You are here: Home > Econ & Business > Euro Crash : The Exit Route from Monetary failure in Europe ความผิดพลาดและทางออกของเงินยูโร

Euro Crash : The Exit Route from Monetary failure in Europe ความผิดพลาดและทางออกของเงินยูโร

โดย พญ.นภาพร ลิมป์ปิยากร

                ย้อนไปในอดีต ณ สถานที่ฝังศพของทหารผ่านศึกในสงครามโลกครั้งที่หนึ่งภาพการจับมือระหว่างประธานาธิบดี Francois Mitterrand แห่งฝรั่งเศสและนายกรัฐมนตรี Helmut Kohl แห่งเยอรมันนั้นปลุกเร้าให้หวนรำลึกถึงความเศร้าเสียใจอย่างสุดซึ้ง  แต่หากผู้นำทั้งสองต้องการให้สงครามระหว่างเยอรมันและฝรั่งเศสสิ้นสุดลงอย่างถาวรจริง ๆ  พวกเขาควรที่จะกำหนดให้จำนวนสมาชิกในคณะกรรมการธนาคารกลางยุโรประหว่างฝรั่งเศสและเยอรมันมีเท่า ๆ กันตั้งแต่แรกเพื่อให้การบริหารงานเป็นไปตามหลักการทางการเงินที่ถูกต้อง  แทนที่จะเป็นเช่นนั้น ตลอดระยะเวลายี่สิบปีนับจากปี 1973 ถึง 1998 ผู้นำฝรั่งเศสทุกคนพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะเพิ่มขั้วมหาอำนาจเพื่อแข่งขันกับสหรัฐฯ พร้อมไปกับหยุดยั้งความยิ่งใหญ่ทางด้านเศรษฐกิจของเยอรมัน  Mitterrand ฉวยโอกาสเมื่อกำแพงเบอร์ลินพังทลายลงในเดือนพฤศจิกายน 1989 ต่อรองกับ Kohl เพื่อให้เกิดการใช้เงินสกุลเดียว แลกกับการสนับสนุนการรวมชาติของเยอรมันได้กลายเป็นที่มาของวิกฤตเศรษฐกิจยุโรปในทุกวันนี้ 

  Euro Crash : The Exit Route from Monetary failure in Europe หนังสือขนาด 224 หน้าตีพิมพ์ในเดือนมีนาคม 2012 ของ Brendan Brown นักเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศผู้เขียน Bubbles in Credit and Currency จะแสดงให้เห็นว่า การดำเนินการของสหภาพยุโรปอย่างไรจึงก่อให้เกิดความเสียหายมากมายต่อเศรษฐกิจโลก และความบกพร่องของโครงสร้างของการรวมตัวกันเป็นสหภาพยุโรป ร่วมกับนโยบายที่ผิดพลาดนี่เองที่ทำให้ผลที่ร้ายที่เกิดขึ้นเลวร้ายกว่าที่ควรจะเป็นด้วย  

การหาสาเหตุของการแตกแยกทางด้านเศรษฐกิจและการเงินของสหภาพยุโรปก็เหมือนกับการพยายามหาคนกล่าวโทษที่ก่อให้เกิดสงคราม แต่ก็จำเป็นต้องทำป้องกันมิให้ปัญหาเกิดขึ้นอีกในระยะยาว  ข้อกล่าวหาโดยสรุปก็คือ การเริ่มต้นของการรวมตัวกันทางการเงินตั้งแต่ปี 1998 โดยเฉพาะเรื่องโครงสร้างเป็นกุญแจสำคัญที่เป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาทางการเงินที่เกิดขึ้นกับยุโรปในปัจจุบัน ทั้ง ๆ ที่ควรหลีกเลี่ยงได้  1. การใช้เครื่องมือที่ผิดพลาดของธนาคารกลางยุโรป พวกเขาไม่ทราบว่าควรใช้อะไรกำกับปริมาณเงิน ไม่สามารถทราบปริมาณที่แท้จริงของอุปสงค์ของเงินสกุลใหม่ อีกทั้งยังไม่ทราบถึงความสามารถในการเคลื่อนตัวของเงินสกุลใหม่ด้วย  2. ข้อบกพร่องของโครงสร้างในการรวมตัวกันทางการเงิน และการขาดอำนาจเบ็ดเสร็จ  ในสนธิสัญญาควรกำหนดทั้งเป้าหมายในเรื่องเสถียรภาพทางการเงินและเป้าหมายของเสถียรภาพของระดับราคาในระยะยาวไว้ด้วย  ความไม่ลงรอยกันระหว่างเสถียรภาพทางการเงินและเสถียรภาพของระดับราคาในระยะยาวมักมีส่วนสำคัญที่เป็นต้นเหตุของความผันผวนของเศรษฐกิจปัจจุบันเสมอ  การที่ธนาคารกลางยุโรปพยายามที่จะป้องกันไม่ให้ระดับราคาลดลงอาจเป็นการส่งเสริมให้เกิดฟองสบู่ขึ้นจนก่อให้เกิดการขาดสมดุลอย่างรุนแรงในระบบการเงิน

3. การขาดความพยายามที่จะสร้างกลไกอัตโนมัติในการควบคุมเงิน  ในปัจจุบันยังไม่เคยมีใครสามารถทราบได้ว่า การขาดเสถียรภาพทางการเงินควรเป็นเท่าใดเพื่อให้เกิดเสถียรภาพของระดับราคาในระยะยาว  ดังนั้นกลไกการควบคุมเงินโดยอัตโนมัติจึงยังไม่มีในโลก  4.  ผลงานที่ย่ำแย่ของคณะกรรมการ Issing  การพยายามที่จะติดตามระดับราคาในระยะยาวในการประชุมแต่ละครั้งเพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงินในระยะยาวด้วยย่อมเป็นเรื่องยาก เนื่องจากไม่มีใครทราบปริมาณเงินที่ควรเป็นในระบบ  ตามหลักเศรษฐศาสตร์ของนักเศรษฐศาสตร์สายออสเตรียซึ่งประกอบด้วย Hayek และ Salerno นั้น ระดับราคาที่ก่อให้เกิดเสถียรภาพทางการเงินในระยะกลางจะต้องขึ้น ๆ ลง ๆ ซึ่งเท่ากับเป็นตัวสร้างเสถียรภาพอัตโนมัติอันจะกระตุ้นให้เกิดการบริโภคและการลงทุนในระดับที่เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจ  ผู้กำหนดนโยบายจะต้องเป็นผู้กำกับควบคุมปริมาณเงินตลอดเวลาเพื่อให้อัตราดอกเบี้ยเป็นไปตามธรรมชาติอย่างที่ควรจะเป็นคือไม่ต่ำหรือสูงเกินไป

 5. โครงสร้างของธนาคารกลางเป็นตัวทำลายบทบาทของนโยบายการเงิน  แท้ที่จริงแล้วผู้ที่ควรจะทำหน้าที่กำหนดอัตราดอกเบี้ยก็คือ ตลาด  โดยทั่วไปในระยะสั้นอัตราดอกเบี้ยมักผันผวน อัตราดอกเบี้ยระยะกลางและยาวจะเป็นข้อมูลสำคัญที่กำหนดการใช้จ่ายของภาคธุรกิจและครัวเรือน  ผู้กำหนดนโยบายที่ปฏิเสธความผันผวนทางการเงินในระยะสั้นโดยไม่ยอมให้มีเงินเฟ้อเลยย่อมทำให้เป้าหมายของเสถียรภาพของระดับราคาในระยะยาวเกิดขึ้นไม่ได้  ยิ่งเมื่อดัชนีผู้บริโภคของสหภาพยุโรปไม่รวมราคาบ้านและค่าเช่า มันจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะสะท้อนเศรษฐกิจที่แท้จริง  ซ้ำยังทำให้ผู้กำหนดนโยบายไม่สามารถทราบถึงความร้อนแรงของราคาอสังหาริมทรัพย์ตามไปด้วย

