You are here: Home > Econ & Business, Hot Topic > The Holy Grail of Macroeconomics / จอกศักดิ์สิทธิ์ของเศรษฐศาสตร์มหภาค

The Holy Grail of Macroeconomics / จอกศักดิ์สิทธิ์ของเศรษฐศาสตร์มหภาค

  (พญ.นภาพร ลิมป์ปิยากร)

              ตอนสิ้นเดือนพฤษภาคมปี 2551 แบร์สเติร์นถูกควบรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเจพีมอร์แกนซึ่งเท่ากับเป็นจุดสิ้นสุดของสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่แห่งนี้  ในช่วงเวลานั้นผู้คนส่วนใหญ่เชื่อว่านี่คงเป็นการประกาศล้มละลายครั้งสุดท้ายของสถาบันการเงินหลังจากภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ เริ่มปั่นป่วนจากปัญหาหนี้ด้อยคุณภาพมาเป็นเวลากว่าปี  แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่  ทอดระยะเวลามาอีกเพียงสองเดือนสถาบันการเงินที่ปล่อยกู้เพื่อที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่อีกสองแห่งของสหรัฐฯ ก็ถูกรัฐบาลเข้าครอบครองเพื่อป้องกันการล้มละลาย  และตอนกลางเดือนกันยายนปีเดียวกัน คนทั่วโลกก็ต้องตกใจกันถ้วนหน้าอีกครั้งเพราะวาณิชธนกิจใหญ่อันดับสี่ของสหรัฐฯ ที่ดำเนินกิจการมานานถึง 158 ปีก็ประกาศล้มละลาย  เป็นไปได้หรือไม่ว่าโลกกำลังจะเข้าสู่ช่วงเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่เหมือนอย่างที่เกิดขึ้นในสหรัฐฯ เมื่อปี 2472 แล้ว  

               เบน เบอร์นันเกประธานธนาคารกลางแห่งสหรัฐเคยเขียนไว้ในงานของเขาเมื่อปี 2538 ว่า การเข้าใจสถานการณ์เศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ของสหรัฐฯ เท่ากับเป็นการค้นพบจอกศักดิ์สิทธิ์ของเศรษฐศาสตร์มหภาค ทั้งนี้เพราะประสบการณ์ในช่วงปี 2472 ยังคงมีอิทธิพลต่อนักเศรษฐศาสตร์มหภาคมาจนถึงปัจจุบัน  Richard C. Koo อดีตประธานธนาคารกลางแห่งนิวยอร์ก และนักเศรษฐศาสตร์แห่งสถาบันวิจัยโนมูระบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำของญี่ปุ่น พบว่าประสบการณ์เศรษฐกิจซบเซายาวนาน 15 ปีของญี่ปุ่นเป็นเบาะแสสำคัญที่นำไปสู่การอธิบายสาเหตุของสถานการณ์เศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ของสหรัฐเมื่อ 70 ปีก่อนได้  The Holy Grail of Macroeconomics: Lessons from Japan’s Great Recession เป็นหนังสือ(ที่)ขนาด 296 หน้าที่เขาเขียนขึ้นในเดือนกรกฎาคมปี 2551 เพื่อ 1) วิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจญี่ปุ่นที่เกิดขึ้นหลังปี 2533 2) ควบรวมภาวะเศรษฐกิจซบเซายาวนานของญี่ปุ่นเข้ากับทฤษฎีเศรษฐศาสตร์มหภาค 3) ใช้บทเรียนจากเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ของสหรัฐฯ และญี่ปุ่นมาต่อสู้กับปัญหาเศรษฐกิจอันเกิดจากการแตกของฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์และหนี้ด้อยคุณภาพซึ่งกำลังคุกคามสหรัฐฯ อยู่ในขณะนี้                ผู้เขียนเริ่มเรื่องด้วยการเล่าถึงสถานการณ์ของสหรัฐฯ ระหว่างปี 2519-21  ในช่วงเวลานั้นโครงสร้างเศรษฐกิจของสหรัฐฯ กำลังเกิดปัญหาจากการที่แรงงานนัดหยุดงานบ่อย ๆ และภาคอุตสาหกรรมไม่สามารถผลิตสินค้าให้มีคุณภาพดีพอที่จะตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ทำให้ชาวอเมริกันส่วนใหญ่หันมาใช้สินค้าญี่ปุ่น  ธนาคารกลางสหรัฐฯ จึงพยายามแก้ปัญหาด้วยนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายผ่านการลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจยังผลให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว  ซ้ำร้ายการที่ชาวอเมริกันหันไปหาสินค้าญี่ปุ่นทำให้สหรัฐฯ ขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้นส่งผลให้สหรัฐฯ ต้องลดค่าเงินในเวลาต่อมา  ธนาคารกลางสหรัฐฯ จึงจำเป็นต้องเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเพื่อลดแรงกดดันของภาวะเงินเฟ้อส่งผลให้การลงทุนลดลง  วงจรอุบาวท์จึงตามมา  ผู้เขียนเห็นว่าการที่ภาคธุรกิจไม่สามารถผลิตสินค้าให้เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคเป็นปัญหาเศรษฐศาสตร์ระดับจุลภาค  การแก้ปัญหาโดยใช้นโยบายการเงินและการคลังซึ่งเป็นวิธีการของเศรษฐศาสตร์มหภาคจึงไม่ได้ผล

                ส่วนลักษณะเศรษฐกิจของญี่ปุ่นหลังปี 2533 ก็คือ อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นและระยะยาวต่ำ  อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยก็อยู่ในเกณฑ์ต่ำ  สินค้าของญี่ปุ่นเป็นที่ต้องการทั่วโลกยกเว้นในบ้านของตัวเอง  ผลกำไรของบริษัทญี่ปุ่นจึงมาจากการส่งออกจนทำให้ญี่ปุ่นกลายเป็นประเทศที่ดุลการค้าเกินดุลสูงที่สุดในโลก  ข้อมูลทั้งหมดนี้บ่งบอกว่าระบบเศรษฐกิจของญี่ปุ่นมีอุปทานเหลือเฝือแต่ขาดอุปสงค์  แต่เศรษฐกิจของญี่ปุ่นระหว่างปี 2533-48 ก็ยังคงซบเซา  นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่เห็นว่าการที่เศรษฐกิจของญี่ปุ่นซบเซาเป็นผลมาจากการที่ธนาคารในญี่ปุ่นขาดความสามารถในการให้กู้หรือไม่ยอมปล่อยกู้  ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่  ผลสำรวจพบว่าธนาคารต่างชาติมิได้มีการให้กู้เพิ่มหรือมาเปิดสาขาเพิ่มแต่อย่างใด และบริษัทส่วนใหญ่ต่างไม่มีปัญหาในการขอกู้เงินจากธนาคาร  นอกจากนี้อัตราดอกเบี้ยในญี่ปุ่นยังคงไม่เพิ่มขึ้น ซ้ำยังลดต่ำลงด้วย  นั่นหมายความว่า ความต้องการกู้เงินหรือใช้เงินขององค์กรธุรกิจมิได้มีมากพอจึงไม่สามารถที่จะกดดันให้เกิดการเพิ่มอัตราดอกเบี้ยได้  เมื่อปัญหาของญี่ปุ่นไม่ได้มาจากทางด้านโครงสร้างเศรษฐกิจและธนาคาร แล้ว ปัญหาของญี่ปุ่นมาจากอะไรกันแน่  ผู้เขียนพบว่าตลอดเวลา 15 ปีที่ผ่านมาบริษัทญี่ปุ่นส่วนใหญ่ตั้งหน้าตั้งตาใช้หนี้ แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยจะเป็นศูนย์ก็ตาม! เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น

