเหตุใดต้องทำงานประเภทนี้  นอกจากนั้นการชมอาจกลายเป็นการควบคุมหรือการคร่ำครวญก็ได้ เพราะลูกจะรู้สึกเสมือนหนึ่งว่าความรักของพ่อแม่ที่มีต่อเขาเป็นความรักที่มีเงื่อนไข นั่นคือ ลูกต้องประสบความสำเร็จ มีผลงานดี พ่อแม่จึงจะรัก ส่งผลให้เด็กหลีกเลี่ยงสิ่งใหม่ ๆ เพราะกลัวว่าจะไม่ประสบความสำเร็จ  หรือบางครั้งการที่พ่อแม่ชื่นชมเด็กนั้นก็เป็นเพียงแค่การเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไปของตัวเองด้วยความสำเร็จของลูก  การทำเช่นนั้นย่อมส่งผลให้ลูกเครียดมากขึ้นแทนที่จะมีความสุขอย่างแท้จริง  พ่อแม่ที่มีความรักอย่างแท้จริงให้กับลูกต้องยอมรับลูกไม่ว่าเขาจะประสบความสำเร็จหรือไม่ก็ตาม

            ส่วนการวิพากษ์วิจารณ์นั้นพ่อแม่ต้องทำให้เด็กรู้สึกให้ได้ว่าเป็นการวิพากษ์วิจารณ์พฤติกรรมของเขาไม่ใช่ตัวเขา  ต้องไม่ใช่การตำหนิว่าเด็กไม่ดีพอ  การทำเช่นนั้นจะได้ผลลัพธ์ที่ไม่คุ้มค่าเพราะมันเป็นการทำลายความเป็นตัวของตัวเองและความภาคภูมิใจของเด็ก  บางครั้งพ่อแม่ตำหนิเด็กเพราะพ่อแม่ทนไม่ได้กับความไม่ดีครบหมดทุกอย่าง (perfection)  นั่นเป็นการพยายามเปลี่ยนแปลงความไม่พึงพอใจในตัวเองด้วยการหันไปตำหนิลูก  การแสดงพฤติกรรมเช่นนี้ส่งผลในทางทำลาย  เด็กจะรู้สึกซึมเศร้าและบกพร่อง  ยิ่งไปกว่านั้นการทำเช่นนี้บ่อย ๆ จะทำให้เด็กรู้สึกว่าเขาไม่มีค่ามากพอกับความรักของพ่อแม่ อันนำมาซึ่งการทำร้ายตัวเองจนถึงกับฆ่าตัวตายได้  การที่พ่อแม่ทำลายพัฒนาการตัวตนของลูกด้วยวิธีนี้ส่งผลให้ลูกรู้สึกเกลียดชังตัวเอง  อารมณ์นี้ถือเป็นอารมณ์ที่อันตรายที่สุดที่ไม่ควรเกิดขึ้นกับเด็กโดยเฉพาะจากน้ำมือของพ่อแม่  นอกจากนั้นการวิจารณ์ลูกในที่สาธารณะด้วยการดูหมิ่นดูแคลน หรือการทำให้ลูกขายหน้า เป็นสิ่งที่เด็กยอมรับไม่ได้  ฉะนั้นพ่อแม่จะต้องสำเหนียกถึงน้ำเสียงและวิธีพูดจากับลูกอยู่ตลอดเวลาเพื่อให้แน่ใจว่าเขากำลังมีความรู้สึกอย่างไร

            โดยสรุปหน้าที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของการเป็นพ่อแม่คือ การอบรมสั่งสอนลูกให้เป็นคนดีของสังคมซึ่งจะทำได้โดยการควบคุมดูแลลูกด้วยกฎระเบียบที่แน่นอนเพื่อส่งเสริมให้ลูกรู้จักรับผิดชอบและรู้จักคิด อันจะส่งผลให้ลูกสามารถดูแลตัวเองได้ในระยะยาว ประสบความสำเร็จในการเรียน มีพัฒนาการทางอารมณ์ที่ดีและมีความสุข  หากพ่อแม่ไม่ควบคุมหรือมีกฎระเบียบให้กับลูกเลย ลูกจะคิดว่าพ่อแม่ไม่ให้ความสำคัญ ไม่สนใจ ไม่ใส่ใจหรือละเลยเขา ทำให้เด็กกลายเป็นคนขาดความรับผิดชอบในอนาคต  ยิ่งไปกว่านั้นกฎระเบียบอาจถือเป็นสัญลักษณ์ของความคาดหวังที่ชัดเจนของพ่อแม่ต่อตัวเด็ก  เด็กจะเรียนรู้ว่าพ่อแม่ตั้งความหวังอะไรจากเขา  นอกจากนั้นการควบคุมยังบ่งบอกถึงความเอาใจใส่ และทำให้พ่อแม่รู้ว่าลูกอยู่ที่ไหน กำลังทำอะไร กับใคร ปลอดภัยหรือไม่และเมื่อไหร่จะกลับบ้าน  มันเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้น