6. จินตนาการของการเป็นเสาหลักทางการเงิน  ธนาคารกลางยุโรปกำหนดให้ระดับราคาเป้าหมายที่ขึ้นลงในสหภาพยุโรปติดตามจากดัชนีผู้บริโภคโดยให้ไม่เกิน 2% แต่พวกเขาไม่ได้กำหนดว่าหากต่ำกว่า 2% จะทำอย่างไร  การที่ธนาคารกลางยุโรปกำหนดโครงสร้างของระบบเตือนภัยโดยติดตามเฉพาะปริมาณเงินจึงเป็นอันตรายต่อเสถียรภาพทางการเงินในระยะยาวโดยเฉพาะอย่างยิ่งความร้อนแรงของการปล่อยสินเชื่อ  การตัดสินใจใช้กรอบทางด้านเศรษฐกิจที่ผิดพลาดนี่เองที่เป็นตัวทำให้เสถียรภาพทางด้านการเงินสั่นคลอน การขาดสมดุลทางการเงินอย่างรุนแรงซึ่งทำลายเศรษฐกิจที่แท้จริงในเวลาต่อมาก็เป็นผลมาจากความเคร่งครัดในการรักษาระดับราคามากจนเกินไป  ไม่มีผู้กำหนดนโยบายในธนาคารกลางยุโรปคนใดตระหนักเลยว่าการขาดเสถียรภาพทางการเงินจะไม่มีอาการใด ๆ ในระดับราคาของสินค้าและบริการซึ่งหมายถึงไม่มีระดับเงินเฟ้อเกินเป้าหมาย  แต่มันกลับเกิดเงินเฟ้อในสินทรัพย์ และตลาดเงินเชื่อ  อาการของการไม่สามารถรับรู้ได้นี้ก็เป็นอาการของภาวะเงินเฟ้อของสินทรัพย์ที่เกิดขึ้นทั่วโลกเช่นกัน  การขาดความสามารถในการรับรู้นี่เองที่เป็นต้นเหตุให้ธนาคารกลางยุโรปกลายเป็นตัวจักรสำคัญของการก่อให้เกิดการขาดเสถียรภาพทางการเงินไปทั่วโลก

7. การขาดผู้กำบังจากกลุ่มโลกตะวันตกเมื่อเกิดการขาดเสถียรภาพทางการเงิน  Milton Friedman เคยเตือนไว้นานแล้วว่าการกำหนดนโยบายทางการเงินโดยกำหนดผลทางด้านระดับราคาเกินกว่าสองปีจะทำให้ความน่าเชื่อถือของธนาคารกลางลดลง  พวกเขาควรควบคุมปริมาณเงินซึ่งสามารถควบคุมได้ 100% มากกว่า 

8. กรอบการเงินที่ผิดส่งผลให้เกิดความผิดพลาดด้านนโยบายที่สำคัญ เช่น การวัดอัตราเงินเฟ้อจากดัชนีราคาผู้บริโภคที่เกิน 2% ในระยะกลางหรือสองปี ทั้ง ๆ ที่ธนาคารกลางควรทราบดีอยู่แล้วว่าโดยทั่วไประดับราคามีความผันผวนมากในระยะกลางและสั้น และการขาดเสถียรภาพทางการเงินจะมาจากความร้อนแรงของระดับราคาในสินทรัพย์ก่อนที่อัตราเงินเฟ้อจะไปปรากฏในสินค้าและบริการ

9 ความผิดพลาดทางการเงินในปี 1998-9 อันเป็นช่วงแรกของการตั้งธนาคารกลางยุโรปนั้น อัตราเงินเฟ้อเพียงแค่ 1% แต่เพื่อให้อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ระดับ 2% ในขณะที่สินค้าราคาถูกจากจีนและยุโรปตะวันออกกำลังทะลักเข้าสู่ตลาดโลก ร่วมกับความสามารถในการผลิตที่เพิ่มขึ้นจากเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้นทำให้ธนาคารกลางยุโรปจำเป็นต้องใช้นโยบายทางการเงินแบบผ่อนคลาย  แต่ในช่วงปี 1999 นั้นอัตราเงินเฟ้อของยุโรปเกือบเข้าสู่ภาวะศูนย์แล้วจึงทำให้การใช้เครื่องมือทางการเงินโดยการกำหนดอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นไปไม่ได้  พวกเขาจึงควรที่จะกำหนด 1. อัตราเงินเฟ้อใหม่ เช่น 3-4% แต่พวกเขาก็ไม่ทำ  2. ยอมให้อัตราดอกเบี้ยที่ปราศจากความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะต่ำกว่าศูนย์ทั้งในระดับตัวเลขและแท้จริง  3. หนีจากภาวะเงินฝืดด้วยการเพิ่มระดับราคาด้วยการกระตุ้นเศรษฐกิจ

10. การขาดความกล้าหาญ  แท้ที่จริงแล้ว ธนาคารกลางยุโรปขาดความกล้าหาญในการดำเนินนโยบายเพื่อแก้ปัญหาภาวะเศรษฐกิจถดถอย  พวกเขาเพียงแค่ยกระดับเงินเฟ้อจาก 1% เป็น 2% เท่านั้น  11. นโยบายที่ผิดพลาดอย่างร้ายแรงเป็นตัวก่อให้เกิดวิกฤต  ระหว่างปี 1999-2000  การที่ธนาคารกลางยุโรปพยายามที่จะเพิ่มอัตราเงินเฟ้อให้เท่ากับ 2% ทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นเกินระดับที่ต้องการที่ 2% ส่งผลให้เศรษฐกิจไม่สามารถฟื้นตัวได้  หลังจากนั้นการพยายามคงไว้ซึ่งเงินเฟ้อที่ 2% โดยไม่ปรับเลยของธนาคารกลางยุโรปยังสร้างปัญหาให้กับสหภาพยุโรปต่อเนื่องอีกหลายปีจนทำให้เศรษฐกิจของบางประเทศเข้าสู่ภาวะฟองสบู่ 12. ธนาคารกลางยุโรปดำเนินนโยบายเพื่อเยอรมันมิใช่เพื่อทุกชาติในสหภาพยุโรป

13. เงินออมที่มากมายของเยอรมันกลายเป็นผู้แบกภาระของตลาดเงินกู้ในสหภาพยุโรป  นโยบายหนึ่งเดียวที่ใช้กับทุกประเทศนั้นทำให้ระดับราคาเพิ่มขึ้นเฉพาะในประเทศที่การก่อสร้างเป็นไปอย่างต่อเนื่องและร้อนแรง  แท้ที่จริงแล้ว การรวมกันทางการเงินได้ถูกกำหนดให้เกิดความแตกต่างทางด้านเศรษฐกิจของประเทศที่มีเงินออมและขาดดุลเพิ่มขึ้นได้อยู่แล้ว ทั้งนี้เพราะการรวมตัวกันทางการเงินทำให้ปลอดจากความเสี่ยงในเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนซึ่งเท่ากับเป็นการนำสิ่งขวางกั้นของการเคลื่อนย้ายเงินทุนออกไปอันจะทำให้การจัดสรรทรัพยากรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น  เงินทุนย่อมหลั่งไหลไปยังโอกาสของการลงทุนอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้  เงินออมของชาวเยอรมันจึงถูกส่งไปยังประเทศที่ขาดดุลซึ่งย่อมต้องก่อให้เกิดปัญหาทางด้านสินเชื่อในเวลาต่อมาอย่างไม่ต้องสงสัย