                ตามตำราธุรกิจทั่ว ๆ ไป เมื่ออัตราดอกเบี้ยเท่ากับศูนย์หรือไม่มีต้นทุน บริษัทควรที่จะจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้น หากพวกเขาไม่สามารถที่จะหาธุรกรรมที่จะสร้างผลประโยชน์มากพอเพื่อลงทุนได้  แต่บริษัทญี่ปุ่นส่วนใหญ่กลับตั้งหน้าตั้งตาใช้หนี้  สถิติบ่งว่าระหว่างปี 2545-6 จำนวนหนี้ที่ถูกจ่ายคืนธนาคารสูงถึง 30 ล้านล้านเยนต่อปี  เมื่อฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์แตก บริษัทต่าง ๆ ไม่เพียงพบว่าความมั่งคั่งของบริษัทจะลดลงเท่านั้นงบดุลของพวกเขายังติดลบด้วย เช่น ก่อนฟองสบู่แตกบริษัทมีสินทรัพย์มูลค่าหนึ่งหมื่นล้าน มีสัดส่วนของเงินกู้ที่ 7 พันล้านหรือสินทรัพย์ต่อทุนเท่ากับ 10:7  แต่เมื่อฟองสบู่แตก สินทรัพย์มีมูลค่าเหลือเพียงหนึ่งพันล้าน สินทรัพย์ต่อทุนจึงกลายเป็น 1:7 หรือมีหนี้มากกว่าทุนถึง 6 พันล้านซึ่งเท่ากับว่าบริษัทอยู่ในฐานะล้มละลายทางเทคนิคหรือทางบัญชี  ในสถานการณ์ทั่วไปบริษัทเหล่านี้จำเป็นต้องปิดกิจการลง  แต่ในเมื่อสินค้าของบริษัทญี่ปุ่นยังเป็นที่ต้องการของตลาดโลก  ดังนั้นผู้จัดการของบริษัทส่วนใหญ่จึงไม่มีทางเลือกนอกจากนำเงินสดที่หาได้จากขายสินค้าจ่ายหนี้ให้หมดโดยเร็ว นั่นหมายความว่า ความสำคัญอย่างแรกในการทำธุรกิจมิใช่การทำกำไรสูงสุด แต่เป็นการลดหนี้ให้มากที่สุดและเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ ทั้งนี้เพราะสินทรัพย์ไม่สามารถคำนวณมูลค่าเป็นลบได้ การเป็นหนี้ของบริษัทจะลดลงได้ก็ต่อเมื่อพวกเขาพยายามลดหนี้เท่านั้น  

                ช่วงปี 2533 ก่อนที่ฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ของญี่ปุ่นจะแตก สินค้าของญี่ปุ่นเป็นที่ต้องการมากในตลาดโลก  อัตราการลงทุนจึงอยู่ในระดับสูงส่งผลให้อัตราการกู้ของแทบทุกบริษัทอยู่ในเกณฑ์สูงตามไปด้วย  เมื่อฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์แตก มูลค่าสินทรัพย์ทั้งระบบลดลงถึง 1,500 ล้านล้านเยนหรือเท่ากับรายได้ประชาชาติของญี่ปุ่น 3 ปีรวมกัน  เมื่อเกือบทุกบริษัทตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน  การแก้ปัญหาของทุกบริษัทจึงเป็นในแนวทางเดียวกันหมด  สถานการณ์ที่ญี่ปุ่นเผชิญก็เป็นเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในสหรัฐเมื่อปี 2472  ช่วงเวลานั้นบริษัทต่าง ๆ ของสหรัฐต่างก็พากันตั้งหน้าตั้งตาใช้หนี้ส่งผลให้อัตราการว่างงานสูงถึง 25-50% แม้ว่าความมั่งคั่งที่ลดลงในช่วงเวลานั้นของสหรัฐฯ จะเท่ากับผลผลิตมวลรวมประชาชาติเพียงแค่ปีเดียวก็ตาม  นั่นหมายความว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับญี่ปุ่นร้ายแรงกว่าที่เกิดขึ้นกับสหรัฐฯ ในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่มากนัก  เนื่องจากการล้มละลายทางบัญชีเป็นปัญหาที่บริษัทต่าง ๆ ต้องปกปิดเป็นความลับเพื่อมิให้เกิดผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของบริษัทจึงทำให้นักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกไม่สามารถเข้าใจปัญหาอย่างถ่องแท้  พวกเขาจึงพากันคิดว่าปัญหาของบริษัทญี่ปุ่นมาจากปัญหาเชิงโครงสร้าง 

                เมื่อบริษัทไม่กู้เงินเพิ่มเพื่อขยายกิจการและเริ่มต้นใช้หนี้ ระบบเศรษฐกิจจะขาดอุปสงค์จาก 2 ทางคือ บริษัทไม่ลงทุนเพิ่มและลดการกู้ยืม  ผู้บริโภคลดการใช้จ่าย  เมื่อเงินฝากจากภาคครัวเรือนในธนาคารไม่ถูกกู้ยืมโดยภาคธุรกิจจึงทำให้เศรษฐกิจของญี่ปุ่นตกอยู่ในสภาวะเงินฝืดอีกทั้งยังส่งผลให้มูลค่าสินทรัพย์ลดน้อยถอยลงไปด้วยซึ่งเท่ากับเป็นการกดดันในบริษัทจำเป็นต้องจ่ายคืนหนี้ในอัตราที่เพิ่มขึ้นทั้งจำนวนและระยะเวลา  แม้ว่ากลยุทธ์นี้จะเป็นสิ่งที่ถูกต้องของบริษัท แต่เมื่อทุกบริษัทใช้กลยุทธ์เดียวกันหมด มันจึงกดดันให้เศรษฐกิจเข้าสู่จุดวิกฤต  สถานการณ์เช่นนี้ก็เคยปรากฎขึ้นแล้วในสหรัฐฯ ในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ยังผลให้รายได้ประชาชาติของสหรัฐฯ ลดลงถึง 46% ภายในเวลาเพียงแค่ 4 ปีหลังปี 2472   อย่างไรก็ดีภาวะเศรษฐกิจซบเซาของญี่ปุ่นยังคงดีกว่าภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ของสหรัฐ แม้ว่ามูลค่าสินทรัพย์จะลดลงถึง 1,500 ล้านล้านเยนก็ตาม ทั้งนี้เพราะรัฐบาลญี่ปุ่นกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการออกพันธบัตรเพื่อดูดซับสภาพคล่องและเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ทำให้ธนาคารได้ดอกเบี้ยจากพันธบัตรและบริษัทได้งานจากภาครัฐจึงมีกำไรรวมทั้งทำให้ประชาชนมีงานทำยังผลให้บริษัทสามารถนำผลกำไรไปเพิ่มจำนวนเงินฝากในธนาคารได้  ผู้เขียนคาดว่าหากรัฐไม่กระตุ้นเศรษฐกิจ รายได้ประชาชาติอาจลดต่ำลงถึง 1 ใน 3 หรือครึ่งหนึ่งของ ณ ระดับสูงสุดเลยทีเดียว และสถานการณ์ที่ญี่ปุ่นต้องเผชิญอาจเลวร้ายไปกว่าที่เกิดขึ้นไปแล้วก็เป็นได้                                                                                