            นอกจากนั้นเด็กที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงควรได้รับการดูแลใกล้ชิดกว่าเด็กทั่วไป  การที่พ่อแม่จะทำให้เกิดความสมดุลระหว่างการควบคุมและการปล่อยให้ลูกเป็นอิสระเป็นอีกหัวข้อหนึ่งที่ผู้เขียนเน้นเพราะการที่พ่อแม่ไม่เฝ้าติดตามดูแลเด็กเลย เด็กอาจรู้สึกถึงความละเลยจนทำให้เด็กได้รับอันตรายจากการล่อลวง หรือมีพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้องเช่น ทำร้ายตัวเอง ใช้สารเสพติด มีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร หรือทำผิดกฎหมาย เพื่อเรียกร้องความสนใจจากพ่อแม่

            ในบางกรณีพ่อแม่ใช้วิธีการควบคุมที่ไม่ถูกต้อง นั่นคือ การเข้าไปควบคุมทางจิตวิทยาซึ่งเป็นการพยายามเข้าไปในจิตใต้สำนึกของเด็กด้วยการกดดันให้เกิดพฤติกรรมที่พ่อแม่ต้องการโดยการสร้างความรู้สึกผิด อับอาย หรือวิตกกังวลให้กับเด็กหากเด็กไม่สามารถทำได้อย่างที่พ่อแม่ต้องการ  การควบคุมด้วยวิธีนี้มักเกิดขึ้นเมื่อความต้องการหรือความวิตกกังวลของพ่อแม่มีมากเกินไป หรือไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับเด็ก  บางครั้งวิธีการสื่ออยู่ในรูปของการใช้คำพูดที่รุนแรงและถากถางให้เกิดความเจ็บช้ำน้ำใจ ซึ่งไม่ส่งผลดีต่อความสัมพันธ์และยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเด็กได้อีกด้วย  การศึกษาพบว่าผลดีจะเกิดขึ้นได้มากกว่าหากพ่อแม่สามารถส่งสัญญาณให้ลูกรู้ว่า พ่อแม่ยินดีให้ความช่วยเหลือเมื่อเด็กต้องการ รวมทั้งพยายามสอนลูกด้วยความรักและการควบคุมแต่พฤติกรรม โดยไม่พยายามที่จะควบคุมเขาทางจิตวิทยา  เด็กจะสามารถเรียนรู้ที่จะรับผิดชอบและจัดการกับสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวเขาได้เองเพราะการเรียนรู้ที่จะทำให้เกิดการตัดสินใจได้ดีต้องอาศัยการเรียนรู้ด้วยตัวเองและเวลา

            ยิ่งไปกว่านั้นการศึกษายังพบอีกว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้เด็กมีความสุขก็คือ การอยู่ในครอบครัวที่มีความสุข  นั่นหมายถึงเด็กอยู่กับแม่ที่ดีและมีความสุขเพราะเด็กจะใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับแม่โดยเฉพาะอย่างยิ่งครอบครัวมีฐานะดีมักจะมีพ่อเป็นผู้ทำงานนอกบ้าน อีกทั้งยังเป็นไปตามสัญชาตญานของมนุษย์ที่จะมีแม่เป็นผู้ให้การเลี้ยงดู  ผู้เขียนเน้นว่าการจะเป็นแม่ที่ดีได้ก็ต่อเมื่อความต้องการภายในของแม่ได้รับการตอบสนองอย่างเต็มที่เช่นกัน เพราะมันคงเป็นไปไม่ได้ที่ใครจะสามารถแบ่งน้ำให้คนอื่นดื่มตราบใดที่ตัวเองยังไม่มีน้ำดื่ม  นั่นหมายความว่าแม่เองก็ต้องได้รับความรัก การเห็นคุณค่า และมีความสัมพันธ์ที่ดีก่อนจึงจะสามารถถ่ายทอดหรือแบ่งปันสิ่งเหล่านั้นให้กับลูกได้  สิ่งหนึ่งที่แม่ต้องตระหนักถึงเสมอก็คือ สภาพจิตใจของตัวเองเป็นสายชีวิตของลูกเพราะเด็กจะพยายามอย่างเต็มความสามารถเพื่อทำให้แม่มีความสุข  เด็กจะมีจิตใต้สำนึกที่หยั่งรู้ได้ว่า แม่มีความสุขหรือไม่  เด็กจึงมักตะเกียกตะกายที่จะประสบความสำเร็จให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้เพื่อเอาใจแม่  ถ้าแม่ไม่มีความสุขเขาจะเหนื่อยจนตาย  ฉะนั้นหากแม่รู้ตัวว่าไม่มีความสุขก็ต้องแสวงหาความช่วยเหลือเพื่อให้ตัวเองมีความสุข เพื่อความสุขของลูกด้วย