14. เป็นที่น่าแปลกใจยิ่งที่ผู้กำหนดนโยบายไม่สามารถทราบว่า นโยบายการเงินขาดเสถียรภาพแล้ว แม้ว่าความร้อนแรงของการปล่อยสินเชื่อจะเกินควบคุมแล้วก็ตาม  ธนาคารกลางยุโรปควรเตือนธนาคารชาติต่าง ๆ ในยุโรปให้เพิ่มอุปสงค์ของกำไรขั้นต้นในการปล่อยสินเชื่อให้กับอสังหาริมทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงมานานแล้ว แต่พวกเขาก็ไม่ทำอะไร 15. ธนาคารกลางยุโรปยังกระตุ้นให้เกิดความกระฉับกระเฉงอย่างไม่สมเหตุผล (Irrational Exuberance) ในระบบธนาคารด้วย  16.  ลัทธิชาตินิยมในสหภาพยุโรปและการเรืองอำนาจของฝรั่งเศส  ประธานาธิบดี Jacques Chirac แห่งฝรั่งเศสตั้งความหวังไว้ว่า หลังจากที่ Jean Claude Trichet ได้เป็นประธานธนาคารกลางยุโรป เขาจะสามารถกำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจที่ลดทอนความยิ่งใหญ่ของสหรัฐฯ และเยอรมันได้ อีกทั้งยังจะสามารถบีบบังคับให้จีนลอยตัวค่าเงินหยวนได้ผ่านการผลักดันของ Trichet ด้วย

17. ธนาคารกลางยุโรปต้องเข้าร่วมชะตากรรมเดียวกันกับสหรัฐฯ จากความกดดันจากเอเชีย  แม้ว่าการลดความยิ่งใหญ่ของสกุลเงินดอลลาร์จะสร้างผลดีต่อเงินสกุลยูโรบ้างก็ตาม  18. การลดค่าเงินของดอลลาร์ทำให้ธนาคารกลางยุโรปดำเนินนโยบายที่ผิดพลาดยิ่งไปกว่าเดิม นักลงทุนยุโรปหลงเข้าไปลงทุนในสินทรัพย์ที่เป็นพิษทั้งหลายในสหรัฐฯ เป็นครั้งแรกหลังคริสต์ศตวรรษที่ 19  พวกเขาอาศัยการปล่อยสินเชื่อให้กับตัวเองผ่านทางเงินกู้ข้ามคืนและเงินกู้ระยะสั้นจากสหรัฐฯ  19. ธนาคารกลางยุโรปยังประเมินสถานการณ์ในยุโรปผิดพลาดเมื่อภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ ถดถอย  พวกเขาเชื่อว่าพวกเขาจะไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ เลย ทั้ง ๆ ที่สถาบันการเงินเกือบทุกแห่งถือสินทรัพย์เป็นพิษของสหรัฐฯ ไว้เต็มไปหมด ซ้ำร้ายผู้กำหนดนโยบายยังดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวดจากความเชื่อที่ว่าพวกเขาเสี่ยงต่ออัตราเงินเฟ้อเพราะสินค้าอุปโภคโดยเฉพาะน้ำมันมีราคาสูงขึ้น  พวกเขาไม่ได้สังเกตเลยว่าผลตอบแทนของพันธบัตร 1 ปีของเยอรมันเพิ่มสูงขึ้นซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ามีการขาดเสถียรภาพในสินทรัพย์ที่ไม่มีความเสี่ยงแล้ว

20. นโยบายของธนาคารกลางยุโรปยังคงไม่เปลี่ยนแปลง เมื่อธนาคารขนาดใหญ่ในยุโรปไม่สามารถที่จะกู้เงินใหม่เพื่อไปใช้หนี้เดิมได้ เนื่องจากตลาดไม่สามารถประเมินค่าสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงโดยเฉพาะสินทรัพย์พิษของสถาบันการเงินในสหรัฐฯ ได้  ในวันที่ 9 สิงหาคม 2007 ธนาคารกลางยุโรปจึงต้องร่วมกับธนาคารกลางเยอรมันตั้งกองทุนที่มีขนาดไม่จำกัดเพื่อปล่อยสินเชื่อให้กับธนาคารที่ประสบปัญหาเหล่านี้จากการตีความผิดว่าปัญหาเกิดจากการขาดสภาพคล่องธรรมดา มิใช่ปัญหาการล้มละลายของธนาคารที่ถือสินทรัพย์พิษและลงทุนผิดพลาด  ในที่สุดธนาคารกลางยุโรปก็พบว่าพวกเขากลายเป็นตัวกลางผู้โยกเงินจากประเทศมั่งคั่งไปยังธนาคารของประเทศที่ประสบปัญหา และกำลังปฏิบัติผิดสนธิสัญญา Maastricht

21. หลักการแบ่งแยกที่ผิดปกติ  ธนาคารกลางยุโรปจะกำหนดเฉพาะนโยบายดอกเบี้ยข้ามคืนแทนที่จะกำหนดนโยบายเป็นช่วงเพื่อใช้กับสถาบันที่มีความเสี่ยงแตกต่างกัน  ซ้ำร้ายในเดือนกันยายนปี 2008 ธนาคารกลางยุโรปยังปิดช่วงแคบระหว่างอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและส่วนต่างของการปล่อยกู้จนทำให้ธนาคารของประเทศมั่งคั่งหันมาฝากเงินกับธนาคารกลางยุโรปแทนการปล่อยกู้ให้กับลูกค้าที่มีความเสี่ยงทำให้ธนาคารกลางยุโรปกลายเป็นธนาคารเดียวที่ยอมปล่อยกู้ให้กับธนาคารที่มีความเสี่ยงสูง  นโยบายของพวกเขาทำให้สมดุลของอัตราดอกเบี้ยทั้งระบบขาดเสถียรภาพซึ่งเท่ากับเป็นการกระตุ้นให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจและเศรษฐกิจถดถอยยิ่งขึ้นไปอีก  22.  ขาดความน่าเชื่อถือ ความผิดปกติของโครงสร้างของการรวมตัวทางการเงินเป็นสหภาพยุโรปโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องความโปร่งใสและความสามารถในการอธิบายได้ซึ่งถูกกำหนดโดยสนธิสัญญา Maastricht นั้นทำให้การกำหนดนโยบายไม่ตอบสนองต่อความผันผวนของเศรษฐกิจอย่างที่ควรจะเป็น  23.  ธนาคารกลางยุโรปปราศจากอำนาจในการคัดเลือกสมาชิกสหภาพยุโรป

แม้ว่า Jean Claude Trichet ประธานธนาคารกลางยุโรป จะโอ้อวดไว้ว่า ธนาคารกลางยุโรปใช้นโยบายที่ถูกต้องในการแก้ไขปัญหาและทำให้โลกสามารถที่จะต่อสู้กับความผันผวนทางเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี แต่ในความเป็นจริงแล้ว การรวมตัวกันทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นเพียงหนึ่งทศวรรษนี้แสดงให้เห็นว่าพวกเขาทั้งหมดเกือบจมน้ำตายแล้ว  แทนที่เศรษฐกิจของพวกเขาจะควบรวมกันมากขึ้น ทิศทางกลับเป็นตรงข้าม การที่เงินทุนส่วนใหญ่หนีหายไปจากตลาดพันธบัตรและธนาคารของประเทศที่มีเศรษฐกิจอ่อนแอก็สะท้อนให้เห็นถึงการแยกตัวของโครงสร้างทางเศรษฐกิจของสหภาพยุโรปอยู่แล้ว  ยิ่ง Otmar Issing หนึ่งในผู้ก่อตั้งระบบการเงินยุโรปโอ่ว่าโครงการสหภาพยุโรปนี้ประสบความสำเร็จอย่างงดงามสังเกตได้จากอัตราเงินเฟ้อของยุโรปตลอด 10 ปีที่ผ่านมาเพียงแค่ 2.06% เทียบกับ 2.8% เมื่อเยอรมันยังคงใช้เงินสกุลมาร์กนั้นก็ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่า ผู้กำหนดนโยบายทั้งหลายเลือกใช้เป้าหมายที่ตัวเองต้องการเท่านั้นโดยมิได้มองภาพรวมระยะยาวใด ๆ