            ผู้เขียนเรียกแนวคิดที่บริษัทสัญชาติญี่ปุ่นที่มีงบดุลติดลบต่างพากันตั้งหน้าตั้งตาใช้หนี้จนทำให้เศรษฐกิจซบเซาสั้น ๆ ว่า งบดุลติดลบ  แนวคิดนี้เป็นผลมาจากการที่ผู้เขียนสังเกตว่าหลังฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์แตก อัตราการจ่ายคืนหนี้ของบริษัทสัญชาติญี่ปุ่นสูงมากและความต้องการกู้เงินของภาคเอกชนลดลงเรื่อย ๆ แม้ว่าธนาคารกลางญี่ปุ่นจะลดอัตราดอกเบี้ยจาก 8% เหลือเพียง 0% แล้วก็ตาม  ข้อมูลบ่งว่าในช่วงปี 2533 ซึ่งเป็นช่วงที่ฟองสบู่มีขนาดใหญ่ที่สุด ภาคธุรกิจเป็นผู้กู้ยืมและใช้จ่ายสูงถึง 9% ของรายได้ประชาชาติหรือเท่ากับ 41 ล้านล้านเยน  ข้อมูลในปี 2541 กลับชี้ว่าภาคธุรกิจกลายเป็นผู้ออมที่ใหญ่ที่สุด และในปี 2546 การจ่ายหนี้ของภาคธุรกิจเพิ่มสูงขึ้นถึง 9% ของรายได้ประชาชาติหรือเท่ากับ 44 ล้านล้านเยนจึงเท่ากับว่าอุปสงค์โดยรวมลดลงถึง 85 ล้านล้านเยนหรือ 18% ของรายได้ประชาชาติ  นี่คือเหตุผลของเศรษฐกิจซบเซา

                การที่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่มิได้วิเคราะห์เศรษฐกิจตามแนวคิดงบดุลติดลบเป็นเพราะมีเพียงคนสองกลุ่มเท่านั้นที่เคยเห็นงบดุลนั่นคือ นักวิเคราะห์หลักทรัพย์และผู้มีหน้าที่ปล่อยกู้ของธนาคาร  โดยปกติคนทั้งสองกลุ่มนี้มิได้เป็นผู้วิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาค  ส่วนนักเศรษฐศาสตร์ซึ่งทำหน้าที่วิเคราะห์เศรษฐกิจกลับมิได้เป็นผู้เห็นรายงานงบดุล อีกทั้งพวกเขายังไม่เคยย้อนกลับไปตรวจสอบงบดุลของบริษัทต่าง ๆ ด้วย  เมื่อบริษัทตกอยู่ในภาวะงบดุลติดลบ ผู้บริหารของบริษัทย่อมถูกบีบบังคับให้ใช้หนี้อย่างเงียบ ๆ เพื่อป้องกันมิให้ธนาคารงดปล่อยสินเชื่อ  แม้แต่พนักงานก็ไม่สามารถล่วงรู้ความลับเช่นนี้ได้เพราะจะทำให้พนักงานที่มีคุณภาพหนีออกจากบริษัท  นอกจากนี้ธนาคารเองก็ไม่ต้องการเปิดเผยความลับนี้เพราะเกรงว่าประชาชนจะขาดความเชื่อมั่นในธนาคาร อีกทั้งบริษัทเหล่านี้ยังคงมีความสามารถที่จะจ่ายคืนหนี้ได้แม้ว่างบดุลของพวกเขาจะผิดปกติก็ตาม  นั่นหมายความว่า ทั้งผู้บริหารระดับสูงของบริษัทและนายธนาคารต่างเข้าใจธรรมชาติของปัญหาดีว่าต้องใช้เวลาในการแก้ไขและการเปิดเผยรังแต่จะสร้างผลเสียต่อทั้งบริษัทและธนาคาร  ปัญหานี้จึงไม่เคยปรากฏให้เห็นหรือได้ยินกันมาก่อน

                โดยทั่วไปในช่วงเวลาที่บริษัทส่วนใหญ่จ่ายหนี้ ความต้องการกู้จะมีน้อยส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยลดต่ำลง  เมื่อความต้องการกู้เงินเพิ่มขึ้น อันเป็นผลมาจากการที่บริษัทสามารถปรับปรุงงบดุลของตนเองได้แล้ว ภาวะเศรษฐกิจซบเซาอันยาวนานก็จะสิ้นสุดลง  อย่างไรก็ดีหลังปี 2548 ซึ่งเป็นปีที่ผู้เขียนพบว่าอัตราการจ่ายหนี้ของบริษัทต่ำสุด การกู้เงินยังคงเกิดขึ้นไม่มากนัก ทั้งนี้เพราะผู้บริหารบริษัทต่าง ๆ ซึ่งผ่านประสบการณ์การใช้หนี้ที่ยาวนานได้เปลี่ยนทัศนคติไปอย่างสิ้นเชิง  พวกเขาจึงพยายามที่จะเพิ่มสินทรัพย์ทางการเงินด้วยการออมเพิ่มขึ้นจนทำให้สัดส่วนการออมของบริษัทสูงถึง 4% ของรายได้ประชาชาติและภาคธุรกิจยังดำเนินธุรกิจแบบเกินดุลสูงถึง 1% ของรายได้ประชาชาติ  ผู้เขียนคาดว่าความหวาดกลัวต่อการสร้างหนี้จะหมดไปเมื่อบริษัทต่าง ๆ ได้ผู้บริหารชุดใหม่ซึ่งไม่เคยต้องทำงานใช้หนี้อย่างเดียวมาก่อนซึ่งคงต้องใช้เวลาอีกหลายปี