            ผู้เขียนกล่าวว่าปัญหาหนึ่งที่นักจิตวิทยาพบเสมอก็คือ แม่เป็นโรคซึมเศร้า  การศึกษาแม่ที่เป็นโรคนี้สรุปว่า แม่จะตอบสนองต่อความต้องการของลูกน้อยลง ทำให้ไม่สามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับลูกได้ อีกทั้งจะมีอาการหงุดหงิดใส่ลูกได้ง่ายด้วย รวมทั้งชอบวิพากษ์วิจารณ์ลูก ส่งผลให้ลูกหาทางออกด้วยการใช้สารเสพติดและแอลกอฮอล์มากกว่ากลุ่มอื่น  สถิติบ่งว่าลูกที่มีแม่อยู่ในภาวะนี้ ร้อยละ 61 จะมีปัญหาทางจิต โดยที่ร้อยละ 45 จะพัฒนาเป็นโรคซึมเศร้า โดยเฉพาะลูกผู้หญิง 

             การที่ผู้หญิงที่มีฐานะดีไม่มีความสุขเพราะสัมพันธภาพระหว่างเธอและสามีและเพื่อนเป็นไปอย่างเหินห่างทำให้ขาดที่พึ่งเมื่อเกิดปัญหา  นอกจากนั้นสถิติยังชี้ว่า ผู้หญิงกลุ่มนี้จะมีอัตราการหย่าต่ำสุด และต่ำกว่ากลุ่มร่ำรวยด้วยซ้ำถึงแม้ว่าความสัมพันธ์ในครอบครัวจะแย่เพียงใดก็ตาม  ที่เป็นเช่นนี้เพราะหญิงในกลุ่มนี้มักแต่งงานช้าและมีความเคยชินกับการเป็นภรรยาหรือมีฐานะในสังคมจากตำแหน่งหน้าที่การงานของสามี ประกอบกับไม่แน่ใจว่า หากหย่าแล้วจะดำรงชีวิตด้วยความสะดวกสบายได้เช่นเดิมหรือไม่ อีกทั้งยังกังวลในความกินดีอยู่ดีและอนาคตของลูกอีกด้วย  พวกเขาจึงมักใช้วิธีการผลาญเงินรักษาความทุกข์ทรมาน เช่น ดื่มไวน์ดี ๆ ช้อปปิ้ง หรือมีเพศสัมพันธ์นอกสมรสกับคนใหม่ในโรงแรมหรู ๆ ห่างไกลตัวเมือง  สิ่งเหล่านี้จะสามารถบรรเทาทุกข์ได้เพียงชั่วคราวแต่กลับสร้างปัญหาที่ยากจะเยียวยาในอนาคต  ส่วนสามีของคนกลุ่มนี้ก็มักจะหลีกเลี่ยงการหย่าเพราะไม่ต้องการจ่ายค่าเลี้ยงดูและไม่ต้องการรับผิดชอบงานบ้านเอง  ผลก็คือ ผู้หญิงในกลุ่มนี้จะพึ่งพาลูกมากกว่าปกติส่งผลให้ลูกมีปัญหาทางจิตได้ง่าย ลูกจึงมักแก้ปัญหาด้วยการพยายามหาทางไปเรียนให้ไกลจากพ่อแม่ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