ในการพิจารณาถึงต้นกำเนิดของฟองสบู่ยูโรนั้น ต้องย้อนไปตั้งแต่ปี 1989 แม้ว่าในช่วงเวลานั้นอัตราเงินเฟ้อของสหภาพยุโรปจะเพียงแค่ 1% แต่ธนาคารกลางยุโรปยังคงเลือกนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายอยู่ดี  ทั้งนี้เพราะวิกฤตเศรษฐกิจเพิ่งเริ่มขึ้นในรัสเซียร่วมกับปัญหากองทุน LTCM ในสหรัฐฯ ทำให้ทั่วโลกเกิดวิกฤตขาดสภาพคล่องชั่วคราว ธนาคารกลางสหรัฐฯ จึงลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก  ธนาคารกลางยุโรปเกรงว่าจะเกิดปัญหาอัตราเงินเฟ้อจึงเริ่มลดค่าเงินเทียบกับดอลลาร์ลงจากยูโรละ 1.18 ดอลลาร์เหลือเพียงยูโรละ .80 ดอลลาร์ในเดือนตุลาคม 2000 เท่านั้น 

ความไม่สมดุลทางการเงินเริ่มปรากฏให้เห็นในยุโรปตั้งแต่ปี 2003 แล้ว สังเกตได้จากการเพิ่มขึ้นของเงินฝากทำให้เกิดธนาคารขนาดใหญ่ขึ้นมากมายในสหภาพยุโรป  ประธานธนาคารกลางยุโรปและนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ตีความว่าการเพิ่มขึ้นของปริมาณเงินมากมายเป็นผลมาจากการที่โครงการความร่วมมือของสหภาพยุโรปนี้ ทำให้ต้นทุนของการทำธุรกรรมถูกลงและทำให้ประสิทธิภาพของประเทศต่าง ๆ ทั้งยุโรปเพิ่มขึ้นจนเกิดการขยายตัวของตลาดและเศรษฐกิจมากมาย   สเปนและอิตาลีเป็นสองประเทศแรกที่ได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่จากการรวมตัวกันเป็นสหภาพยุโรป  ธนาคารของพวกเขาได้กำไรอย่างมากจากการเติบโตที่รวดเร็วในประเทศและจากการก่อหนี้ที่มีต้นทุนต่ำลง รวมทั้งจากความร้อนแรงของตลาด  การลดลงอย่างรวดเร็วของอัตราดอกเบี้ยทำให้การกู้ยืมเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล

แท้ที่จริงแล้วการควบรวมทางการเงินในสหภาพยุโรปอำพรางการเกิดฟองสบู่ทางด้านสินเชื่อ  การใช้เงินสกุลเดียวกันทำให้นักลงทุนมีพอร์ตการลงทุนที่กว้างขวางขึ้นในการออกพันธบัตรต่าง ๆ ด้วยต้นทุนทางการเงินที่ลดลง  ซ้ำร้ายธนาคารกลางยุโรปยังไม่สามารถที่จะเห็นการจัดอันดับที่ผิดปกติกับพันธบัตรจากสถาบันจัดอันดับต่าง ๆ ที่ออกมาเช่นเดียวกันกับนักลงทุน  ในช่วงเวลานั้นไม่มีรายงานใดที่แสดงให้เห็นว่ามีใครหรือสถาบันใดกังวลต่อปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นจากนโยบายที่ผิดพลาดเหล่านี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขยายการกู้ยืมเงินให้กับกลุ่มคนที่ไม่มีความมั่นคงทางการเงิน  ยิ่งกว่านั้นไม่มีใครในช่วงเวลานั้นคิดว่าเงินมากมายที่หลั่งไหลเข้าไปในสหรัฐฯ จะมาจากยุโรปโดยเฉพาะจากเงินนอกบัญชีที่ไม่ได้แสดงของธนาคารต่าง ๆ ในยุโรปด้วย 

นโยบายการเงินที่ผิดพลาดของทั้งสองฝั่งของแอตแลนติกที่ทำให้เกิดฟองสบู่ระหว่างปี 2003-7 จนกระทั่งเกิดการแตกของฟองสบู่ในปี 2007 นั้นยังไม่ใช่หายนะทั้งหมดที่เกิดขึ้น  ฟากยุโรปนั้น Jean Claude Trichet ประธานธนาคารกลางยุโรปผู้นำเอานโยบายยูโรชาตินิยมของประธานาธิบดี Nicholas Sarkozy แห่งฝรั่งเศสที่มีชื่อเล่นว่า NapoleanIII มาใช้นั้นได้เปลี่ยนโครงการการรวมตัวทางการเงินของสหภาพยุโรปเป็นที่โยกย้ายความมั่งคั่งผ่านธนาคารกลางยุโรปท่ามกลางการประท้วงอย่างหนักหน่วงของเยอรมันซึ่งเกือบทำให้เกิดการแตกหักระหว่างปารีสและเบอร์ลินหลายต่อหลายครั้ง  ส่วนฟากสหรัฐฯ Professor Ben Bernanke เป็นกุญแจสำคัญที่สุดในการใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย (Breathing in Inflation) แม้ว่าภาวะเศรษฐกิจจะเริ่มฟื้นตัวจากภาวะถดถอยแล้วก็ตาม  ธนาคารกลางของทั้งสองฝั่งแอตแลนติกยังคงพยายามที่จะลดอัตราเงินเฟ้อด้วยการแสร้งสร้างภาพความน่ากลัวของภาวะเงินฝืดในระดับสูงต่อไป   

ความชะงักงันของธุรกรรมระหว่างธนาคารเกิดขึ้นในวันที่ 9 สิงหาคม 2007 เมื่อ BNP Paribas ธนาคารที่ใหญ่ที่สุดของฝรั่งเศสประกาศห้ามถอนเงินจากธนาคารเพื่อการลงทุนทั้งสามแห่ง เนื่องจากพวกเขาไม่สามารถประเมินราคาสินทรัพย์ความเสี่ยงสูงที่ออกโดยธนาคารในสหรัฐฯ ที่พวกเขาถืออยู่มูลค่า 1.6 พันล้านได้  หลังจากที่มูลค่าของอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐฯ ขึ้นถึงจุดสูงสุดเมื่อปี 2006 แล้ว ราคาของสินทรัพย์ความเสี่ยงสูงเหล่านี้ก็เริ่มมีค่าลดลง  ธนาคารหลายแห่งก็พบว่าพวกเขาไม่สามารถที่จะจ่ายหนี้ได้ ตัวกระตุ้นนี้แสดงให้เห็นว่าธนาคารในยุโรปหลายแห่งถือครองกับสินทรัพย์ความเสี่ยงสูงนี้โดยไม่ได้เก็บไว้ในบัญชีที่ต้องแสดงมากมาย  ธนาคารกลางยุโรปจึงจำเป็นต้องปล่อยสินเชื่อแบบไม่จำกัดด้วยอัตราดอกเบี้ย 4%  ถ้าในขณะนั้นธนาคารกลางยุโรปเฉลียวใจสักนิด พวกเขาก็จะพบหลักฐานมากมายที่ยืนยันว่าวิกฤตนี้เป็นวิกฤตของการล้มละลายมิใช่วิกฤตของการขาดสภาพคล่อง เช่น อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลที่มีเศรษฐานะมั่นคงยังคงอยู่ในระดับต่ำ ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยระหว่างธนาคารที่ไม่มั่นคงกลับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ธนาคารที่ได้รับเงินคืนไม่ยอมปล่อยกู้อีกต่อไป  แทนที่ธนาคารกลางยุโรปจะวินิจฉัยถูกต้อง พวกเขากลับยิ่งจมอยู่ในกองหนี้ที่ตัวเองปล่อยให้กับธนาคารที่มีสินทรัพย์ความเสี่ยงสูงโดยไม่ได้มีการกดดันให้ธนาคารเหล่านี้เพิ่มเงินทุนเลย