                การที่บริษัทส่วนใหญ่ยังคงใช้กลยุทธ์ทางการเงินแบบเกินดุล ระบบเศรษฐกิจจึงยังคงตกอยู่ในภาวะเงินฝืด (deflationary gap)  นั่นหมายความว่า รัฐยังต้องมีหน้าที่กระตุ้นเศรษฐกิจต่อไปจนกว่าระบบเศรษฐกิจจะฟื้นคืนจนเป็นปกติ  การปรับลดงบประมาณขาดดุลในช่วงที่ภาคเอกชนยังคงมีปัญหาในการกู้ยืมหรือไม่ปรารถนาที่จะกู้รังแต่จะทำให้เศรษฐกิจเข้าสู่หายนะเร็วขึ้น  ตัวอย่างมีให้เห็นในช่วงปี 2540  ในช่วงเวลานั้นนักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกยังคงไม่ทราบว่าปัญหาของญี่ปุ่นคืองบดุลติดลบ  พวกเขาจึงพยายามกระตุ้นในรัฐบาลญี่ปุ่นลดการขาดดุลงบประมาณลง  รัฐบาลฮาชิโมโตจึงตอบสนองต่อการเรียกร้องด้วยการวางแผนลดการขาดดุลงบประมาณลง 15 ล้านล้านเยนโดยเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 3% เป็น 5% และเรียกเก็บเงินสะสมประกันสังคมเพิ่มส่งผลให้รายได้ภาครัฐลดลงในปีงบประมาณต่อมา และขนาดเศรษฐกิจหดตัวนานถึง 5 ไตรมาสติดต่อกันซึ่งถือเป็นการหดตัวของเศรษฐกิจมากที่สุดหลังสงครามโลกเป็นต้นมา  ซ้ำร้ายงบประมาณยังขาดดุลเพิ่มขึ้นด้วย  เมื่อรัฐเห็นผลของนโยบาย พวกเขาจึงเปลี่ยนนโยบายด้วยการเพิ่มการใช้จ่าย รายได้ของรัฐจึงเพิ่มขึ้น การขาดดุลงบประมาณจึงลดลง

                ผู้เขียนอธิบายว่าในสถานการณ์งบดุลติดลบ การใช้นโยบายการเงินย่อมไม่ได้ผล ทั้งนี้เพราะเอกชนขาดความสามารถในการกู้ยืม  นั่นหมายความว่า ไม่ว่าธนาคารกลางจะอัดฉีดเงินเข้าไปให้ธนาคารมากเท่าไหร่หรือลดดอกเบี้ยเท่าใดก็ตาม เงินในธนาคารก็จะไม่สามารถเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้เพราะภาคเอกชนต่างตกอยู่ในกับดักหนี้  ดังนั้นการเพิ่มเงินให้กับธนาคารจึงเป็นสิ่งที่ต้องพึงระมัดระวัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ภาคเอกชนเริ่มหันกลับมาแข่งขันกันกู้เงิน ทั้งนี้เพราะเงินที่เพิ่มขึ้นอย่างมากมายในระบบจะกดดันให้เกิดภาวะเงินเฟ้ออย่างรุนแรงได้  อย่างไรก็ดีสถานการณ์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในญี่ปุ่นคงไม่เป็นไปตามทฤษฎี ทั้งนี้เพราะเงินจำนวนมากที่รออยู่ในธนาคารโดยมิได้ปล่อยกู้ออกไปสามารถนำกลับไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลที่รัฐประสงค์จะขายเพื่อดูดซับสภาพคล่องส่วนเกินได้โดยไม่ทำให้อัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด ซึ่งแตกต่างจากทฤษฎีเมื่อรัฐต้องแข่งขันกู้เงินกับเอกชน ธนาคารจะต้องเรียกคืนเงินกู้เพื่อมาซื้อพันธบัตรหรือเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเพื่อให้ผลตอบแทนที่ธนาคารจะได้รับสูงกว่าผลตอบแทนจากพันธบัตรรัฐบาล

                นักเศรษฐศาสตร์ส่วนหนึ่งแนะนำรัฐบาลญี่ปุ่นให้ลดค่าเงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจซบเซา  แต่การลดค่าเงินย่อมทำให้สินค้าของญี่ปุ่นมีราคาถูกลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์จึงเป็นคำแนะนำที่ไม่เหมาะสมกับญี่ปุ่นซึ่งเป็นประเทศที่มีดุลการค้าเกินดุลสูงที่สุดในโลกอยู่แล้ว  ลอเรนซ์ ซัมเมอร์ (Lawrence Summers) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ ในขณะนั้นจึงไม่ยินยอมให้ญี่ปุ่นใช้นโยบายนี้  เขาเห็นว่าสิ่งที่รัฐบาลญี่ปุ่นควรทำคือกระตุ้นความต้องการภายใน  ความเห็นของเขาพิสูจน์ว่าเขาเป็นเพียงนักเศรษฐศาสตร์เพียงไม่กี่คนในโลกที่เข้าใจปัญหาของญี่ปุ่นดี  จริงอยู่การลดค่าเงินเป็นหนึ่งในวิธีการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจซบเซา แต่ใช้ได้เฉพาะกับประเทศที่ขาดดุลการค้าเท่านั้น ทั้งนี้เพราะการลดค่าเงินจะทำให้สินค้าออกของประเทศเหล่านี้มีราคาถูกลงซึ่งจะทำให้พวกเขาสามารถขายสินค้าให้กับต่างประเทศได้มากขึ้นและสามารถแก้ไขปัญหาดุลการค้าขาดดุลได้มากขึ้นโดยที่ประเทศคู่ค้าไม่สามารถกล่าวโทษได้  ตัวอย่างของประเทศที่ประสบความสำเร็จในการลดค่าเงินคือ เกาหลี  ในช่วงที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ เกาหลีลดค่าเงินลงถึง 73% ส่งผลให้สินค้าเกาหลีเป็นที่ต้องการของตลาดโลก พวกเขาจึงสามารถแก้ไขปัญหาการขาดดุลการค้าได้อย่างรวดเร็วจนทำให้เศรษฐกิจหวนกลับมาสู่ระดับปกติได้อีกครั้งหนึ่งในเวลาอันสั้น 

                ส่วนการดำเนินนโยบายการคลังแบบขาดดุลจำนวนมหาศาลติดต่อกันเป็นเวลานานอาจทำให้ประชาชนส่วนหนึ่งมองว่าเป็นการทำร้ายคนรุ่นต่อไป ทั้งนี้เพราะคนส่วนใหญ่เห็นว่าเป็นหน้าที่ของคนรุ่นปัจจุบันที่จะต้องสร้างเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งสำหรับคนรุ่นต่อไป  จริงอยู่ในช่วงเวลานั้นรัฐบาลญี่ปุ่นต้องดำเนินนโยบายการคลังแบบขาดดุลอย่างมหาศาลเป็นเวลายาวนาน แต่ผู้เขียนกลับเห็นว่าการขาดดุลการคลังถึง 140 ล้านล้านเยนนี่ต่างหากที่ทำให้ระดับเศรษฐกิจของญี่ปุ่นสามารถดำเนินอยู่ในระดับเดียวกันกับก่อนฟองสบู่แตกได้ แม้ว่าความมั่งคั่งของรัฐโดยรวมจะลดลงจากการแตกของฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ ทั้งนี้เพราะเงินจำนวนนี้ได้หวนกลับไปทำให้ภาคธุรกิจของญี่ปุ่นสามารถลดทอนปริมาณหนี้ของตนเองได้จนส่งผลให้ญี่ปุ่นสามารถหลุดพ้นจากอุโมงค์แห่งความถดถอยในที่สุดเมื่อปลายปี 2548 นั่นหมายความว่า นโยบายที่ถูกที่ถูกเวลาย่อมส่งผลดีต่อเศรษฐกิจมากกว่าการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจตามตำราเศรษฐศาสตร์แต่เพียงอย่างเดียวโดยไม่คำนึงถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น                                                                     