            นอกจากนี้สถิติยังบ่งว่า คนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ร้องขอความช่วยเหลือจากสังคมน้อยที่สุดเพราะเป็นกลุ่มที่แยกตัว กลัวเสียชื่อเสียงและไม่ตระหนักว่าปัญหาของตนสำคัญ จึงทำให้ไม่ได้รับการแก้ไข  ในเมื่อเธอสามารถนัดจิตแพทย์ให้กับลูกได้ ผู้เขียนจึงแนะนำว่าคนกลุ่มนี้ควรนัดหมายจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาให้กับตัวเองโดยแม่ต้องตระหนักว่าตัวเองต้องได้รับการเยียวยาเพื่อให้ลูกมีโอกาสมีความสุข  นอกจากนั้นการที่แม่สามารถจัดการกับความทุกข์ยากและอารมณ์ที่ไม่พึงปรารถนาของตัวเองได้จะเป็นตัวอย่างให้ลูกจัดการกับเรื่องราวและอารมณ์นั้น ๆ ได้ด้วย  มันเป็นการแสดงให้ลูกเห็นด้วยว่าโลกไม่ได้ยุติธรรมไปเสียทั้งหมด  ความรักและความสัมพันธ์ที่ดีสามารถเยียวยาความเจ็บปวด ผิดหวังและล้มเหลวได้  ยิ่งไปกว่านั้นแม่ยังต้องเรียนรู้คุณค่าของตัวเอง เติบโตและมีพัฒนาการ อีกทั้งยังต้องยอมรับในความไม่สมบูรณ์แบบและการที่ตนจะไม่สามารถให้เวลาเต็มที่กับลูกบ้างเป็นครั้งคราวเพราะแม่ไม่สามารถเติมส่วนที่ขาดหายทุกนาทีให้ลูกกับได้  แม่จะต้องไม่รู้สึกเสียใจกับสิ่งที่ตนไม่ได้ทำให้ลูกเพราะแม่ต้องยอมรับว่าเวลาส่วนตัวของตัวเองเป็นสิ่งสำคัญและให้ความเห็นอกเห็นใจตัวเองด้วย   

             ข้อสังเกต – หนังสือเล่มนี้ฉายให้เห็นภาพส่วนหนึ่งของสังคมอเมริกันซึ่งคนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าร่ำรวยและมีความสุข  ตัวเลขวัดรายได้ชี้ให้เห็นว่าเขาร่ำรวยจริง  แต่สำหรับด้านระดับของความสุขตอนนี้เริ่มมีความสงสัยเกิดขึ้นแล้ว  หนังสือเรื่อง The Progress Paradox ซึ่งพิมพ์ออกมาเมื่อปลายปี 2546 ชี้ให้เห็นอย่างแจ้งชัดว่าการเพิ่มของรายได้ทำให้ความสุขเพิ่มขึ้นจริง  แต่เมื่อรายได้เพิ่มต่อไปเป็นความมั่งคั่ง ความสุขอาจลดลง  ปัญหาที่หนังสือเรื่อง The Price of Privilege กล่าวถึงเป็นปัจจัยหนึ่งซึ่งทำให้ความสุขของผู้ที่มีรายได้ในระดับมั่งคั่งลดลง  อย่างไรก็ตามชาวโลกส่วนใหญ่ยังไม่ตระหนักถึงเรื่องนี้ จึงตั้งหน้าตั้งตาแสวงหารายได้เพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้งและเมื่อได้มาก็ตั้งหน้าตั้งตาบริโภคเพิ่มขึ้น

            ตอนนี้สังคมไทยมุ่งเดินไปในแนวเดียวกับสังคมอเมริกันอย่างเต็มที่จนทำให้เกิดความรู้สึกโดยทั่วไปว่ามาตรฐานในการชี้วัดสถานะทางสังคมมักเป็นความร่ำรวยและการบริโภคแบบหรูหรามากกว่าคุณความดีเฉกเช่นในสมัยก่อน ส่งผลให้มีการแข่งขันกันมากขึ้นในทุก ๆ ด้าน ไม่เว้นแม้แต่ด้านการศึกษาอันนำมาซึ่งความคิดในการจัดอันดับมหาวิทยาลัยเหมือนกับที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา  สิ่งเหล่านี้จะส่งผลให้เด็กไทยมีความเครียดมากขึ้นจนถึงกับเกิดอาการขาดความสุขรวมทั้งการป่วยเป็นโรคซึมเศร้า  อาการเหล่านี้อาจนำไปสู่การฆ่าตัวตายในที่สุด  ผู้ที่จะมีครอบครัวควรจะได้มีโอกาสศึกษาถึงปัญหาที่หนังสือเล่มนี้กล่าวถึง  แต่ก็คงเป็นไปไม่ได้  นั่นหมายความว่าเหตุการณ์จำพวก “พ่อแม่รังแกฉันโดยไม่ตั้งใจ” ย่อมเกิดขึ้นต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

Rating: 5 stars

Tags: , , , , , , , , , ,

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • Twitter
  • RSS

Comments are closed.

+(reset)-

Ratings Plugin created by Cheap Web Hosting - Powered by Attache Case and VLC Player Download.