 ยิ่งกว่านั้นพวกเขายังเพิ่มอัตราดอกเบี้ยด้วยความกลัวว่าอัตราเงินเฟ้อจะเพิ่มสูงขึ้นจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นอีกต่างหาก  เบื้องหลังของแนวคิดที่เกรงกลัวแต่กับเรื่องอัตราเงินเฟ้อนั้นมีรากฐานมาจากเยอรมัน ทั้งนี้เพราะเยอรมันกำลังชื่นมื่นกับธุรกิจที่กำลังเจริญเติบโตได้อย่างดีกับรัสเซีย และกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน ธนาคารกลางเยอรมันเองก็ไม่ใส่ใจกับตัวเลขทางสถิติใด ๆ ที่เตือนออกมาทั้งนั้น พวกเขาแย้งว่า ข้อมูลเศรษฐมิติ  (Econometrics) ไม่ได้ส่งสัญญาณใด ๆ ที่ผิดปกติ  นอกจากสัญญาเรื่องอัตราเงินเฟ้อที่อาจสูงขึ้น พวกเขาไม่ได้เฉลียวใจเลยว่า ปริมาณเงินที่เพิ่มเป็นการกู้ยืมระหว่างคนกลางโดยที่ธุรกิจไม่สามารถที่จะกู้ยืมได้  พวกเขากลับคิดว่าสัญญาณจากตัวเลขก็เป็นเพียงแค่ตัวเลขเท่านั้น

หลังการดำเนินนโยบายที่ผิดพลาดอย่างมหันต์เพียงแค่สัปดาห์เดียว เศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ ในสหภาพยุโรปก็เข้าสู่ภาวะถดถอยเช่นเดียวกันกับประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก  ระดับราคาในยุโรปก็เริ่มลดลงอย่างรวดเร็ว  แท้ที่จริงแล้วผลงานวิจัยที่ปรากฏในปี 2009 บ่งว่า สหภาพยุโรปเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยตั้งแต่มกราคม 2008 แล้ว นั่นหมายความว่าราคาน้ำมันที่สูงขึ้นเป็นสัญญาณที่บอกถึงความอ่อนล้าทางด้านเศรษฐกิจต่างหาก  การคำนวณอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ แตกต่างจากยุโรปตรงที่สหรัฐฯ ไม่คำนวณดัชนีราคาผู้บริโภคในหมวดอาหารและพลังงาน เพราะในระยะสั้นราคาสองหมวดนี้มีความผันผวนสูงและมีแนวโน้มที่จะปรับตัวสู่สมดุล  การคำนวณอัตราเงินเฟ้อจึงไม่ควรที่จะนำการเปลี่ยนแปลงในระยะสั้นมาเป็นส่วนหนึ่งในการคำนวณ  แต่ยุโรปไม่คำนวณราคาอสังหาริมทรัพย์และค่าเช่า

  ธนาคารกลางยุโรปจะทำให้บัญชีของตัวเองสมดุลได้อย่างไรเมื่อพวกเขาปล่อยกู้มากมายให้กับธนาคารที่มีสินทรัพย์เสี่ยงสูง  การซื้อหนี้เสียเป็นจำนวนมากนี้ทำให้ธนาคารกลางยุโรปเกือบจะกลายเป็นธนาคารเน่า (Bad bank) ไปเสียเองแล้ว โดยหนี้ที่พวกเขาถืออยู่ได้รับการค้ำประกันด้วยเงินภาษีของประเทศที่มีเศรษฐานะมั่นคง  จริงอยู่ธนาคารกลางยุโรปไม่มีทางที่จะล้มละลาย แต่การถือแต่สินทรัพย์ที่ด้อยค่าก็มิใช่ทางออกที่ดี  แต่หากพวกเขาไม่ยอมปล่อยกู้ให้กับธนาคารที่มีปัญหา ธนาคารเหล่านั้นก็ไม่สามารถที่จะกู้เงินจากแหล่งทุนอื่นได้  ถึงกระนั้นก็ตามธนาคารกลางยุโรปก็ยังควรที่จะแก้ไขปัญหาด้วยการให้รัฐบาลของประเทศต่าง ๆ เพิ่มทุนให้กับธนาคารที่มีปัญหาของแต่ละประเทศเอง  แต่ปัญหาก็คือ ธนาคารในประเทศที่มีปัญหาก็อาจไม่สามารถที่จะระดมทุนได้อยู่ดี ธนาคารกลางยุโรปจึงเลือกที่จะเพิ่มทุนให้กับธนาคารที่มีปัญหาเสียเอง

 ข้อมูลจากธนาคารกลางยุโรปเองก็พบว่า หลังจากที่ดำเนินนโยบายปล่อยสินเชื่ออย่างไม่จำกัดวงเงิน ธนาคารที่มีปัญหาน้อยต่างก็มาฝากเงินไว้กับธนาคารกลางและธนาคารที่มีปัญหาต้องกู้ในอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น  ธนาคารกลางยุโรปได้ทำให้อัตราดอกเบี้ยของสินทรัพย์ที่ไม่มีความเสี่ยงสูงขึ้นถึง 3%   เป็นไปได้อย่างไรว่านโยบายเหล่านี้ไม่ปรากฏตัวเลขผิดปกติใด ๆ ทางเศรษฐมิติเลย  นักเศรษฐศาสตร์ในธนาคารกลางเยอรมันดูเหมือนจะเป็นกลุ่มสุดท้ายที่ทราบว่าเศรษฐกิจเยอรมันเข้าสู่ภาวะอ่อนแอจากการลดลงอย่างรวดเร็วของการค้าโลกอันเป็นผลมาจากความชะงักงันของการปล่อยสินเชื่อ  พวกเขาดูเหมือนจะมีนโยบายแบบเดียวนั่นคือ การกำหนดอัตราดอกเบี้ยข้ามคืนที่ธนาคารทุกประเภทต้องใช้โดยไม่ปล่อยให้ธนาคารตัดสินใจในการกำหนดอัตราดอกเบี้ยระหว่างธนาคารเอง