            การที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นไม่สามารถใช้นโยบายการเงินมาแก้ปัญหาเศรษฐกิจซบเซาได้ทำให้ผู้เขียนมองว่า การพิจารณาปัญหาเศรษฐกิจจำเป็นต้องแบ่งเป็น 2 ช่วงเวลาคือ ช่วงปกติและช่วงถดถอย ทั้งนี้เพราะมีแต่การพิจารณาตามแนวนี้เท่านั้นจึงจะทำให้นักเศรษฐศาสตร์สามารถอธิบายและแก้ปัญหาเศรษฐกิจมหภาคได้อย่างสมบูรณ์ 

              ในภาวะเศรษฐกิจซบเซาซึ่งผู้เขียนเรียกว่าช่วงหยินจะพบได้เฉพาะช่วงหลังฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์แตกเท่านั้นโดยเริ่มต้นหลังจากการที่รัฐเห็นว่าเศรษฐกิจร้อนแรงเกินไปจึงดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวดด้วยการเพิ่มอัตราดอกเบี้ยหรือเกิดขึ้นเมื่ออุปสงค์อิ่มตัวยังผลให้ฟองสบู่แตกตามมา  การที่ฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์แตกทำให้สินทรัพย์ด้อยค่าลง  บริษัทจำต้องเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์จากการพยายามสร้างกำไรสูงสุดเป็นลดหนี้ลงให้มากที่สุดเพื่อแก้ไขปัญหางบดุลติดลบ  เมื่อบริษัทเกือบทั้งระบบตั้งหน้าตั้งตาจ่ายคืนหนี้จึงทำให้ระบบเศรษฐกิจโดยรวมตกอยู่ในภาวะซบเซา  การที่ความต้องการกู้เงินลดลงทั้งระบบทำให้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายไร้ผล รัฐจึงจำเป็นต้องใช้นโยบายการคลังแบบขาดดุลเพื่อเพิ่มอุปสงค์รวม  เมื่อบริษัทยุติการจ่ายหนี้ใหม่ ๆ ผู้บริหารบริษัทต่างยังคงขยาดต่อการเป็นหนี้ อัตราดอกเบี้ยจึงไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้  แต่ในที่สุดความเกรงกลัวต่อการเป็นหนี้ย่อมหมดไปเมื่อเวลาผ่านไป หรือเมื่อคนรุ่นใหม่ที่ไม่เคยต้องจ่ายหนี้ยาวนานมาก่อนเข้ามาดำเนินกิจการแทนซึ่งถือเป็นจุดสิ้นสุดของรอบเศรษฐกิจซบเซาหรือช่วงหยินและเป็นจุดเริ่มต้นของรอบเศรษฐกิจแบบปกติซึ่งผู้เขียนเรียกว่าช่วงหยาง 

               ในรอบเศรษฐกิจปกติหรือช่วงหยางนั้น บริษัทส่วนใหญ่ย่อมดำเนินธุรกิจโดยมีเป้าหมายที่จะทำกำไรสูงสุด  ความต้องการเงินทุนมีมาก  การใช้นโยบายการเงินจึงเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพอีกครั้งหนึ่ง  การดำเนินนโยบายการคลังแบบขาดดุลจึงลดความสำคัญลง  เมื่อเศรษฐกิจแข็งแกร่ง ภาคธุรกิจย่อมมั่นใจในการกู้ยืมมากขึ้นจนกระทั่งเกิดความมั่นใจมากเกินไปนำมาซึ่งฟองสบู่อีกครั้ง 

              ผู้เขียนเห็นว่าการวิเคราะห์เศรษฐกิจตามช่วงเวลาหยินหยางนี้น่าจะเป็นจอกศักดิ์สิทธิ์ของเศรษฐศาสตร์มหภาคที่นักเศรษฐศาสตร์ตามหามาตั้งแต่ปี 2473 อันเป็นช่วงเวลาที่สหรัฐฯ เกิดเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ ทั้งนี้เพราะการวิเคราะห์เศรษฐกิจตามแนวนี้จะทำให้นักเศรษฐศาสตร์สามารถอธิบายและกำหนดนโยบายได้อย่างเหมาะสมทุกสถานการณ์เศรษฐกิจ เช่น ในช่วงเศรษฐกิจซบเซาหรือช่วงหยิน ภาคธุรกิจจะใช้กลยุทธ์เดียวกันหมดนั่นคือ หยุดกู้และจ่ายคืนหนี้  รัฐจึงเป็นเพียงภาคเดียวในระบบเศรษฐกิจที่สามารถใช้กลยุทธ์ที่แตกต่างจากภาคธุรกิจด้วยการดำเนินนโยบายการคลังแบบขาดดุลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ  ผู้ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาคคือ อดอลฟ์ ฮิตเลอร์  ในช่วงเวลาที่เขาเริ่มเข้ารับตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีของเยอรมนีนั้นเป็นช่วงเวลาที่เศรษฐกิจของเยอรมนีกำลังย่ำแย่  เขาจึงดำเนินนโยบายการคลังแบบขาดดุลจนทำให้อัตราว่างงานลดลงจาก 30% เหลือเพียง 2%  เศรษฐกิจของเยอรมนีจึงแข็งแกร่งกว่าประเทศอื่น ๆ ในยุโรปส่งผลให้สถานะของเขาเป็นดั่งพระเจ้าในสายตาของชาวเยอรมันอันเป็นที่มาของความเชื่อมั่นที่มากเกินไปของฮิตเลอร์ที่นำไปสู่สงครามโลกครั้งที่สอง

                 ข้อสังเกตที่ใช้เป็นหลักในการพิจารณาภาวะเศรษฐกิจคือ อัตราดอกเบี้ยร่วมกับผลตอบแทนจากพันธบัตรรัฐบาล  หากผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลต่ำในขณะที่ธนาคารมีความต้องการให้กู้สูง นั่นหมายความว่า ไม่มีภาคธุรกิจใดต้องการกู้เงินซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจอยู่ในภาวะงบดุลติดลบ  ความแตกต่างที่สำคัญที่สุดในการพิจารณาช่วงเศรษฐกิจรอบหยินและหยางก็คือ สุขภาพทางการเงินของภาคธุรกิจนั่นเอง