ในประเทศที่ไม่มีสกุลเงินของตัวเอง  การเพิ่มโอกาสในการผิดสัญญาทางการเงินหมายถึงการลดลงของราคาพันธบัตรหรือแม้แต่ไม่สามารถขายพันธบัตรได้เลย  ประเทศเหล่านี้อาจต้องเรียกประชุมเพื่อหาข้อตกลงทางการเมืองในประเทศตัวเองเพื่อดำเนินนโยบายในการตัดงบประมาณ เช่น การเพิ่มภาษีอันจะทำให้นักลงทุนคาดได้ว่า เศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้น่าที่จะตกต่ำ เพราะรายได้ของรัฐบาลจากภาษีน่าจะลดลง การตกงานน่าจะเพิ่มขึ้น  ในช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 2009 ในที่สุดอัตราดอกเบี้ยของสินทรัพย์ที่ไม่มีความเสี่ยงก็เหลือเพียง 1% เท่านั้น  การที่ธนาคารกลางเยอรมันยินยอมให้อัตราดอกเบี้ยของพันธบัตรเหลือเพียงเท่านี้เป็นเพราะช่วงเวลานั้นเศรษฐกิจของเยอรมันตกต่ำจนมากกว่าฝรั่งเศสเสียอีก ในขณะเดียวกันอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงระยะสั้นและระยะกลางก็เข้าสู่แดนลบแล้ว  ผู้กำหนดนโยบายในธนาคารกลางยุโรปยังคงไม่ตระหนักว่านโยบายที่พวกเขากำหนดมันไม่ลงรอยกัน  พวกเขายังคงให้ความสำคัญแต่กับเรื่องการควบคุมอัตราเงินเฟ้อเท่านั้น ทั้ง ๆ ที่หลักฐานก็ปรากฏอย่างแจ้งชัดแล้วว่าระดับราคาในระยะยาวทั่วทั้งยุโรปจะตกต่ำไปอีกหลายปี

Jean Claude Trichet ประธานธนาคารกลางยุโรปไม่ได้แจ้งให้กับที่ประชุมทราบว่า ธนาคารกลางยุโรปและธนาคารสหรัฐฯ ดำเนินนโยบายผิดพลาดต่าง ๆ นานาอย่างไรตั้งแต่การดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายมากเกินไปในปี 2003 จากความเกรงกลัวปัญหาเงินฝืด การขาดสัญญาณเตือนเมื่อเศรษฐกิจร้อนแรงขึ้นในระหว่างปี 2003-5 รวมทั้งการขาดความสามารถในการแยกแยะระหว่างวิกฤตสภาพคล่องกับวิกฤตการขาดความสามารถในการชำระหนี้ของสถาบันการเงินในช่วงฤดูร้อนปี 2007 จึงมิได้แก้ปัญหาด้วยการเพิ่มทุนให้กับธนาคารเอกชนเพื่อธำรงไว้ซึ่งความแข็งแกร่งของระบบการเงิน  ผู้กำหนดนโยบายไม่มีแนวคิดที่จะออกจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยโดยการดำเนินนโยบายเงินฝืดซึ่งเท่ากับเป็นการกระตุ้นให้ประชาชนใช้จ่ายเงินให้มากขึ้น  พวกเขาจึงยังคงดำเนินนโยบายโดยใช้ขอบข่ายโครงงานแบบเดิม ๆ ที่ใช้มาตั้งแต่ก่อตั้งธนาคารในปี 1998  ในขณะที่สหรัฐฯ กลับดำเนินนโยบายสงครามทางการเงินที่ไม่ได้ประกาศด้วยการลดค่าเงินอย่างต่อเนื่องส่งผลให้เศรษฐกิจของยุโรปอ่อนแอลงไปอีก 

ผู้ออกแบบโครงการการรวมตัวกันทางการเงินของยุโรปและผู้กำหนดนโยบายทั้งหลายต่างอ้างว่าโครงการนี้ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม  แต่แท้ที่จริงแล้วชาวยุโรปส่วนใหญ่กลับอยู่ในสภาพที่แย่กว่าเดิมก่อนที่พวกเขาจะหันมาใช้เงินสกุลเดียวกันทั้งทวีป  หากชาวยุโรปทราบก่อนว่าพวกเขาจะต้องเสี่ยงอย่างไร พวกเขาจะยังคงสนับสนุนให้เกิดการรวมตัวกันทางการเงินอยู่เช่นนี้หรือไม่  อย่างไรก็ดีชาวอิตาลี สเปน กรีซ และโปรตุเกสอาจรู้สึกดีขึ้นกว่าก่อนการรวมตัวกันทางการเงิน เพราะพวกเขาต่างสนุกสนานกับการมีเครื่องมือทางการเงินโดยไม่มีความเสี่ยงในเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนซึ่งเป็นต้นทุนที่สำคัญในการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ

ผู้เขียนเห็นว่า แท้ที่จริงแล้วธนาคารกลางยุโรปดำเนินนโยบายผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตั้งแต่ปี 1998-9 ด้วยการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเพื่อให้ระดับราคาเพิ่มขึ้นในขณะที่เศรษฐกิจยังคงอ่อนแอส่งผลให้ค่าเงินยูโรลดลงและอัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ส่วนระหว่างปี 2003-6 พวกเขาก็ดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลายนานเกินไปอีกจนทำให้เศรษฐกิจร้อนแรงเกินควรจนถึงกับเกิดฟองสบู่ราวกับว่าธนาคารกลางยุโรปหลงลืมหน้าที่ในการควบคุมอัตราเงินเฟ้อไปเสียแล้ว  ส่วนในระหว่างปี 2007-8 พวกเขาก็เกิดความกังวลในเรื่องราคาน้ำมันเกินเหตุจนทำให้เศรษฐกิจทั้งโลกรวมทั้งยุโรปเองเข้าสู่ภาวะถดถอย

ธนาคารกลางยุโรปยังไม่ได้เป็นธนาคารกลางของคนทั้งยุโรปอย่างแท้จริงด้วย เพราะนโยบายหลายประการของพวกเขาให้น้ำหนักความสำคัญไปที่เยอรมันซึ่งเป็นประเทศที่ใหญ่ที่สุดที่มีสัดส่วนของ GDP สูงถึง 30%  ความผิดพลาดของนโยบายในระหว่างปี 2003-6 ก็เป็นไปเพื่อเยอรมันเท่านั้น ทั้งนี้เพราะในช่วงเวลาเดียวกันนั้นระดับราคาในเยอรมันยังคงต่ำอยู่ ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อของประเทศรอบ ๆ สูงขึ้นมากแล้ว และความผิดพลาดในช่วงปี 2007 ก็เป็นผลจากการที่เศรษฐกิจของเยอรมันยังคงดีอยู่จึงทำให้ธนาคารกลางยุโรปเลือกนโยบายที่ผิดพลาดอีก

นอกจากนี้ธนาคารกลางยุโรปก็ไม่ได้เป็นผู้ทำให้อัตราเงินเฟ้อตลอดสิบปีที่ผ่านมาอยู่ในระดับต่ำ ทั้งนี้เพราะก่อนการรวมตัวกันทางการเงินนั้น อัตราเงินเฟ้อของทั้งฝรั่งเศสและเยอรมันก็ต่ำกว่า 1% อยู่แล้ว  ส่วนการที่ธนาคารกลางยุโรปอ้างว่าการรวมตัวกันทางเศรษฐกิจทำให้ตลาดพันธบัตรรัฐบาลใหญ่ขึ้นและรวมตัวกันมากขึ้น ซ้ำยังทำให้การจัดสรรทรัพยากรมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยนั้น  แท้ที่จริงแล้วการรวมตัวกันทางการเงินทำให้เงินจากประเทศดุลการค้าเกินดุลหลั่งไหลเข้าไปในประเทศที่เกิดฟองสบู่อยู่ในขณะนี้ต่างหาก