                ในปัจจุบันแม้ว่าญี่ปุ่นจะก้าวพ้นจากภาวะเศรษฐกิจซบเซาแล้วก็ตาม แต่พวกเขากลับต้องเผชิญหน้ากับปัญหาใหม่ ทั้งนี้เพราะตลอดเวลา 60 ปีที่ผ่านมา ญี่ปุ่นมีเป้าหมายเดียวคือต้องการตามทันประเทศตะวันตก  บริษัทญี่ปุ่นจึงใช้กลยุทธ์การจ้างงานแบบตลอดชีวิตและระบบอาวุโสเพื่อให้ทุกคนในองค์กรมีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน  แต่การที่สงครามเย็นสิ้นสุดลงร่วมกับการที่ญี่ปุ่นต้องเผชิญหน้ากับปัญหางบดุลติดลบยังผลให้จีนซึ่งเพิ่งก้าวเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโลกเพียงไม่กี่ปีสามารถที่จะก้าวทันและแข่งขันกับญี่ปุ่นได้ในเวลาอันรวดเร็ว  ญี่ปุ่นจึงพบว่าพวกเขาตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันกับสหรัฐฯ หลังปี 2513 นั่นคือ งานด้านอุตสาหกรรมถูกโยกย้ายไปที่จีน และญี่ปุ่นขาดดุลการค้ากับจีนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ นับจากปี 2537 เป็นต้นมา  ดังนั้นแม้ว่าญี่ปุ่นจะสามารถเอาชนะช่วงเวลาแห่งความยากลำบากของงบดุลติดลบได้ พวกเขากลับพบปัญหาใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิม นั่นคือ พวกเขาไม่สามารถได้รับรางวัลจากการทำงานหนักอีกต่อไปแล้ว  เมื่อคนกว่า 30% เห็นว่าตนเองมีชีวิตความเป็นอยู่ที่แย่ลงและไม่มีทางที่จะดีขึ้นได้  มันจึงเป็นไปได้ยากที่ระดับการบริโภคภายในจะเพิ่มขึ้น

                จริงอยู่กลุ่มคนที่อยู่ในเมืองหรือทำงานในบริษัทที่ใหญ่และมีการปฏิบัติการทั่วโลกยังคงได้รับผลดีจากภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว แต่ความสำเร็จของคนเหล่านี้กลับไม่สามารถส่งผลดีไปถึงบริษัทเล็ก ๆ ได้อีกต่อไป  ทั้งนี้เพราะผลประโยชน์ส่วนใหญ่ได้ถูกหมุนเวียนไปยังจีนและประเทศต่าง ๆ ที่กลายเป็นผู้ผลิตสินค้าพื้นฐานให้กับคนญี่ปุ่นเสียแล้ว  ชาวญี่ปุ่นในชนบทจึงตกอยู่ในภาวะสิ้นหวังมากขึ้น  นั่นหมายความว่า ไม่ว่าจะรัฐจะใช้นโยบายการเงินและการคลังอย่างไร ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันใหญ่เกินกว่าการแก้ปัญหาด้วยการปรับอัตราดอกเบี้ยเพียงเล็กน้อย  ผู้เขียนเห็นว่าวิธีการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดก็คือลงทุนด้านการศึกษาและสร้างความสามารถในการวิจัยและพัฒนาเพื่อธำรงไว้ซึ่งโอกาสในการเป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยีและสร้างความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศในระยะยาว

            นอกจากนี้ผู้เขียนยังพบว่าการที่ปัญหาเศรษฐกิจซบเซาของญี่ปุ่นยากที่จะแก้ไขส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่การค้า การเงินและการลงทุนของประเทศต่าง ๆ ในโลกได้ถูกรวบรวมเข้ากันเป็นหนึ่งเดียวกันจนทำให้แต่ละประเทศยากที่จะดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจได้  เช่น เมื่อภาคธุรกิจของญี่ปุ่นขาดความต้องการกู้เงิน ธนาคารกลางญี่ปุ่นจึงจำเป็นต้องลดดอกเบี้ยลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งเป็นศูนย์เพื่อกระตุ้นการกู้ยืมซึ่งเท่ากับว่าการกู้เงินเยนไม่มีต้นทุน  บริษัทต่าง ๆ ทั่วโลกจึงพากันมากู้ยืมเงินเยนจากญี่ปุ่นจากการที่ญี่ปุ่นเปิดเสรีทางการเงินแล้วเปลี่ยนเป็นเงินสกุลอื่นเพื่อใช้ซื้อสินค้าส่งผลให้เงินเยนหมุนเวียนในตลาดเงินเป็นจำนวนมาก  ในขณะเดียวกันอัตราดอกเบี้ยในตลาดยุโรปก็สูงกว่าญี่ปุ่นจึงทำให้นักลงทุนในญี่ปุ่นเห็นว่าการลงทุนในตลาดยุโรปให้ผลตอบแทนสูงกว่าตลาดญี่ปุ่น  บริษัทต่าง ๆ จึงพากันถอนทุนออกจากญี่ปุ่นและหันมาลงทุนในยุโรปเพิ่มขึ้นส่งผลให้การดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายของธนาคารกลางญี่ปุ่นโดยหวังผลที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจภายในไร้ผล  ซ้ำร้ายนโยบายการเงินนี้ยังทำให้ค่าเงินเยนอ่อนลงด้วยจากการที่บริษัทต่าง ๆ พากันถอนทุนออกไป  การที่ค่าเงินเยนลดลงร่วมกับการขาดอุปสงค์ภายในส่งผลให้บริษัทญี่ปุ่นหันมาส่งออกมากขึ้นจึงทำให้ดุลการค้าของญี่ปุ่นเกินดุลเพิ่มมากขึ้นไปอีก นั่นหมายความว่า นโยบายดอกเบี้ยต่ำของธนาคารกลางญี่ปุ่นไม่เพียงทำให้ค่าเงินเยนลดลงแล้วยังเพิ่มการเกินดุลทางการค้าด้วย 

                ส่วนกรณีของยุโรป การที่อัตราดอกเบี้ยในยุโรปสูงกลับดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศมากขึ้น ยังผลให้ภาคเอกชนมั่นใจที่จะลงทุนเพิ่มขึ้นแม้ว่าธนาคารกลางยุโรปจะใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวดเพื่อลดความร้อนแรงก็ตาม  ผลที่ได้รับจึงไม่เป็นไปตามตำราเศรษฐศาสตร์  ซ้ำร้ายการเพิ่มขึ้นของค่าเงินยูโรทำให้ความสามารถในการแข่งขันกับญี่ปุ่นอ่อนด้อยลงส่งผลให้ยุโรปขาดดุลการค้ากับญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น  การที่ธนาคารกลางยุโรปเพิ่มอัตราดอกเบี้ยจึงไม่เพียงเป็นการทำร้ายโรงงานยุโรปที่ทำงานหนักเท่านั้น หากยังมิได้ส่งผลกระทบใด ๆ กับกลุ่มคนที่กู้เงินเยนมาแสวงหาผลประโยชน์ที่สูงกว่าในตลาดยุโรปอีกด้วย  จากตัวอย่างทั้งสองจะเห็นว่าในกระแสโลกาภิวัตน์นั้นธนาคารกลางของประเทศต่าง ๆ ยากที่จะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในบ้านของตัวเองได้ด้วยนโยบายเศรษฐกิจที่เคยเรียนรู้จากตำราเศรษฐศาสตร์

                 ในสภาวการณ์ที่โลกมีตลาดเงินเพียงตลาดเดียวจากการเปิดเสรีทางการเงินของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ผลตอบแทนของเงินทุนจึงควรมีค่าเดียว  เงินทุนจะหยุดเคลื่อนไหวเมื่อทุก ๆ ที่ในโลกให้ผลตอบแทนเท่ากันหมด  นั่นหมายความว่า การเปิดเสรีทางการเงินเป็นสิ่งที่ควรทำเฉพาะในกรณีที่โลกกำลังจะรวมตัวกันเป็นชาติเดียวเท่านั้น  จริงอยู่การเปิดเสรีทางการค้าทำให้ความเป็นอยู่ของผู้คนบนโลกดีขึ้นเป็นส่วนใหญ่ แต่การเปิดเสรีทางการเงินกลับให้ผลลัพธ์ที่ต่างออกไป ทั้งนี้เพราะมิใช่ปัจจัยการผลิตทุกชนิดจะสามารถเคลื่อนย้ายได้อย่างเสรีโดยเฉพาะอย่างยิ่งทุนมนุษย์  จวบจนถึงปัจจุบันจึงยังไม่มีประเทศใดประสบความสำเร็จอย่างแท้จริงจากการเปิดเสรีทางการเงิน  ตัวอย่างมีให้เห็นจากวิกฤตการณ์ทางการเงินที่เกิดขึ้นในเอเชียเมื่อปี 2540 ที่เริ่มต้น ณ ประเทศไทย  มันจึงเป็นหน้าที่ของผู้บริหารประเทศต่าง ๆ ที่จะต้องตรวจสอบว่ากฎหมายและกฎเกณฑ์ที่พวกเขามีอยู่รองรับการเปิดเสรีทางการเงินแล้วหรือยัง  การหมุนเวียนของเงินทุนไม่เพียงแต่ปริมาณและทิศทางเท่านั้นที่มีผลต่อระบบเศรษฐกิจ อัตราเร็วในการหมุนเวียนก็มีผลด้วยเช่นกัน  การเข้าออกของเงินทุนที่รวดเร็วเกินไปก็ส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจด้วย  ตัวอย่างที่เพิ่งเกิดขึ้นก็คือ เมื่อจีนและญี่ปุ่นซึ่งเป็นผู้ให้กู้รายใหญ่กับสหรัฐฯ ต่างพากันขายพันธบัตรรัฐบาลของสหรัฐฯ ออกมาพร้อม ๆ กันจากการที่ค่าเงินดอลลาร์ลดต่ำลงมาก  ธนาคารกลางสหรัฐฯ จึงต้องเพิ่มอัตราดอกเบี้ยขึ้นอย่างรวดเร็วถึง 1.5% จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤตการณ์สินทรัพย์ด้อยคุณภาพในเวลาต่อมา

                หลังฟองสบู่เทคโนโลยีของสหรัฐฯ แตกในปี 2543 อลัน กรีนสแปนประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ในช่วงเวลานั้นดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายด้วยการลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจส่งผลให้เกิดฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ตามมา ทั้งนี้เพราะเขาต้องการให้บริษัทที่ได้รับผลกระทบการแตกของฟองสบู่เทคโนโลยีมีเวลามากพอที่จะแก้ไขปัญหางบดุลติดลบ  เขาหวังว่าเมื่อบริษัทเหล่านี้สามารถแก้ไขปัญหาหนี้สินของตนได้จะหันกลับมากู้ยืมเงินใหม่ซึ่งจะทำให้อัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นเอง  เมื่อสิ้นปี 2546 บริษัทที่ได้รับความเสียหายจากฟองสบู่เทคโนโลยีแตกก็สามารถแก้ไขปัญหาของตนเองจนหมดสิ้น  ธนาคารกลางสหรัฐฯ จึงสามารถขึ้นอัตราดอกเบี้ยถึง 7 ครั้งจนถึง 5.25%  แต่เศรษฐกิจของสหรัฐฯ กลับต้องเผชิญกับปัญหาเช่นที่เกิดขึ้นกับญี่ปุ่น นั่นคือ บริษัทส่วนใหญ่ที่มีฐานะการเงินที่มั่นคงยังคงปฏิเสธที่จะกู้เงินเพราะยังตกอยู่ในภาวะขยาดการเป็นหนี้ส่งผลให้ผลตอบแทนระยะยาวของพันธบัตรยังคงต่ำอยู่ แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นจะสูงถึง 5.25% แล้วก็ตาม มันจึงทำให้ฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์สามารถดำเนินต่อมาได้อีกถึงสองปี

                เมื่อบริษัทต่าง ๆ พากันขยาดที่จะกู้เงิน ผู้บริหารกองทุนจึงจำเป็นต้องปล่อยกู้ให้กับลูกค้าที่มีคุณภาพรอง ๆ ลงไปหรือลูกค้าที่มีสินทรัพย์ด้อยคุณภาพด้วยความหวังว่าผลตอบแทนที่พวกเขาได้รับซึ่งมากกว่าปกติจะสามารถทดแทนความเสี่ยงที่เพิ่มสูงขึ้นได้  ยิ่งไปกว่านั้นการที่กองทุนเหล่านี้มีเงินมากเกินไปจึงจำเป็นที่จะต้องปล่อยกู้มากขึ้นและเร็วขึ้น  เมื่อการกู้ทำได้ง่าย เศรษฐกิจจึงร้อนแรงกดดันให้ผลตอบแทนจากอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้นตามไปด้วย  ราคาอสังหาริมทรัพย์จึงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว  เมื่อราคาอสังหาริมทรัพย์ขึ้นถึงจุดสูงสุดและเริ่มลดลงในฤดูใบไม้ผลิปี 2549 กลุ่มผู้กู้ซึ่งถือสินทรัพย์ด้อยคุณภาพจึงเริ่มเกิดปัญหา ทั้งนี้เพราะพวกเขามีสมมติฐานเดียวว่าราคาอสังหาริมทรัพย์จะต้องเพิ่มขึ้นเท่านั้น  เมื่อราคาสินทรัพย์กลับลดลง ประกอบกับคนกลุ่มนี้กู้เงินมาซื้อสินทรัพย์ในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยค่อนข้างสูง พวกเขาจึงไม่สามารถจะชำระหนี้ได้เมื่ออัตราดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้นไปอีกยังผลให้เกิดวิกฤตการณ์หนี้ด้อยคุณภาพตามมา

                แม้ว่าการกู้ในกลุ่มสินทรัพย์ด้อยมูลค่าเหล่านี้จะเป็นเพียงแค่ 1 ล้านล้านดอลลาร์ แต่จำนวนเครื่องมือทางการเงินที่รวมสินทรัพย์เหล่านี้อยู่ด้วยมีปริมาณหลายล้านล้านดอลลาร์  ปริมาณการผิดนัดชำระหนี้ทั้งระบบจึงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว  ซ้ำร้ายเครื่องมือทางการเงินเหล่านี้ยังถูกประกอบขึ้นจากสินทรัพย์ที่มาจากหลายแหล่งและถูกขายไปทั่วโลกจึงทำให้นักลงทุนไม่สามารถเข้าใจความเสี่ยงของการถือหลักทรัพย์เหล่านี้ได้  พวกเขาจึงเริ่มลดระดับความน่าเชื่อถือของสินทรัพย์ลงส่งผลให้ตลาดล้มครืนลงในเวลาอันรวดเร็ว  เนื่องจากธนาคารใหญ่หลายแห่งก็ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการที่ภาคครัวเรือนผิดนัดชำระหนี้เช่นกันซึ่งกดดันให้ธนาคารต้องเพิ่มสัดส่วนเงินทุนของตนเองเพื่อคงสัดส่วนเงินสำรองให้ได้ตามมาตรฐาน พวกเขาจึงไม่สามารถปล่อยกู้เพิ่มจึงเท่ากับเป็นแรงกดดันให้ราคาอสังหาริมทรัพย์ลดลงมากยิ่งขึ้นไปอีก  ส่วนสถาบันการเงินที่เป็นเจ้าของเครื่องมือทางการเงินที่มีสินทรัพย์ด้อยมูลค่าประกอบอยู่ด้วยก็ได้รับความเสียหายร้ายแรงจากการผิดนัดชำระหนี้หรือสินทรัพย์เหล่านี้มีมูลค่าลดลงยังผลให้สถาบันการเงินขาดความสามารถในการปล่อยกู้ตามไปด้วย  วิกฤตการเงินที่เกิดขึ้นจึงลุกลามไปทั่ว