การดำเนินนโยบายเป็นแหล่งเงินกู้สุดท้ายของธนาคารต่าง ๆ ในช่วงปี 2007 นั้นก็ยิ่งเป็นความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง หากในช่วงเวลานั้นธนาคารกลางยุโรปลดอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลที่ไม่มีความเสี่ยงเป็นศูนย์ ธนาคารต่าง ๆ ย่อมยินดีที่จะให้ธนาคารที่ขาดสภาพคล่องกู้ยืมเงินหรือเพิ่มทุนได้  การที่ธนาคารกลางยุโรปจัดเตรียมเงินให้กับธนาคารต่าง ๆ ทำให้สภาพคล่องเหือดแห้งลงฉับพลัน  แต่ที่นักลงทุนยังคงชื่นชมนโยบายของธนาคารกลางยุโรปก็เป็นเพราะ พวกเขาสามารถที่จะกู้เงินได้โดยไม่มีความเสี่ยงนั่นเอง  การรวมตัวกันทางเศรษฐกิจกลับทำให้ความแตกต่างระหว่างเยอรมันและประเทศชายขอบเพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของค่าแรงต่อหน่วยซึ่งทำให้ความสามารถในการแข่งขันของประเทศชายขอบลดลง ยิ่งกว่านั้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของทั้งยุโรปก็มิได้เพิ่มขึ้นมากมายอันเป็นผลมาจากความสามารถในการเคลื่อนย้ายแรงงานในทวีปเกิดขึ้นไม่ได้จากความแตกต่างด้านวัฒนธรรมและภาษา

นอกจากนี้ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปที่ไม่ใช้เงินยูโร ( non-EU) ยังสามารถแก้ไขปัญหาในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจได้ดีกว่า เช่น สวิส ทั้งนี้เพราะพวกเขาสามารถที่จะดำเนินนโยบายการเงินได้ง่ายกว่าด้วยการลดอัตราดอกเบี้ย  ในขณะที่สเปนและอิตาลีต่างไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือที่จะแก้ไขปัญหานอกจากการใช้นโยบายมัธยัสถ์อย่างเข้มข้น นั่นคือ ลดงบประมาณท่ามกลางภาวะถดถอยซึ่งย่อมทำให้ความสามารถในการใช้หนี้น้อยลงไปอีก

หากธนาคารกลางยุโรปส่งสัญญาณเตือนธนาคารกลางสหรัฐฯ ไม่ให้ใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายนานเกินไป  เป็นไปได้ว่าค่าเงินดอลลาร์ในขณะนั้นน่าที่จะลดลงซึ่งคงทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ เพิ่มอัตราดอกเบี้ยอันจะส่งผลให้การขาดสมดุลทางการเงินในสหรัฐฯ ลดลงตามไปด้วย  หากธนาคารกลางยุโรปใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวดมากขึ้น เป็นไปได้ว่านักลงทุนย่อมต้องการลงทุนในเงินยูโรมากกว่าการปล่อยกู้ให้กับลูกค้าที่มีความเสี่ยงสูงอันจะทำให้ฟองสบู่เกิดขึ้นไม่ได้  ยิ่งกว่านั้นอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นนี้ยังทำให้ความร้อนแรงในภาคอสังหาริมทรัพย์ในสเปนและอิตาลีลดลงตามไปด้วยอันจะทำให้ธนาคารทั่วทั้งยุโรปมีความเสี่ยงน้อยลงไปด้วย

กลุ่มที่ชื่นชอบการรวมตัวกันทางการเงินมักให้ความเห็นว่า หากเยอรมันไม่เข้าร่วมในสหภาพยุโรป อุตสาหกรรมของเยอรมันจะไม่สามารถเติบโตได้อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เนื่องจากค่าเงินมาร์กที่แข็งมากทำให้ขาดศักยภาพในการแข่งขัน ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่  โดยทั่วไปนักลงทุนต่างต้องลงทุนเพื่อกระจายความเสี่ยงอยู่แล้ว  เป็นไม่ได้ยากที่พวกเขาจะลงทุนในประเทศที่ค่าเงินอ่อนแต่มีผลตอบแทนสูงเพียงอย่างเดียว ยิ่งกว่านั้นเยอรมันคงไม่ต้องช่วยเหลือประเทศชายขอบซื้อหนี้อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันด้วย  เป็นไปได้ว่าเยอรมันอาจได้เป็นชาติที่ร่ำรวยที่สุดในโลกแล้ว

แม้สนธิสัญญา Maastricht จะถูกเชื่อว่ากำหนดเงื่อนไขมาแล้วอย่างดีแล้ว  แต่ในสนธิสัญญากลับหยิบยื่นอำนาจให้กับธนาคารกลางยุโรปเป็นผู้อำนาจหน้าที่เบ็ดเสร็จ และไม่มีข้อกำหนดที่จะห้ามปรามมิให้ธนาคารกลางยุโรปไปทำหน้าที่ปล่อยกู้ให้กับธนาคารที่มีปัญหาทางการเงินซึ่งเท่ากับทำหน้าที่เป็นผู้โยกย้ายเงินจากภาษีของประเทศเกินดุลไปสู่ธนาคารที่มีปัญหา  ซ้ำร้ายในสนธิสัญญายังไม่ได้มีการเขียนถึงกลวิธีเพื่อให้สมาชิกสามารถที่จะละไปจากกลุ่มสหภาพยุโรปด้วยจนทำให้สมาชิกทุกประเทศเข้าสู่จุดอับไปพร้อม ๆ กัน

การรวมตัวกันทางการเงินเป็นสหภาพยุโรปนี้เกิดขึ้นจากความพยายามของฝรั่งเศส  แม้เยอรมันยืนกรานที่จะไม่มีรัฐบาลกลางเพื่อดูแลเศรษฐกิจ และต้องไม่มีการช่วยซื้อหนี้ระหว่างประเทศโดยเป้าหมายและกลวิธีปฏิบัติก็เป็นไปตามต้นแบบของเยอรมัน  แต่เยอรมันกลับไม่เฉลียวใจเลยว่า ธนาคารกลางยุโรปภายใต้การนำของ Trichet ซึ่งเป็นคนฝรั่งเศสก็ได้ทำให้ธนาคารกลางยุโรปกลายเป็นตัวกลางในการซื้อหนี้เน่าของธนาคารและประเทศต่าง ๆ ซึ่งเท่ากับเป็นเครื่องมือในการดำเนินนโยบายอย่างที่ฝรั่งเศสเคยต้องการจนสำเร็จแล้ว  แท้ที่จริงแล้ว Trichet สามารถพูดแทนรัฐบาลฝรั่งเศสตั้งแต่เขายังไม่ได้เป็นประธานธนาคารกลางยุโรปด้วยซ้ำ เช่น เมื่อตอนประชุมในปี 2003 เขาสามารถใช้การประชุม G-7 ที่ดูไบกดดันไม่ให้เกิด Asian dollar bloc เพราะเขาต้องการลดอำนาจของดอลลาร์ในระบบการเงินโลก

ผู้เขียนแนะนำว่า ทางออกหนึ่งที่สมาชิกสหภาพยุโรปสามารถทำได้ก็คือ 1. ก่อตั้ง EMU-2 โดยค้ำประกันเงินฝากในธนาคารของฝรั่งเศสและเยอรมันทั้งหมด พวกเขาจะทำการคัดเลือกสมาชิกใหม่เพื่อเข้าสู่ EMU-2 ส่วนธนบัตรยูโรเดิมอาจมีค่าเท่าเดิมหรือลดลง  ธนาคารที่มีปัญหาจะต้องได้รับการเพิ่มทุนใหม่โดยใช้เงินจากภาษีของชาวฝรั่งเศสและเยอรมันหนุนหลัง  เยอรมันอาจเข้าช่วยเหลืออิตาลีโดยตรงในการเพิ่มทุนธนาคาร ประเทศเล็ก ๆ ที่มีเศรษฐกิจแข็งแกร่งอยู่เดิมอาจเลือกที่จะเป็นอิสระไม่เข้าร่วมกับ EMU-2 แต่กำหนดค่าเงินผูกกับ EMU-2 แทนเพื่อให้พวกเขาสามารถดำเนินนโยบายการเงินและอัตราแลกเปลี่ยนได้อย่างเสรี