                วิธีการที่รัฐใช้ในการแก้ปัญหาก็คืออัดฉีดสภาพคล่องเข้าไปในระบบ และดำเนินนโยบายขาดดุลงบประมาณด้วยการกู้ยืมเงินภาคครัวเรือนและธุรกิจ  ในปัจจุบันสหรัฐฯ จึงกำลังอยู่ในช่วงเข้าด้ายเข้าเข็ม ทั้งนี้เพราะปัญหางบดุลติดลบของธนาคารและบริษัทต่าง ๆ ลุกลามไปทั่วและรุนแรง  แต่รัฐบาลสหรัฐฯ กลับไม่สามารถเข้าช่วยเหลือธนาคารและสถาบันการเงินเหล่านี้อย่างเต็มที่ ทั้งนี้เพราะประชาชนส่วนใหญ่ยังคงเห็นว่าปัญหาของธนาคารและสถาบันการเงินเป็นผลจากความโลภ โง่และใช้จ่ายเกินตัวของพวกเขาเอง  รัฐบาลสหรัฐฯ จึงต้องรอคอยจนกว่าประชาชนส่วนใหญ่ยอมรับว่าการแก้ปัญหาโดยอาศัยเงินของรัฐเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อีกต่อไป หรือจนกว่าธนาคารและสถาบันการเงินต้องจ่ายดอกเบี้ยจำนวนมากให้กับกองทุนต่างประเทศซึ่งเท่ากับเป็นการทำลายความมั่งคั่งของสหรัฐฯ มากจนเกินไป  เมื่อเวลานั้นมาถึงประชาชนน่าจะยอมรับการขาดดุลงบประมาณเพิ่มขึ้นได้   ช่วงเวลานี้ของสหรัฐฯ จึงเป็นเช่นเดียวกันกับช่วงเวลาที่ญี่ปุ่นเคยเผชิญมา ณ ปี 2533  ช่วงเวลานั้นสหรัฐฯ วิพากษ์ว่าญี่ปุ่นใช้นโยบายที่ระมัดระวังมากเกินไป ควรปล่อยให้ราคาสินทรัพย์ตกลงโดยไม่ต้องพยุง  แต่สหรัฐฯ  ณ วันนี้ก็ตอบสนองต่อปัญหาเช่นเดียวกับที่ญี่ปุ่นเคยทำมาก่อน

                โดยทั่วไปวิกฤตที่เกิดขึ้นกับธนาคารมักเกี่ยวเนื่องกับหนี้ด้อยคุณภาพ การที่ธนาคารพยายามขายสินทรัพย์ที่เกิดจากหนี้ด้อยคุณภาพในช่วงที่ตลาดขาดกำลังซื้อมักกดดันให้มูลค่าสินทรัพย์ลดน้อยถอยลงไปอีกและยังทำให้เศรษฐกิจทรุดตัวลงด้วย  ในสถานการณ์เช่นนี้รัฐอาจจำเป็นต้องยื่นมือเข้ามาซื้อหนี้หรืออัดฉีดสภาพคล่องเข้าไปในธนาคารหรือเป็นผู้ซื้อธนาคารเสียเองในกรณีที่ธนาคารเป็นผู้ขาดสภาพคล่อง   ในปัจจุบันการแก้ปัญหาเศรษฐกิจยากเย็นกว่าช่วงปี 2543 นัก ทั้งนี้เพราะเบน เบอร์นันเกประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ไม่สามารถที่จะดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายได้มากเหมือนอย่างสมัยของกรีนสแปนเพราะเขาไม่มีตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยให้กระตุ้นอีกต่อไปแล้ว  เบอร์นันเกจึงตกอยู่ในภาวการณ์เช่นเดียวกันกับประธานธนาคารกลางญี่ปุ่นในช่วงปี 2533  หนทางเดียวที่เขาคาดว่าจะทำได้คือกระตุ้นให้รัฐบาลสหรัฐฯ ดำเนินนโยบายการคลังแบบขาดดุลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ  อย่างไรก็ดีการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐมักจะอ่อนด้อยกว่าการลงทุนที่แท้จริงจากภาคธุรกิจเสมอ

                ข้อคิดเห็น – การคาดการณ์ของเมอร์ริล ลินซ์พบว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะหดตัวลง 2.5% ในไตรมาส 4 ของปีนี้ และหดตัวลงอีก 2.3% ในไตรมาส 1 ของปีหน้า  นั่นหมายความว่า เศรษฐกิจของสหรัฐฯ จะเข้าสู่ภาวะถดถอยอย่างแท้จริงตามนิยามของตำราเศรษฐศาสตร์แล้ว  การเปิดเสรีทางการเงินของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกในปัจจุบันทำให้ปัญหาหนี้ด้อยคุณภาพของสหรัฐฯ ลุกลามไปทั่วโลกได้อย่างรวดเร็ว  โลกจึงอาจต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในปี 2372 หากสหรัฐฯ ไม่สามารถดำเนินนโยบายได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที  ประสบการณ์เศรษฐกิจซบเซายาวนานของญี่ปุ่นจึงน่าที่จะเป็นบทเรียนให้กับผู้กำหนดนโยบายได้ว่า สิ่งที่สหรัฐฯ ควรทำก็คือการใช้นโยบายการคลังแบบขาดดุล  แต่ปัญหาก็คือ สหรัฐฯ ขาดดุลงบประมาณสูงอยู่แล้วก่อนวิกฤตเศรษฐกิจ  อย่างไรก็ดีสหรัฐฯ คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องดำเนินนโยบายขาดดุลงบประมาณต่อไปอีกระยะหนึ่ง  มิเช่นนั้นแล้ว ไม่เพียงปัญหาที่เกิดขึ้นในบ้านเขาจะลุกลามไปทั่วแล้ว ความมั่งคั่งของพวกเขาอาจลดลงด้วย ตัวอย่างมีให้เห็นแล้วจากญี่ปุ่น

Rating: 5 stars

Tags: , , , , , , , ,

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • Twitter
  • RSS

Comments are closed.

+(reset)-

Ratings Plugin created by Cheap Web Hosting - Powered by Attache Case and VLC Player Download.