2. สถาบันการเงินยุโรปใหม่จะมีหน้าที่ควบคุมอัตราการเจริญเติบโตทางด้านการเงิน และเสถียรภาพของระดับราคาในระยะยาวโดยธนาคารกลางจะต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยเมื่อเห็นอาการผิดปกติ 2 ประการนั่นคือ 1. ความร้อนแรงในภาคอสังหาริมทรัพย์และการปล่อยสินเชื่อ 2 . เงินเฟ้อของทั้งสินค้าและบริการ  คณะกรรมการในสถาบันการเงินยุโรปใหม่นี้ต้องตอบคำถามไม่ว่ากับคณะกรรมการที่มาจากรัฐมนตรีกระทรวงการคลังของประเทศสมาชิก สภาของประเทศสมาชิกและศาลยุโรป  นอกจากนี้ทุกคนสามารถได้รับรายละเอียดของการประชุมของผู้นำของสถาบันการเงินยุโรปใหม่ซึ่งจะทำให้องค์กรนี้เป็นที่ตรวจสอบได้  ต้องกำหนดเงื่อนไขที่แน่นอนในการลาออกจากการเป็นสมาชิกรวมทั้งกำหนดค่าตอบแทนต่อการขาดทุนในการคิดบัญชีระหว่างธนาคารเมื่อสมาชิกลาออกด้วย  ห้ามมิให้ธนาคารกลางยุโรปทำหน้าที่เป็นแหล่งเงินกู้สุดท้ายเพื่อป้องกันมิให้กลายเป็น Bad bank และกำหนดให้ธนาคารกลางของแต่ละประเทศทำหน้าที่ในการเป็นแหล่งเงินกู้สุดท้ายแทน   หากทั้งประเทศมีความเสี่ยงต่อการชำระหนี้ ประเทศนั้น ๆ ก็จำเป็นต้องถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกไปเองเนื่องจากเงินทุนจะไหลออกอย่างหนัก  ธนาคารกลางยุโรปจะถือพันธบัตรรัฐบาลประเทศสมาชิกตามขนาดของเศรษฐกิจของประเทศนั้น ๆ เท่านั้น 

3. สำหรับประเทศชายขอบยุโรปที่ประสบปัญหาอยู่นั้น พวกเขาจะต้องเผชิญหน้ากับอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างแน่นอน ค่าเงินผันผวนอย่างหนัก ธุรกิจและประชาชนจะหันมาถือเงินสกุลที่หลากหลายมากขึ้น การรวมตัวกันใหม่ครั้งนี้ย่อมทำให้ความเชื่อมั่นระหว่างกันลดลงอย่างแน่นอน อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันยังไม่มีผู้นำคนใดในสหภาพยุโรปคิดถึงทางเลือกที่ผู้เขียนเสนอ

ผู้เขียนสรุปว่า 1. การรวมตัวทางการเงินของสหภาพยุโรปที่ถูกสร้างขึ้นจากสนธิสัญญา Maastricht นั้นได้กลายเป็นตัวจักรในการโยกย้ายนโยบายให้เป็นไปตามที่ผู้นำฝรั่งเศสต้องการโดยที่ธนาคารกลางยุโรปยังคงใช้แบบอย่างจากธนาคารกลางสหรัฐฯ โดยที่เยอรมันไม่สามารถต่อกรอะไรได้ทั้งสิ้น เพราะทุกเรื่องถูกกำหนดโดยธนาคารกลางยุโรปไปแล้ว เช่นนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน การกำหนดอัตราเงินเฟ้อ  ความผันผวนทางการเงินในสหรัฐฯ และยุโรปจะดำเนินต่อไปด้วยอัตราและเวลาที่ใกล้เคียงกัน  2. หากผู้นำฝรั่งเศสและเยอรมันบรรลุข้อตกลงในการสร้าง EMU-2 นโยบายทางการเงินจะยังคงเหมือนเดิมโดยที่ฝรั่งเศสน่าที่จะมีอิทธิพลเหนือเยอรมันต่อไป  อย่างไรก็ดีเนื่องจาก EMU-2 จะได้รับการออกแบบที่ดีขึ้น  เป็นไปได้ว่าโลกจะมีเสถียรภาพทางการเงินมากขึ้น เนื่องจากความผันผวนทางการเงินในสหรัฐฯ ไม่น่าที่จะลุกลามเข้ามาในสหภาพยุโรปได้อีกต่อไป

3. สิ้นสุดสถาบันการเงินยุโรปใหม่โดยไม่มีการสร้าง EMU-2 แต่มีข้อตกลงในการร่วมมือทางการเงินแบบใหม่โดยที่องค์กรใหม่ที่จัดตั้งขึ้นจะดูแลเรื่องเสถียรภาพทางการเงินเท่านั้น  ในขณะที่อัตราแลกเปลี่ยนเป็นไปอย่างเสรีโดยประเทศเล็ก ๆ บางประเทศยอมเป็นประเทศบริวารของประเทศใหญ่โดยผูกค่าเงินติดกัน  นั่นหมายความว่า นโยบายทางการเงินแบบฝรั่งเศสจะไม่สามารถมีอิทธิพลได้อีกต่อไป  4.  ไม่มี EMU-1, EMU-2 แต่ฝรั่งเศสเริ่มดำเนินนโยบายสงครามการเงินโดยเฉพาะในช่วงแรกของการแยกตัวของสหภาพยุโรปซึ่งจะทำให้เยอรมันเข้าสู่สถานการณ์ลำบากจนทำให้พวกเขาอยากรวมตัวกันทางการเงินอีก อย่างไรก็ดีการไม่มีสหภาพยุโรปทำให้ฝรั่งเศสยากที่จะมีอำนาจต่อรองมากนัก พวกเขาอาจทำได้เพียงแค่เป็นตัวก่อกวน ปารีสจะมีอำนาจในการต่อรองก็เฉพาะช่วงที่มีการรวมตัวกันทางการเงินเท่านั้น

ในที่สุดแล้วการล้มเลิกระบบสหภาพยุโรปหรือการรวมตัวกันทางการเงินคงมิใช่เรื่องง่ายอยู่ดี แม้ชาวยุโรปส่วนใหญ่เริ่มตระหนักว่าการรวมตัวกันทางการเงินนี้ทำให้คุณภาพชีวิตของพวกเขาลดลงไปมากแล้วก็ตาม

ข้อคิดเห็น หนังสือนี้เน้นการอธิบายถึงความผิดพลาดของนโยบายของธนาคารกลางยุโรปที่ก่อให้เกิดวิกฤตยุโรปที่สร้างความปั่นป่วนไปทั่วโลก  เช่น การใช้แต่กรอบเงินเฟ้อเพียงอย่างเดียวเป็นตัวกำหนดอัตราดอกเบี้ยโดยไม่ดูตัวเลขอื่นหรือบริบทอื่นเลยจนทำให้ผู้กำหนดนโยบายมองไม่เห็นภัยที่มาถึงตัวแล้ว  บทเรียนจากความผิดพลาดของธนาคารกลางยุโรปน่าที่จะเป็นเครื่องเตือนใจผู้กำหนดนโยบายในประเทศอื่นมิให้ทำผิดพลาดเพื่อมิให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย

 

 

 

 

 

 

 

 

Rating: 5 stars

Tags: , , , , , ,

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • Twitter
  • RSS

Comments are closed.

+(reset)-

Ratings Plugin created by Cheap Web Hosting - Powered by Attache Case and VLC Player Download.